ในคืนที่มืดมิด แสงของไฟหลอดสีสวยส่องสว่างให้ “The Hub” พิพิธภัณฑ์จักรยานแห่งใหม่และแห่งเดียวกลางใจเมืองเชียงของ โดดเด่นและน่าสนใจขึ้นทันทีในสายตาของผู้มาเยือนอย่างเรา
หลายวันก่อนหน้า เพื่อนสาวร่วมชั้นประถม มัธยม ที่คบหากันมานานจนถึงบัดนี้ เอ่ยปากชักชวนให้แวะเวียนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่ว่า พร้อมกับสาธยายความงดงามหลายประการเอาไว้ล่วงหน้า ในใจความล้วนแล้วแต่สอดแทรกคำบรรยายสรรพคุณของสถานที่แห่งนี้เอาไว้
จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่งในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ใจก็มีโอกาสได้แวะเวียนเข้าไปที่ The Hub สมใจเพื่อนสาว…
การเยือนเชียงใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ใจถือโอกาสไปเยี่ยมเยือนสัญลักษณ์ประจำเมืองเชียงใหม่ที่ไม่ใช่คูเมือง วัด กาดสวนแก้ว ไส้อั่ว และน้ำพริกหนุ่ม แต่เป็น “หมีแพนด้า” สัตว์สี่เท้าขนฟูมีจุดดำใหญ่ยักษ์อยู่ที่ตา ที่ใครๆ เขาก็ว่ามันน่ารัก…
อันที่จริงใจไปดูหมีแพนด้ามาแล้วหนึ่งหนพร้อมกับแม่และพ่อ แต่มันก็นาน นานเสียจน หลงลืมไปแล้วว่าหน้าตาหมีที่นั่นเป็นอย่างแรก ในช่วงแรกของการนำเข้าหมีในฐานะฑูตเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยนั้น แม่กับพ่อเรียกร้องมาว่า หากไปเชียงใหม่เมื่อใดของไปดูหมี เราจึงมีโอกาสได้ดูหมี และกลับมาบอกต่อใครๆ ได้ว่าเราดูหมีกันมาแล้ว
ใจเกิดและโตในเมืองเล็กๆ ที่มีเขตแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือ สปป.ลาว แต่กว่าจะได้มีโอกาสไปเหยียบแผ่นดินพี่น้องที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกันก็โตอยู่ในวัยประถมไปแล้ว แถมยังปล่อยให้เวลาเนิ่นนาน ผ่านวัน สัปดาห์ เดือนและปี จนกระทั่งโตเป็นสาววัยทำงานอายุเกิน 20 ถึงได้กลับที่นั่นอีกครั้งในฐานะนักท่องเที่ยว ยิ่งไปเสียกว่านั้น กว่าใจจะมีโอกาสได้สัมผัสความเป็นลาวอย่างถ่องแท้และตั้งใจกว่าครั้งไหนๆ ก็ปล่อยให้ตัวเองแก่เกิน 30 ปี
บ้านของใจอยู่เหนือสุดของไทย มีชายแดนติดกับลาวอย่างที่บอก แต่สำหรับลาวเราบอกว่าเราเป็นฝั่งทิศตะวันตกของเขา นอกเหนือจากเราแล้วพม่าก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตั้งอยู่ในฝั่งตะวันตกของลาว ไม่นับเวียดนามที่ติดฝั่งตะวันออก ทิศใต้ของลาวติดกับกัมพูชา และทิศเหนือติดกับจีน … เรียกได้ว่าทุกทิศมีหลายประเทศรายล้อมไปเสียหมด
พักนี้ต่อมติสก์ใจแตก อาจจะเพราะมีอะไรหลายๆ อย่างให้หัวสมองได้ขบคิด ช่วงเวลาวิกฤติบางอย่างคืบคลานเข้ามาใกล้เพราะวางแผนชีวิตเอาไว้ผิดพลาดพอสมควร ครั้นจะให้ด่วนตัดสินใจแบบบุ่มบ่ามก็หาใช่ที่ แต่อยู่กับที่ก็ไม่เห็นทางออกที่ดีสักเท่าไร ว่าแล้วใจก็เลยตัดสินใจแบกเป้หนีชีวิตลำเค็ญไปหาชีวิตที่ลำเค็ญกว่าที่ลาวยาวนานถึง 7 วัน
