24 ชั่วโมงที่ผ่านพ้น มีพายุหิมะที่ตกหนักที่สุดในรอบ 25 ปีเท่าที่หิมะเคยตกในออสเตรเลีย ทำให้หิมะบนภูเขายิ่งหนาขึ้นกว่าครั้งไหนๆ และไม่เคยเป็นเช่นนี้ในช่วงเวลานี้ของปี….
รายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพหิมะบนภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของสกีรีสอร์ทหลายแห่งในออสเตรเลียซึ่งใจสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสารเอาไว้ใน Facebook บอกเช่นนั้น ทำให้ใจแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมใจถึงมีโอกาสได้เจอะเจอกับหิมะตกที่ Lake Mountain เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
แม้อากาศจะเหน็บหนาว หมอกลงแต่เช้า แต่พอรุ่งสายแดดก็มาเยือน ในเงาของแม่น้ำอูในยามนี้มีทั้งก้อนเมฆสีขาว สีรุ้งอันเกิดจากการส่องกระทบของแดดบางๆ บนผิวน้ำ เรือของเราแล่นออกจากที่จอดอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เราก็รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่า…เรากลับไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราจะถึงที่นั่น….
หลังจากค่ำคืนที่มืดมิดในเมืองขวาผ่านพ้นไป เช้าวันนี้เราต้องอาศัยเรือของรีสอร์ทใหญ่แห่งหนึ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองหนองเขียว เมืองในหุบเขาในเขตของหลวงพระบางที่อยู่ห่างออกไปหลายชั่วโมงของการขับเรือ
เรือที่มีชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำหน้าตาดีเป็นสารถี และมีสามีของน้องสาวหรือเขยน้องเป็นผู้คุมท้ายอีกนายหนึ่ง ค่อยๆ แล่นไปตามสายตาแบบตามกระแสน้ำแม่น้ำอู ผ่านหมู่บ้านชาวลาวหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า เรานั่งชมความงามของสองข้างทางอย่างน่าพิสมัย นี่คือช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราจะหามันได้ยากยิ่ง การนั่งเรือไปตามแม่น้ำสีเขียวใสเห็นก้อนหินข้างล่าง สองข้างทางเป็นแนวป่าเขียวขจี บางทีคนบางคนอาจจะไม่เคยได้ลิ้มรสอะไรแบบนี้อย่างที่เราได้รับเลยด้วยซ้ำ
“ในปี 2007-2008 มีนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 2,038 คน มีคนลาว 1,000 คน เฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 67 คน ต่อคืน และ 169 คนต่อเดือน” นี่คือความหมายที่เขียนได้เป็นภาษาไทย หากแปลจากภาษาลาวในท้ายกระดาษเอสี่ที่จั่วหัวว่า “statistic of tourist arrival to Muong Khoua 2007-2008″ ซึ่งแปะเอาไว้ข้างฝา ณ ที่ทำการหน่วยงานท่องเที่ยวเมืองขวา
เมื่อเริ่มแรกเดิมที ที่มาถึงเมืองขวา ซึ่งอยู่ในเขตของแขวงพงสาลี ส่วนบนสุดของประเทศลาว พวกเราต่างก็สังเกตกันว่าไม่เจอนักท่องเที่ยวชาวไทยสักราย ที่เราเห็นนั่นก็คือฝรั่งหัวทอง นอกเหนือจากนั้นก็คือชาวเวียด และชาวจีนเสียส่วนใหญ่
“เราอาจจะถึงที่หมายช้าไปบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ได้อะไรเลยระหว่างแวะข้างทาง”
