แม้อากาศจะเหน็บหนาว หมอกลงแต่เช้า แต่พอรุ่งสายแดดก็มาเยือน ในเงาของแม่น้ำอูในยามนี้มีทั้งก้อนเมฆสีขาว สีรุ้งอันเกิดจากการส่องกระทบของแดดบางๆ บนผิวน้ำ เรือของเราแล่นออกจากที่จอดอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เราก็รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่า…เรากลับไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราจะถึงที่นั่น….
หลังจากค่ำคืนที่มืดมิดในเมืองขวาผ่านพ้นไป เช้าวันนี้เราต้องอาศัยเรือของรีสอร์ทใหญ่แห่งหนึ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองหนองเขียว เมืองในหุบเขาในเขตของหลวงพระบางที่อยู่ห่างออกไปหลายชั่วโมงของการขับเรือ
เรือที่มีชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำหน้าตาดีเป็นสารถี และมีสามีของน้องสาวหรือเขยน้องเป็นผู้คุมท้ายอีกนายหนึ่ง ค่อยๆ แล่นไปตามสายตาแบบตามกระแสน้ำแม่น้ำอู ผ่านหมู่บ้านชาวลาวหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า เรานั่งชมความงามของสองข้างทางอย่างน่าพิสมัย นี่คือช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราจะหามันได้ยากยิ่ง การนั่งเรือไปตามแม่น้ำสีเขียวใสเห็นก้อนหินข้างล่าง สองข้างทางเป็นแนวป่าเขียวขจี บางทีคนบางคนอาจจะไม่เคยได้ลิ้มรสอะไรแบบนี้อย่างที่เราได้รับเลยด้วยซ้ำ
“ในปี 2007-2008 มีนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 2,038 คน มีคนลาว 1,000 คน เฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 67 คน ต่อคืน และ 169 คนต่อเดือน” นี่คือความหมายที่เขียนได้เป็นภาษาไทย หากแปลจากภาษาลาวในท้ายกระดาษเอสี่ที่จั่วหัวว่า “statistic of tourist arrival to Muong Khoua 2007-2008″ ซึ่งแปะเอาไว้ข้างฝา ณ ที่ทำการหน่วยงานท่องเที่ยวเมืองขวา
เมื่อเริ่มแรกเดิมที ที่มาถึงเมืองขวา ซึ่งอยู่ในเขตของแขวงพงสาลี ส่วนบนสุดของประเทศลาว พวกเราต่างก็สังเกตกันว่าไม่เจอนักท่องเที่ยวชาวไทยสักราย ที่เราเห็นนั่นก็คือฝรั่งหัวทอง นอกเหนือจากนั้นก็คือชาวเวียด และชาวจีนเสียส่วนใหญ่
“เราอาจจะถึงที่หมายช้าไปบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ได้อะไรเลยระหว่างแวะข้างทาง”
ดูเหมือนว่า ประโยคนี้จะเหมาะสมกับการเดินทางในแบบฉบับของพวกเรามากที่สุด นั่นเป็นเพราะการที่ไม่มีแผนการเดินทางที่แน่นอน เราจึงรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ถูกบังคับและเข้าข่ายเป็นทัวร์ลูกเป็ด ถือธง ใส่หมวกเดินตามไกด์เป็นเวลา แม้ในอีกแง่มุมหนึ่งมันจะทำให้เราไปถึงที่หมายแต่ละจุดได้ช้ากว่าเดิม แต่เราก็ได้เห็นอะไรเพิ่มเติมจากการแวะรายทางอยู่เสมอ
