“ในปี 2007-2008 มีนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 2,038 คน มีคนลาว 1,000 คน เฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 67 คน ต่อคืน และ 169 คนต่อเดือน” นี่คือความหมายที่เขียนได้เป็นภาษาไทย หากแปลจากภาษาลาวในท้ายกระดาษเอสี่ที่จั่วหัวว่า “statistic of tourist arrival to Muong Khoua 2007-2008″ ซึ่งแปะเอาไว้ข้างฝา ณ ที่ทำการหน่วยงานท่องเที่ยวเมืองขวา
เมื่อเริ่มแรกเดิมที ที่มาถึงเมืองขวา ซึ่งอยู่ในเขตของแขวงพงสาลี ส่วนบนสุดของประเทศลาว พวกเราต่างก็สังเกตกันว่าไม่เจอนักท่องเที่ยวชาวไทยสักราย ที่เราเห็นนั่นก็คือฝรั่งหัวทอง นอกเหนือจากนั้นก็คือชาวเวียด และชาวจีนเสียส่วนใหญ่
“เราอาจจะถึงที่หมายช้าไปบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ได้อะไรเลยระหว่างแวะข้างทาง”
ดูเหมือนว่า ประโยคนี้จะเหมาะสมกับการเดินทางในแบบฉบับของพวกเรามากที่สุด นั่นเป็นเพราะการที่ไม่มีแผนการเดินทางที่แน่นอน เราจึงรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ถูกบังคับและเข้าข่ายเป็นทัวร์ลูกเป็ด ถือธง ใส่หมวกเดินตามไกด์เป็นเวลา แม้ในอีกแง่มุมหนึ่งมันจะทำให้เราไปถึงที่หมายแต่ละจุดได้ช้ากว่าเดิม แต่เราก็ได้เห็นอะไรเพิ่มเติมจากการแวะรายทางอยู่เสมอ
เช้าวันนี้ เพื่อนน้อยออกจากที่พักก่อนใคร เธอเรียกมอเตอร์ไซค์ไปยังท่ารถที่เราลงเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ และบอกกับใจว่าเธอจะกับมาพร้อมกับข้อมูลเวลาการเดินรถของรถโดยสารที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองขวา แขวงพงสาลี ซึ่งเป็นจุดหมายของเราวันนี้
ตลอดระยะเวลาการเดินทางออกจากไทยไปลาวและย้อนกลับมาไทยไปนอนที่เลย ลงกรุงเทพฯ ไปกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี นานครึ่งค่อนเดือน ใจมีโอกาสแตะคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่ครั้ง ไม่เพียงการเดินทางที่ยาวนานจะเป็นคำตอบได้ว่าทำไมใจถึงไม่ได้เขียนเรื่องราวอะไรลงในหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ถี่เหมือนเช่นเคยเท่านั้น แต่การเดินทางแบบไม่รู้จุดหมายปลายทางและวันกลับที่แน่นอนเป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องใดทั้งปวง
สองสามวันนี้ เมื่อมาถึงบ้าน ใจก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านข้อความที่ใครหลายคนฝากเอาไว้ นั่งดูรูปที่ถ่ายมาจากกล้องตัวเดิม พอๆ กับนั่งชำระความภาพเก่าแก่ที่ติดเพื่อนฝูงเอาไว้
พักนี้ต่อมติสก์ใจแตก อาจจะเพราะมีอะไรหลายๆ อย่างให้หัวสมองได้ขบคิด ช่วงเวลาวิกฤติบางอย่างคืบคลานเข้ามาใกล้เพราะวางแผนชีวิตเอาไว้ผิดพลาดพอสมควร ครั้นจะให้ด่วนตัดสินใจแบบบุ่มบ่ามก็หาใช่ที่ แต่อยู่กับที่ก็ไม่เห็นทางออกที่ดีสักเท่าไร ว่าแล้วใจก็เลยตัดสินใจแบกเป้หนีชีวิตลำเค็ญไปหาชีวิตที่ลำเค็ญกว่าที่ลาวยาวนานถึง 7 วัน
ใจเพิ่งกลับมาถึงที่นี่เมื่อวานซืน รวมแล้ว 7 วัน 7 คืนซ้อนที่ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ในลาวพร้อมกับเพื่อนอีก 3 ชีวิต กลับมาสู่ชีวิตความเป็นจริงที่มีไข้หวัดกินตัวและจมูก ขี้มูกเต็มสมองกันตามเดิม
Recent Comments