ใจเพิ่งกลับมาถึงที่นี่เมื่อวานซืน รวมแล้ว 7 วัน 7 คืนซ้อนที่ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ในลาวพร้อมกับเพื่อนอีก 3 ชีวิต กลับมาสู่ชีวิตความเป็นจริงที่มีไข้หวัดกินตัวและจมูก ขี้มูกเต็มสมองกันตามเดิม
เราต่างหันมามองหน้ากัน เมื่อรถวิ่งฝ่าแนวป่าสองข้างทาง ทะลุผ่านเข้าไปยังตัวเมืองของ Daylesford ที่นี่ไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใจกลางภูเขา เมืองแคบเสียจนมองไม่เห็นคนหัวดำชาวเอเชียอย่างเราต่างจากที่เที่ยวเก่าๆ ที่เราเคยเดินทางมา
เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับเมือง Daylesford เหมือนกับสถานที่เที่ยวอื่นๆ ก่อนหน้า ที่โดยมากจะเป็นที่รู้จักและหาข้อมูลได้ง่ายกว่า การนั่งมองภาพวิดิโอแนะนำเมืองที่อยู่ห่างจากเมลเบิร์นไปราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ซึ่งหาได้จากเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวประจำรัฐวิคตอเรีย ไม่ได้บอกอะไรมากนักเกี่ยวกับตัวเมืองนี้ นอกเสียจากการเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้…..แต่ถึงจะอย่างนั้น ใจกับออยก็ต่างตัดสินใจที่จะออกจากบ้านในเช้าวันหนึ่งของสัปดาห์ท่ามกลางความหนาวเหน็บ เพื่อมุ่งหน้าไปยัง Daylesford
งานพิธีการกำลังจะเริ่มเมื่อเราไปถึง เจ้าบ่าว เจ้าสาว และเจ้าภาพฝ่ายชายหญิง ยืนเรียงหน้ากระดานที่ลานดินใกล้ๆ กับที่เรานั่ง พิธีกรกล่าวขอบคุณแทนบ่าวสาว ก่อนชักชวนให้เจ้าภาพรำวงสามัคคีในรอบเจ้าภาพ
นี่คืออีกหนึ่งวิถีชีวิตของลาวที่เราจะพบในงานดอง “รำวงสามัคคี” รำวงแบบที่ทุกคนจะมีส่วนร่วม เจ้าบ่าวเจ้าสาวรำวงไปรอบๆ เสาของเต้นท์ที่บังแดดให้กับลาน ก่อนนักร้องในรำวง “วงอ้ายยังโสด” จะบอกว่า “เกี้ยวเด้อเกี้ยว” นั่นเป็นสัญญาณบอกให้บ่าวสาวหมุนตัวลำ และกลับมาอยู่ที่เดิมกันอีกครั้ง
พอจบรอบเจ้าบ่าว วงดนตรีก็บรรเลงเพลง ที่มีเนื้อหาแบบที่ไทยคงจะไม่มี เนื้อหาเป็นไปในทำนองว่า ขอบคุณแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ต่อไปนี้ขอเชิญร่วมรับประทาน เหล้ายาและปลาปิ้ง หากเลิกจากงานก็ให้กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ ราวๆ นั้น
สาวเจ้ากรอกเหล้า Blacklabel ใส่จอกเล็กสองจอกนั่น ก่อนเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อยกเงื้อจอกเทเหล้าเข้าปาก … นี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องเจอที่งานดองของเพื่อนพ้องในวงการทัวร์ข้ามโขงเมื่อไม่นานมานี้
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่พวกเรากำลังนั่งสนทนากันอยู่ในสำนักงานของบริษัททัวร์ สาวสัญชาติลาวผู้ที่ทำงานอยู่ในวงการทัวร์ข้ามฝั่งลาวมาไทยและจากฝั่งไทยไปลาว อันเป็นวงการเดียวกันกับเพื่อนน้อย เพื่อนสาวของใจ เดินเข้ามาในสำนักงานพร้อมกับยื่นซองสีชมพู มีข้อความเชื้อเชิญไปร่วมงานแต่งงานหรืองานดองของเธอในวันรุ่งขึ้น
“ขอเชิญ ท่าน นางเพียงใจ พร้อมด้วยคู่รัก”
หน้าซองจ่าถึงเจ้าของเช่นนั้น
