ใจว่ามนต์เสน่ห์ของเมลเบิร์นมีหลายประการ หากเอานิ้วทั้งสิบมากางและนับข้อดีเหล่านั้นคงจะไม่พอ อาจจะต้องขอยืมมือของคนข้างๆ มาต่อพ่วงกัน แต่ถ้าหากถามถึงจุดที่โดดเด่นหลักๆ ของมนต์เสน่ห์ที่ว่า ใจก็คงต้องยกให้ “สีสันของกำแพง” สืบเนื่องมาจากความเป็นสวรรค์ของนักพ่นกำแพงนั่นเอง
อย่างที่เคยบอกเอาไว้ว่า เมื่อปีกลายใจมาที่นี่แล้วหนึ่งหน ในตอนนั้นใจแอบคิดว่าคนที่นี่มือไม่ดี เป็นพวก valdalism หรือพวกทำลายทรัพย์สินและข้าวของ แต่การกลับมาหนนี้ในระยะวันที่ยาวนานขึ้น ทำให้ใจได้รับรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การพ่นกำแพงเป็นศิลปะข้างถนนอย่างหนึ่งที่ทั้งรัฐและพลเมืองของที่นี่ดูเหมือนจะเต็มใจและยินยอมให้มันเกิดขึ้น
ระหว่างทางที่รถลัดเลาะไปตามเส้นทางอันยาวไกลนั้น สายตาของใจก็จับจ้องอยู่ที่ขอบท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา บางทีก็เผลอคิดไปเสียไกลว่า “จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้ทำอะไรแบบนี้ในชีวิต” ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ใจเดินทางไปโน่นนี่ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลยแม้แต่น้อย หลายครั้งก็ยังรู้สึกเหงา ถึงจะมีเงาของใครบางคนซ้อนทับเงาของเราอยู่ก็ตามที มันเหมือนมีคนนั่งอยู่ข้างๆ แต่เราก็ยังรู้สึกอ้างว้างอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมคำว่า “เหงา” ในหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ถึงมาก และตัวใหญ่กว่าใครเพื่อน
การเดินทางในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เติมเต็มหัวใจของใจให้เต็มดวง จากเดิมเสี้ยวหนึ่งของวันขาดวิ่นไม่มีทางเยียวยา แต่ยังเติมพลังและแรงบันดาลใจให้มากขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้ง การเดินทางก็ช่วยเราได้มาก เราอาจจะต้องหลบหน้าผู้คนสักชั่วข้ามคืน และกลับมาใหม่ในสภาพกลับจากฟื้นไข้และเจ็บป่วยที่ดีกว่าเดิม ใจแนะนำให้เพื่อนฝูงออกเดินทางเสมอ ไม่ว่าจะด้วยระยะทางที่สั้นๆ ระยะวันที่ไม่ยาวนาน เท่าที่จะทำได้ หรือมีกำลังมากหน่อยก็ให้เอาหัวใจและเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าบินลัดฟ้าไปหลบหน้าผู้คนในสถานที่ห่างตาผู้คน
Ballarat หรือชื่ออย่างเป็นทางการก่อนหน้า Ballaarat เคยเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกในช่วงปี 1851 เพราะเต็มไปด้วยคลื่นของนักขุดทองกว่าหมื่นรายที่ต่างมุ่งหน้าที่นี่เพื่อแสวงหาขุมทองคำที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นคำ จนมีคนตั้งฉายาให้เมืองนี้ว่า “Goldfields region of Victoria”
ความเติบโตของการเป็นเมืองแห่งแร่ทองคำทำให้ Ballarat ร่ำรวยตลอดช่วง 50 ปีในช่วงศตวรรษที่ 19 มีการเปิดเส้นทางรถไฟระหว่างเมือง Geelong และ Ballarat เมืองท่าสำคัญอีกเมืองของวิคตอเรียในเวลาให้หลังอีกสิบปีที่มีการขุดค้นพบทองคำที่นี่
ภาพถ่ายพาโนราม่ายาวตามผนังสีขาวกว้างในพิพิธภัณฑ์ทองคำบน Sovereign Hill เหมืองขุมทองเก่า ในเมือง Ballarat เมืองใหญ่ที่สุดของรัฐวิคตอเรีย ออสเตรเลีย ไม่เพียงแต่มีสีหม่นๆ บอกอายุของมันได้ดีไม่แพ้กับภาพตึกรามบ้านช่องที่อยู่ในนั้นไปได้พร้อมๆ กัน