เช้าวันนี้ เพื่อนน้อยออกจากที่พักก่อนใคร เธอเรียกมอเตอร์ไซค์ไปยังท่ารถที่เราลงเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ และบอกกับใจว่าเธอจะกับมาพร้อมกับข้อมูลเวลาการเดินรถของรถโดยสารที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองขวา แขวงพงสาลี ซึ่งเป็นจุดหมายของเราวันนี้
ตลอดระยะเวลาการเดินทางออกจากไทยไปลาวและย้อนกลับมาไทยไปนอนที่เลย ลงกรุงเทพฯ ไปกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี นานครึ่งค่อนเดือน ใจมีโอกาสแตะคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่ครั้ง ไม่เพียงการเดินทางที่ยาวนานจะเป็นคำตอบได้ว่าทำไมใจถึงไม่ได้เขียนเรื่องราวอะไรลงในหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ถี่เหมือนเช่นเคยเท่านั้น แต่การเดินทางแบบไม่รู้จุดหมายปลายทางและวันกลับที่แน่นอนเป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องใดทั้งปวง
สองสามวันนี้ เมื่อมาถึงบ้าน ใจก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านข้อความที่ใครหลายคนฝากเอาไว้ นั่งดูรูปที่ถ่ายมาจากกล้องตัวเดิม พอๆ กับนั่งชำระความภาพเก่าแก่ที่ติดเพื่อนฝูงเอาไว้
ใจเกิดและโตในเมืองเล็กๆ ที่มีเขตแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือ สปป.ลาว แต่กว่าจะได้มีโอกาสไปเหยียบแผ่นดินพี่น้องที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกันก็โตอยู่ในวัยประถมไปแล้ว แถมยังปล่อยให้เวลาเนิ่นนาน ผ่านวัน สัปดาห์ เดือนและปี จนกระทั่งโตเป็นสาววัยทำงานอายุเกิน 20 ถึงได้กลับที่นั่นอีกครั้งในฐานะนักท่องเที่ยว ยิ่งไปเสียกว่านั้น กว่าใจจะมีโอกาสได้สัมผัสความเป็นลาวอย่างถ่องแท้และตั้งใจกว่าครั้งไหนๆ ก็ปล่อยให้ตัวเองแก่เกิน 30 ปี
บ้านของใจอยู่เหนือสุดของไทย มีชายแดนติดกับลาวอย่างที่บอก แต่สำหรับลาวเราบอกว่าเราเป็นฝั่งทิศตะวันตกของเขา นอกเหนือจากเราแล้วพม่าก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตั้งอยู่ในฝั่งตะวันตกของลาว ไม่นับเวียดนามที่ติดฝั่งตะวันออก ทิศใต้ของลาวติดกับกัมพูชา และทิศเหนือติดกับจีน … เรียกได้ว่าทุกทิศมีหลายประเทศรายล้อมไปเสียหมด
พักนี้ต่อมติสก์ใจแตก อาจจะเพราะมีอะไรหลายๆ อย่างให้หัวสมองได้ขบคิด ช่วงเวลาวิกฤติบางอย่างคืบคลานเข้ามาใกล้เพราะวางแผนชีวิตเอาไว้ผิดพลาดพอสมควร ครั้นจะให้ด่วนตัดสินใจแบบบุ่มบ่ามก็หาใช่ที่ แต่อยู่กับที่ก็ไม่เห็นทางออกที่ดีสักเท่าไร ว่าแล้วใจก็เลยตัดสินใจแบกเป้หนีชีวิตลำเค็ญไปหาชีวิตที่ลำเค็ญกว่าที่ลาวยาวนานถึง 7 วัน
ใจเพิ่งกลับมาถึงที่นี่เมื่อวานซืน รวมแล้ว 7 วัน 7 คืนซ้อนที่ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ในลาวพร้อมกับเพื่อนอีก 3 ชีวิต กลับมาสู่ชีวิตความเป็นจริงที่มีไข้หวัดกินตัวและจมูก ขี้มูกเต็มสมองกันตามเดิม
