ใจไปไม่ถึงที่หมายที่อยากจะไป อย่างน้อยก็เพราะว่าเวลาที่รีบเร่ง และเกรงว่าจะกลับบ้านไม่ทันเวลา ยิ่งกว่านั้น การเดินทางกลับจากเมืองไทยมุ่งหน้ามายังเมืองที่ใจกำลังอาศัยอยู่พาลจะเสียแผนที่ตั้งใจเอาไว้ด้วย ดังนั้น การเดินทางในลาวเหนือในหนนี้ จึงยังคงวนเวียนอยู่กับเมืองเก่าๆ ที่เคยไป มีเพียงเมืองสิงห์ และหลวงน้ำทาเท่านั้นที่เป็นที่หมายใหม่ของใจ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เบื่อการใช้ชีวิตอยู่กับที่ ในเมืองที่ทุกอย่าง เงียบและนิ่งสงบหลังห้าโมงเย็น หรือไม่ก็เพราะคิดถึงบ้าน ทำให้ใจต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งไปกับการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับเมืองไทย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ใจกับจดจ่ออยู่กับบ้านไม่ได้ เรียกว่า ยังหาเรื่องออกจากบ้านอยู่เนืองๆ
แม้อากาศจะเหน็บหนาว หมอกลงแต่เช้า แต่พอรุ่งสายแดดก็มาเยือน ในเงาของแม่น้ำอูในยามนี้มีทั้งก้อนเมฆสีขาว สีรุ้งอันเกิดจากการส่องกระทบของแดดบางๆ บนผิวน้ำ เรือของเราแล่นออกจากที่จอดอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เราก็รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่า…เรากลับไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราจะถึงที่นั่น….
หลังจากค่ำคืนที่มืดมิดในเมืองขวาผ่านพ้นไป เช้าวันนี้เราต้องอาศัยเรือของรีสอร์ทใหญ่แห่งหนึ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองหนองเขียว เมืองในหุบเขาในเขตของหลวงพระบางที่อยู่ห่างออกไปหลายชั่วโมงของการขับเรือ
เรือที่มีชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำหน้าตาดีเป็นสารถี และมีสามีของน้องสาวหรือเขยน้องเป็นผู้คุมท้ายอีกนายหนึ่ง ค่อยๆ แล่นไปตามสายตาแบบตามกระแสน้ำแม่น้ำอู ผ่านหมู่บ้านชาวลาวหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า เรานั่งชมความงามของสองข้างทางอย่างน่าพิสมัย นี่คือช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราจะหามันได้ยากยิ่ง การนั่งเรือไปตามแม่น้ำสีเขียวใสเห็นก้อนหินข้างล่าง สองข้างทางเป็นแนวป่าเขียวขจี บางทีคนบางคนอาจจะไม่เคยได้ลิ้มรสอะไรแบบนี้อย่างที่เราได้รับเลยด้วยซ้ำ
ตลอดระยะเวลาการเดินทางออกจากไทยไปลาวและย้อนกลับมาไทยไปนอนที่เลย ลงกรุงเทพฯ ไปกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี นานครึ่งค่อนเดือน ใจมีโอกาสแตะคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่ครั้ง ไม่เพียงการเดินทางที่ยาวนานจะเป็นคำตอบได้ว่าทำไมใจถึงไม่ได้เขียนเรื่องราวอะไรลงในหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ถี่เหมือนเช่นเคยเท่านั้น แต่การเดินทางแบบไม่รู้จุดหมายปลายทางและวันกลับที่แน่นอนเป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องใดทั้งปวง
สองสามวันนี้ เมื่อมาถึงบ้าน ใจก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านข้อความที่ใครหลายคนฝากเอาไว้ นั่งดูรูปที่ถ่ายมาจากกล้องตัวเดิม พอๆ กับนั่งชำระความภาพเก่าแก่ที่ติดเพื่อนฝูงเอาไว้
พักนี้ต่อมติสก์ใจแตก อาจจะเพราะมีอะไรหลายๆ อย่างให้หัวสมองได้ขบคิด ช่วงเวลาวิกฤติบางอย่างคืบคลานเข้ามาใกล้เพราะวางแผนชีวิตเอาไว้ผิดพลาดพอสมควร ครั้นจะให้ด่วนตัดสินใจแบบบุ่มบ่ามก็หาใช่ที่ แต่อยู่กับที่ก็ไม่เห็นทางออกที่ดีสักเท่าไร ว่าแล้วใจก็เลยตัดสินใจแบกเป้หนีชีวิตลำเค็ญไปหาชีวิตที่ลำเค็ญกว่าที่ลาวยาวนานถึง 7 วัน
ใจเพิ่งกลับมาถึงที่นี่เมื่อวานซืน รวมแล้ว 7 วัน 7 คืนซ้อนที่ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ในลาวพร้อมกับเพื่อนอีก 3 ชีวิต กลับมาสู่ชีวิตความเป็นจริงที่มีไข้หวัดกินตัวและจมูก ขี้มูกเต็มสมองกันตามเดิม
Recent Comments