น้อยครั้งนักที่ใจจะได้ไปเยือนเมืองเก่าแก่ ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกราวกับว่า ได้นั่งไทม์แมชชีนทะลุอุโมงค์ห้วงเวลาย้อนกลับไปในช่วงหลายปีก่อนหน้า แล้วมองดิ่งตรงลงมาเบื้องล่าง เหมือนภาพลักษณะของเมืองเก่านั้นได้ชัดเจนเสียยิ่งกว่าความฝันใกล้รุ่งเสียอีก และ ดูเหมือน Ballarat จะเป็นเพียงหนึ่งในเมืองเก่าเมืองเดียวในรอบหลายปีมานี้ที่ใจได้ไปเยือน ไม่นับกับวัดวา อารามและปราสาทในเมืองเขมรที่ไปเยือนมาเมื่อหลายปีก่อน
เราขับรถออกจากบ้านกันตอนสิบโมงเช้าของวันอังคารสัปดาห์ที่ผ่านมา ขับตรงเข้าถนนสาย M1 อันเป็นทางด่วนมุ่งหน้าไปยัง City Link ถนนเข้าเมืองแบบที่ต้องเสียเงินเป็นระยะๆ เพียงแต่ว่าไม่ต้องแวะจอดยื่นเงินสดตามด่านเหมือนที่เมืองไทย เจ้าของรถมักจะซื้อเครื่องรับสัญญาณและหักเงินจากระบบที่ซื้อเอาไว้ หรือไม่ก็หากใครหลงเข้าไปในเส้นทาง จะมีจดหมายถึงบ้านเรียกเก็บเงินย้อนหลังโดยไม่ต้องคิดว่าจะโกงได้
รถของเราตัดออกจากเมือง ออกนอกเมืองไปตามเส้นทางที่ระบุเอาไว้ในแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดไว้หน้ากระจกรถ บนหน้าจอบอกจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “Great Ocean Road”
จนถึงตอนนี้ใจนั่งอยู่ที่บ้านแล้ว หลังจากกลับจากทริปนี้มาร่วม 5 วัน ในสมองของใจยังเก็บภาพของความทรงจำปลายทางที่ว่าเอาไว้ได้ชัดเจน มันเป็นเหมือนทริปในฝัน หากใจจะบรรยายความรู้สึกของทริป “Great Ocean Road” ที่ผ่านมา ใจก็คงจะบรรยายได้ว่า “มันเป็นทริปที่สวยที่สุดในบรรดาทุกทริปกว่าสิบประเทศที่ใจเคยไปมา”
เป็นเพราะใจขาดเรียน 2 วันซ้อน เพื่อไปตะลอนเลาะขอบมหาสมุทรของ Great Ocean Road ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงโรงเรียนอีกครั้ง อั้ม…เพื่อนร่วมชั้นเรียน ก็ตัดสินใจเลือก “Melbourne Museum” ให้กับใจ หลังจากที่ใจฝากฝังให้เลือกแทนสำหรับกิจกรรมนอกห้องเรียนทุกวันศุกร์ของสัปดาห์
ปีที่แล้ว ใจไปที่ Melbourne Museum มาแล้วหนึ่งหน ดังนั้น Melbourne Museum หนนี้จึงเป็นหนที่สองที่ใจมีโอกาสได้ไปเยือน อันที่จริงในตอนแรกใจไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มากนัก นั่นเป็นเพราะใจแอบจินตนาการไปก่อนว่า มันก็คงจะเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ในบ้านเรา ที่อะไรเคยอยู่ตรงไหน ก็ยังจะอยู่ตรงนั้น ดังนั้น ทั้งชีวิตเราอาจจะแวะเวียนไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นเพียงหนเดียว และก็ไม่เลี้ยวกลับเข้าไปที่นั่นอีกเลยตลอดชีวิต…
คาบเรียนวันศุกร์ เป็นเวลาของกิจกรรมนอกห้องเรียน ที่นักเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาที่ใจสมัครมาเรียนสามารถเลือกได้ว่าอยากจะไปไหน ทำอะไร ตามที่อาจารย์จัดไว้ เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า … ห้ามเกินจำนวนที่มากเกินไป
ใจเป็นคนหนึ่งที่อาศัยช่วงของวันศุกร์นี้ติดสอยห้อยตามอาจารย์ไปเที่ยวสถานที่สำคัญๆ ของเมืองมา 2 อาทิตย์แล้ว และเชื่อว่าหากสถานที่ไม่ซ้ำกัน นั่นหมายถึงว่าใจจะมีโอกาสได้เที่ยวในที่เหล่านั้นรวมแล้วกว่า 20 สถานที่….เหมือนกับได้เที่ยวทุกสัปดาห์กันเลยทีเดียว