น้อยยื่นบัตรเชิญงานดองของสาวเจ้ามาให้ใจชม นั่นเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เห็นซองเชิญไปงานแต่งของคนลาว รายชื่อเจ้าภาพยาวเหยียดทั้งฝั่งชายและหญิง ทำเอาใจเวียนหัว แต่โดยส่วนตัวใจว่ามันดูเรียบง่าย กินใจความครบถ้วน และให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกันโดยแท้
ถึง …. คนๆ นั้นที่คงจะหลับใหลในยามเที่ยงคืนสามสิบเจ็ดนาที
ใจยังนอนไม่หลับ แต่ใจก็รู้ว่าคนทางโน้นก็คงจะหลับใหลไปในยามวิกาลเช่นนี้แล้วเป็นแน่ เรื่องที่หนักอึ้งบางอย่าง ทำเอานอนไม่ได้ จนต้องตัดสินใจล้มพับโครงการนอนเร็ว ตื่นเช้า ไปอีกวัน และหันมาฟังเพลงดับจิต ให้หัวสมองคิดแต่เรื่องราวในเพลง ไม่ตุเลงๆ ออกไปนอกกรอบไปคิดเรื่องอื่นได้
โดยปกติแล้วหากใจฟุ้งซ่านใจก็มักจะทำแบบนี้ เปิดเพลงฟัง เปิดรูปดู พอให้สมองอุดรูโหว่และช่องว่างของความคิดฟุ้งซ่านนั่นได้ ก็ค่อยพาตัวเองไปล้มบนอยู่ฟุกให้หัวอยู่บนหมอน
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ใจวางเอาไว้บนหัวเตียงไม้มะค่าที่พ่อสั่งทำตั้งแต่ใจไม่กี่ขวบดังขึ้นในเช้าตรู่วานนี้ ทำเอาใจที่นอนคุดคู้อยู่ในผ้าห่มเพราะอากาศหนาวต้องรีบควานมือมารับก่อนเสียงจะหายไปพร้อมกับเสียงไก่ขัน
“ฮัลโหล” เสียงสลึมสะลือบอกอารมณ์ไม่อยากจะตื่นให้ปลายสายได้รับรู้อย่างชัดเจน
เมื่อไม่นานมานี้ ใจค้นพบว่า มีเพียงไม่กี่คนในชีวิตของใจที่รับสายในช่วงที่ตัวเองยังไม่อยากจะตื่นได้ดูมีชีวิตชีวา ราวกับกำลังวิ่งอยู่กลางสนามหญ้าเวลาก่อน 7 โมงเช้าได้ และหนึ่งในไม่กี่คนนั้นคือคนที่คนรักของใจ
เช้าวันหนึ่ง เมื่อหลายเดือนที่แล้ว ใจอดถามไถ่เขาเสียไม่ได้ หลังแบกเอาความสงสัยเอาไว้ในอกอยู่เสียนาน
เราใช้เวลานั่งรอพี่ “ซาย” เจ้าของรถสองแถวคันจิ๋วเพื่อให้หมดภาระจากการรับส่งนักท่องเที่ยวที่หนาตากว่าทุกวัน เพื่อที่จะพาเราไปส่งที่ “บ้านห้วยสาลา” หมู่บ้านม้งที่ต้องขึ้นเขาไปอีกหลายสิบกิโลเมตร
นี่เป็นการข้ามฝั่งไปแขวงบ่อแก้วครั้งแรก ที่ใจมีโอกาสไปไกลกว่าการเที่ยวชมตลาดลาว ตลาดจีน แถมยังขึ้นเขาไปเสียไกลกว่าที่เคยเป็น
ช่วงนี้มีซีเกมส์ ว่ากันว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศป่วนเมืองไม่น้อย หลายเมืองในเขตแขวงบ่อแก้วไม่สงบ ชนเผ่าบางกลุ่มก่อกวน จับคนเป็นตัวประกันเพื่อสร้างความปวดหัวให้กับรัฐบาล เราได้รับคำเตือนนี้จากผู้คนแถวนั้นล่วงหน้าแต่ทว่า ..ไม่เคยต้องรับรู้ว่าปลายทางที่เราไปจะมีใครเอาปืนกระบอกยาวขนาบข้างรถพร้อมกับส่งคำถามให้กับเราว่า….”มาทำไม”
หลังจากเบี้ยวกันมาหลายวัน ในที่สุด “น้อย” เพื่อนสาวเจ้าของบริษัททัวร์หนึ่งเดียวในอำเภอที่ให้ลูกค้าฝรั่งรูดการ์ดได้ ก็ยกหูมาชวนให้ข้ามไปฝั่งลาวด้วยกัน (แต่ก็ยังติดเบี้ยวไปหลวงพระบาง หนองเขียวและสิบสองปันนา ลี่เจียงอยู่ดี)
ไม่รู้ว่าใจกลายเป็นคนง่ายๆ ไปตั้งแต่เมื่อไร พอเพื่อนยกหูมาชวนใจก็ไม่ได้ต้องทบทวนให้เสียเวลา ตอบกลับไปรวดเร็วทันใจว่า “ได้ ไม่มีอะไรทำ” อย่างนั้นอยู่เสมอ