สาวเจ้ากรอกเหล้า Blacklabel ใส่จอกเล็กสองจอกนั่น ก่อนเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อยกเงื้อจอกเทเหล้าเข้าปาก … นี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องเจอที่งานดองของเพื่อนพ้องในวงการทัวร์ข้ามโขงเมื่อไม่นานมานี้
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่พวกเรากำลังนั่งสนทนากันอยู่ในสำนักงานของบริษัททัวร์ สาวสัญชาติลาวผู้ที่ทำงานอยู่ในวงการทัวร์ข้ามฝั่งลาวมาไทยและจากฝั่งไทยไปลาว อันเป็นวงการเดียวกันกับเพื่อนน้อย เพื่อนสาวของใจ เดินเข้ามาในสำนักงานพร้อมกับยื่นซองสีชมพู มีข้อความเชื้อเชิญไปร่วมงานแต่งงานหรืองานดองของเธอในวันรุ่งขึ้น
“ขอเชิญ ท่าน นางเพียงใจ พร้อมด้วยคู่รัก”
หน้าซองจ่าถึงเจ้าของเช่นนั้น
น้อยยื่นบัตรเชิญงานดองของสาวเจ้ามาให้ใจชม นั่นเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เห็นซองเชิญไปงานแต่งของคนลาว รายชื่อเจ้าภาพยาวเหยียดทั้งฝั่งชายและหญิง ทำเอาใจเวียนหัว แต่โดยส่วนตัวใจว่ามันดูเรียบง่าย กินใจความครบถ้วน และให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกันโดยแท้
เราใช้เวลานั่งรอพี่ “ซาย” เจ้าของรถสองแถวคันจิ๋วเพื่อให้หมดภาระจากการรับส่งนักท่องเที่ยวที่หนาตากว่าทุกวัน เพื่อที่จะพาเราไปส่งที่ “บ้านห้วยสาลา” หมู่บ้านม้งที่ต้องขึ้นเขาไปอีกหลายสิบกิโลเมตร
นี่เป็นการข้ามฝั่งไปแขวงบ่อแก้วครั้งแรก ที่ใจมีโอกาสไปไกลกว่าการเที่ยวชมตลาดลาว ตลาดจีน แถมยังขึ้นเขาไปเสียไกลกว่าที่เคยเป็น
ช่วงนี้มีซีเกมส์ ว่ากันว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศป่วนเมืองไม่น้อย หลายเมืองในเขตแขวงบ่อแก้วไม่สงบ ชนเผ่าบางกลุ่มก่อกวน จับคนเป็นตัวประกันเพื่อสร้างความปวดหัวให้กับรัฐบาล เราได้รับคำเตือนนี้จากผู้คนแถวนั้นล่วงหน้าแต่ทว่า ..ไม่เคยต้องรับรู้ว่าปลายทางที่เราไปจะมีใครเอาปืนกระบอกยาวขนาบข้างรถพร้อมกับส่งคำถามให้กับเราว่า….”มาทำไม”
หลังจากเบี้ยวกันมาหลายวัน ในที่สุด “น้อย” เพื่อนสาวเจ้าของบริษัททัวร์หนึ่งเดียวในอำเภอที่ให้ลูกค้าฝรั่งรูดการ์ดได้ ก็ยกหูมาชวนให้ข้ามไปฝั่งลาวด้วยกัน (แต่ก็ยังติดเบี้ยวไปหลวงพระบาง หนองเขียวและสิบสองปันนา ลี่เจียงอยู่ดี)
ไม่รู้ว่าใจกลายเป็นคนง่ายๆ ไปตั้งแต่เมื่อไร พอเพื่อนยกหูมาชวนใจก็ไม่ได้ต้องทบทวนให้เสียเวลา ตอบกลับไปรวดเร็วทันใจว่า “ได้ ไม่มีอะไรทำ” อย่างนั้นอยู่เสมอ
ที่บ้านก็ดูเหมือนจะเริ่มรับได้กับการออกไปนอกบ้านบ่อยๆ เพราะหลายคนเข้าใจดีว่าการรอคอยเวลาทำให้ใจเริ่มเบื่อที่จะอยู่เฉยๆ ใจเลยต้องตะลอนหาอะไรทำแก้กลุ้มแก้เบื่อไปพลางๆ
Recent Comments