ศุกร์ที่ผ่านมา ใจเลือกกิจกรรมเดินชมโบสถ์สำคัญในเมลเบิร์น แม้จะเดินไม่ครบ เพราะเวลามีจำกัด แต่อาจารย์ก็พยายามจะเลือกโบสถ์สวยๆ และขึ้นชื่อให้เราได้เดินชมกันมากที่สุด
เมื่อตอนมาถึงที่นี่แรกๆ ใจไปพำนักและกินข้าวฟรีอยู่กับเพื่อนนานถึง 4 วัน ก่อนจะย้ายข้าวของออกมาหาเช่าบ้านเองและเริ่มไปเรียนในอีก 2 วันถัดมา ระหว่างที่พักอยู่กับเพื่อน ใจเพิ่งได้รู้ว่า เพื่อนเองไม่เคยออกจากเมลเบิร์นเลยสักครั้ง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบางอย่างของที่นี่ก็ไม่ได้ไป แม้เขาจะอยู่ที่นี่นานร่วม 3 ปี ขณะที่เพื่อนของเพื่อนอีก 2 คนอยู่มานานกว่า 5 ปีก็ไม่เคยไปเช่นเดียวกัน
ความจริงที่ว่าใจมาที่นี่ 5 วันเมื่อเดือนนี้ปีที่แล้ว แต่เที่ยวทุกอย่างของเมลเบิร์นแทบจะครบหมดเป็นความจริงจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นในเวลาต่อมาเมื่อ Frank เจ้าของบ้านชักชวนใจไปสถานที่สำคัญบางอย่างในเมืองพร้อมกับภรรยาของเขาที่เป็นคนไทย ใจเองก็บอกว่า “ใจไปมาหมดแล้ว”
ความยากลำบากอย่างหนึ่งของการเขียน blog ก็คือ การลงมือเขียนอะไรสักอย่าง แม้จะอยากจะเขียน แต่หากไม่ลงมือก็ไม่มีตัวอักษรใดเกิดขึ้น เช่นเดียวกัน ความขยันเขียน ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีเรื่องเล่าเพิ่มมากขึ้นในหน้า blog เราคงไม่ได้อยากพบว่ามีเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวแปะเอาไว้ด้านหน้า กลับเข้ามาเมื่อใดก็ไร้ซึ่งเรื่องราวใหม่ๆ หรือต่อให้เป็นเรื่องเก่าก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายๆ คน ..อย่างที่รุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่งพูดเอาไว้ว่า “keep blogging”
ใจเองเริ่มต้นเขียน blog ด้วยเพราะ “อกหัก” แต่ละวันมันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งพบว่า ตัวอักษรช่วยระบายความในใจและความรู้สึกนึกคิดได้ดี ครั้นจะให้พูดกับตัวเองคนเดียวก็กระไรอยู่ เลยอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์
ก่อนที่ใจจะกลับบ้านไม่กี่วัน ใจหนีไปนอนบ้านเพื่อนซี้ที่ราชบุรีมา ใจใช้เวลาอยู่ที่นั่นสั้นๆ โดยวันหนึ่งของการพักที่นั่น ใจกับเพื่อนขับรถพากันไปไหว้พระไกลถึงกาญจนบุรี มันเป็นวัดที่เราต้องออกแรงเดินขึ้นบันไดสูง ทั้งๆ ที่เพื่อนใจเองก็กลัวความสูง แต่ก็ยังอุตส่าห์ไม่ขึ้นรถรางเลื่อนแต่เลือกที่จะเดินขึ้นบันไดสูงนั้นไปพร้อมกับใจ
อาจจะเพราะเป็นวันทำงานของใครหลายคน พื้นที่วัดจึงไร้เงาของผู้คนล้นหลามอย่างที่เพื่อนบอกว่า “วัดนี้มีชื่อเสียง” ดังนั้นเราจึงได้ชื่นชมความงามของวัด โดยเฉพาะวิวเบื้องล่างวัดเมื่อเรายืนอยู่ในมุมที่สูงกว่า
หลายวันก่อนใจข้ามไปฝั่งห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของประเทศลาว เพื่อพาเพื่อนสาวได้คำว่า “โอกาส” ในการเหยียบแผ่นดินเพื่อนบ้านของเรากลับติดมือกลับบ้านที่กรุงเทพฯ
การเดินทางห้วยทรายหนนี้ เป็นหนที่ 3 ในราว 2 ปีนี้ แถมทริปทั้ง 3 ยังเป็นทริปในแบบที่แทบจะไม่แตกกันมากนัก เรียกได้ว่าเป็น “format” ไปเสียแล้ว
เริ่มจากนั่งเรือหางยาวของคนไทยไปเหยียบแผ่นดินของลาว ผ่านพิธีการของด่านตรวจคนเข้าเมือง ก่อนที่จะต่อด้วยการเหมาตุ๊กๆ ของคนลาวในราคาที่แพงกว่าหนที่แล้ว ไปทัวร์ตลาดจีน ตลาดลาว และลานข้าวปุ้น