ที่บ้านก็ดูเหมือนจะเริ่มรับได้กับการออกไปนอกบ้านบ่อยๆ เพราะหลายคนเข้าใจดีว่าการรอคอยเวลาทำให้ใจเริ่มเบื่อที่จะอยู่เฉยๆ ใจเลยต้องตะลอนหาอะไรทำแก้กลุ้มแก้เบื่อไปพลางๆ
เราต่างหลงนึกไปว่าเรากำลังเดินอยู่ท่ามกลางเมืองผีดิบเหมือนในหนังฝรั่ง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เราก็ยังหายใจเข้าออกเป็นปรกติ และเมื่อยกนิ้วขึ้นมาหยิกเข้าที่แขนข้างซ้าย เราก็ยังรู้สึกได้ในทันทีว่า “ยังมีชีวิตอยู่”
เหตุผลที่นำพาให้เราตกอยู่ในอารมณ์ร่วม ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะ ในห้วงเวลานั้น เราราวกับได้ใช้ชีวิตอยู่ในหนังผีที่ทั้งเมืองไร้ผู้คน ทางเดินว่างร้าง เปล่าเปลี่ยวเพราะปราศจากรถยนต์วิ่งบนถนนเส้นสองเลนส์นั่น
ตลาดเช้าที่แม่ขะจาน อำเภอเล็กๆ ก่อนถึงดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่เปิดตั้งแต่ตีสาม ผู้คนคราคร่ำเหมือนนอนกันเต็มอิ่มมาแล้วในคืนก่อนหน้า โดยไม่มีท่าทางของการง่วงนอนให้เห็นแม้แต่น้อย ต่างจากผู้มาเยือนอย่างเราที่ง่วงนอนเสียจนอยากจะอยากจะล้มหัวลงบนหมอน นอนหลับจนกว่าตะวันจะสายโด่ง
ใจแวะไปที่ตลาดนี้มา เมื่อคราวที่หนีไปเปลี่ยนที่นอนในเชียงใหม่ แต่เหตุการณ์หลายอย่างทำให้ใจและเพื่อนต้องพากันมานอนที่แม่ขะจานในคืนหนึ่งของการเดินทาง ก่อนจะขับรถออกกันตั้งแต่เช้าตรู่มุ่งหน้ากลับไปเชียงใหม่กันอีกครั้ง
เราขับรถออกนอกเส้นทางที่มุ่งหน้ากลับเมลเบิร์น อาจจะเป็นเพราะแดดยังแรง และเรายังไม่อยากกลับถึงบ้านในช่วงก่อนค่ำ ดังนั้นการแวะรายทางเท่าที่จะทำได้ก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ
แต่เส้นทางที่เราวิ่ง มีสถานที่ให้แวะไม่มากนัก มองไปก็เหมือน Motorway แถวบ้านเรา ที่ไม่มีอะไรข้างทางให้แวะ ยกเว้นปั๊มน้ำมัน โชคเหมือนจะเข้าขาง สายตาของใจเห็นหมู่บ้านบนเนินเขาสวยงามอยู่ไกลลิบตา เราขับรถมาเรื่อยๆ เพื่อมองหาทางเข้าหมู่บ้านนั่น
ข้างหน้ามีป้ายบอกทางเข้าว่า “Myrniong” ช่วงเวลาที่จะตัดสินใจว่าแวะหรือไม่แวะ ใจว่า คนบังคับพวงมาลัยจะใช้สติเป็นอย่างมาก เลี้ยวหรือไม่เลี้ยว จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
หลายวันมาแล้ว ที่ใจเองไม่ได้ใช้เวลานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ อาจจะเป็นเพราะว่าใจมีอะไรอย่างอื่นให้ทำหลายอย่าง พอมีวันที่จะอยู่กับตัวเองทั้งวันจริงๆ ก็มักจะใช้เวลานั้นไปกับการซักผ้า อบผ้า และทำความสะอาดห้องเสียมากกว่า
หลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องรีบทำก่อนกลับเมืองไทยอีกไม่นานข้างหน้านี้ รวมไปถึงการออกนอกบ้านไปทัศนาจรนอกบ้านมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ยังมีอีกหลายสถานที่ที่ใจยังไม่ได้ไป ตั้งแต่มาที่นี่ บางทีก็แอบสงสัยว่า ตัวเองเริ่มทำตัวเหมือนอย่างคนอื่นเขา ก่อนหน้านี้ไม่เคยจะสนใจ พอจะจากมันไป ก็เริ่มเห็นความสำคัญและอัดมันทุกอย่างเอาไว้ด้วยกันซะอย่างนั้น
Recent Comments