เมื่อหลายวันก่อนมีบทสนทนาระหว่างใจกับเพื่อนเรื่องสถานที่ประทับใจในการเดินทางมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ว่าใจชอบเดินทางไปไหนที่สุดในบรรดาประเทศที่ประทับตราในหน้าพาสปอร์ตของใจ
ใจเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าชอบที่ไหนที่สุด… เพราะทุกที่ที่เคยไปก็มีอะไรที่แตกต่างกันไป ใจเองก็ชอบในบางเรื่องไม่ชอบในบางอย่างและหลงรักในบางเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั่นไม่เหมือนกันในแต่ละที่ ทั้งทริปไปสหรัฐฯทั้ง 4 รัฐ นิวยอร์ค บอสตัน บวก 2 รัฐอย่าง เพนซิลวาเนียและคอนเนคติกัสที่แค่ไปผ่านๆ หย่นก้นเล็กน้อย
ใจไปที่ไร่องุ่นชื่อ Silverlake ในอำเภอสัตหีบ เลยพัทยาไปไม่ไกลเมื่อตอนใจอกหักหลายปีก่อน ครั้งนั้นใจแอบประทับใจในไร่องุ่นที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน อย่างน้อยก็อากาศในยามค่ำคืนช่างเย็นชุ่มฉ่ำไม่เหมือนกับอยู่ในชลบุรี ในตอนนั้นใจรู้มาว่ามีคนแวะเวียนไปเยี่ยมที่ไร่ไม่มากนัก พวกเราเป็นกลุ่มนักข่าวกลุ่มใหญ่ที่ได้เข้าไปข้างในไร่อย่างง่ายดายตามการอนุญาติของเจ้าของไร่ที่เป็นดาราใหญ่อย่าง สุพรรษา เนื่องภิรมย์ ดารายอดนิยมคนใจคนที่แก่เกิน 30 จะรู้จักเป็นอย่างดี
เช้าวันนั้น…..ฉันมองเห็นแสงแดดวิ่งผ่านม่านหมอกตกลงกระทบกับพื้นน้ำนิ่งไม่ไหวติง ส่วนผสมทั้งหมดก่อให้เกิดแสงสีทองเรืองรองอยู่เบื้องหน้า ภาพทั้งหมดทำให้ความทุกข์ทั้งหมดที่รวบรวมติดตัวมาด้วยจากกรุงเทพฯ หายจนปลิดทิ้ง อย่างน้อยก็ช่วงนาทีนั้น นาทีที่ได้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นสวยงามมากมายเพียงใด
เขาว่ากันว่าในแต่ละปีของชีวิตคนเราสิ่งหนึ่งที่ควรจะทำอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในปีนั้นๆ ก็คือ “การมีโอกาสได้นั่งดูพระอาทิตย์ตก และพระอาทิตย์ขึ้น” ฉันว่ามันเหมือนเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนักที่เราจะลงมือทำ แต่ก็ไม่เคยลงมือทำมันเลย ปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปปีแล้วปีเล่า จนย่างเข้าวัยกลางคน คนอย่างฉันก็เพิ่งจะเห็นความสำคัญของการเดินทางไกลเพื่อมองหาที่นั่งชมตะวันลาลับขอบฟ้าและรอเวลาให้มันโผล่มาทักทายในเช้าวันรุ่งขึ้นแบบเต็มตาสักครั้ง
จนป่านนี้แล้วคงไม่ต้องบอกหรือแนะนำอะไรให้มากมายว่า “ปาย” คืออะไร เพราะใครๆ เขาก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วว่าปายเป็นเมืองเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางขุนเขาและเงาไม้ของแม่ฮ่องสอน ปายกลายเป็น destination หรือจุดหมายปลายทางของใครหลายคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ จนเริ่มมีคนกังวลกันแล้วว่า ปายจะกลายเป็น “ตรอกข้าวสาร” ที่ดันทะลึ่งไปอยู่ที่แม่ฮ่องสอนแล้วหรือไม่…
ใจไม่เคยไปปายเลยแม้สักครั้งเดียว ชีวิตเคยย่างกรายไปขุนยวม แม่เสรียงและแม่ฮ่องสอนก็ตั้งนานนม จนแทบจะไม่หลงเหลือความทรงจำอะไรมากมายไปกว่า ฉากนั่งในห้องน้ำของตาแล้วเห็นตะกวดวิ่งผ่านบนหัวที่เป็นไม้ตารางเปิดโล่งให้เถาวัลย์พันไปมาเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงบอกหรือเปรียบเทียบกับปายในช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้
Recent Comments