ดูเหมือนว่า ประโยคนี้จะเหมาะสมกับการเดินทางในแบบฉบับของพวกเรามากที่สุด นั่นเป็นเพราะการที่ไม่มีแผนการเดินทางที่แน่นอน เราจึงรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ถูกบังคับและเข้าข่ายเป็นทัวร์ลูกเป็ด ถือธง ใส่หมวกเดินตามไกด์เป็นเวลา แม้ในอีกแง่มุมหนึ่งมันจะทำให้เราไปถึงที่หมายแต่ละจุดได้ช้ากว่าเดิม แต่เราก็ได้เห็นอะไรเพิ่มเติมจากการแวะรายทางอยู่เสมอ
เช้าวันนี้ เพื่อนน้อยออกจากที่พักก่อนใคร เธอเรียกมอเตอร์ไซค์ไปยังท่ารถที่เราลงเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ และบอกกับใจว่าเธอจะกับมาพร้อมกับข้อมูลเวลาการเดินรถของรถโดยสารที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองขวา แขวงพงสาลี ซึ่งเป็นจุดหมายของเราวันนี้
เป็นเพราะใจเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะออกจากบ้านแบบมีแผนการณ์ส่วนตัวตั้งแต่แรก ดังนั้น ใจจึงไม่แปลกใจอะไรเลย หากเพื่อนร่วมทริป ซึ่งเป็นผู้ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปกับเจ้าหล่อน เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับทำธุรกิจท่องเที่ยวลาวโดยเฉพาะ จะออกปากด้วยเช่นกันว่า “เธอก็ไม่มีแผนการณ์เดินทางแบบเจาะจงเวลา สถานที่ ที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน”
ดังนั้น การเดินทางของเราทั้งสี่ อันประกอบไปด้วยเพื่อนสาว ที่รู้จักกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ของเราสองคน เพื่อนร่วมงานของสาวเจ้า และรุ่นน้องของเพื่อนร่วมงานเจ้าหล่อน จึงเป็นอย่างที่คาดคิดไว้ คือ ไม่สนใจเวลา และเปลี่ยนตารางกันได้ตลอดเวลา
เราขับรถออกนอกเส้นทาง Great Ocean Road เส้นเดิมที่เราเคยไปหนก่อนหน้าเมื่อปีกลาย เพียงเพราะหวังว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็น และก็เช่นเดิมแม้จะไม่รู้ว่ามันมีอะไรที่นั่นบ้าง เราก็ยังตัดสินใจที่จะดั้นด้นที่จะไปกันอยู่ดี
โดยปกติแล้วเส้นทาง Great Ocean Road ในเมลเบิร์นนั้น หากเริ่มจากตัวเมืองเมลเบิร์น มักจะต้องขับผ่าน Geelong เมืองท่าเรือสำคัญของเมลเบิร์น จากเมืองนี้อีกไม่ไกลก็จะเข้าสู่เขตการแวะเที่ยวตามจุดต่างๆ ที่สำนักงานการท่องเที่ยวเขาแนะนำเอาไว้ในแผนการท่องเที่ยว Great Ocean Road
หลังจากเมื่อปีกลายเราผ่าน Geelong และท่องไปตามเส้นทางไม่มีผิดเพี้ยนที่เขาแนะนำเอาไว้ หนนี้เราตัดสินใจออกนอกเส้นทางกันเล็กน้อยตามที่เราจะมีเวลาไปได้
ใจกับชายหนุ่มแอบสัญญากันไว้ว่า เราจะพักเรื่องเที่ยวของเราเอาไว้บ้าง เพลาๆ และตั้งใจทำงานเป็นเรื่องเป็นราวกันเสียที เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พอออกเที่ยวที ค่าใช้จ่ายก็มีอยู่เยอะไม่ใช่น้อย บางทีใจก็แอบอิจฉาคนที่อยู่เมืองไทยอยู่นิดๆ และแอบคิดไปว่า ทำไมตอนอยู่เมืองไทย ไม่เดินทางไปโน่นมานี่ให้เยอะกว่านี้ เพราะใจถือว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่ท่องเที่ยวแล้วเสียเงินน้อยกว่า ไหนจะค่าที่พักก็ถูก ค่ากินก็น้อย ค่าเดินทางก็ไม่ได้สูงลิบลิ่ว
ขณะที่การเดินทางไกลในแต่ละทริปของใจที่นี่ก็จะอุดมไปด้วยค่าใช้จ่ายสารพัด ยิ่งการเดินทางพ่วงมาด้วยการค้างคืน ค่าที่พักที่คำนวณเป็นเงินไทยแล้วก็พาลใจหายไม่น้อย เชื่อไหมว่าบางทริปแค่ค้างคืนใจสามารถใช้เงินนั้นเดินทางไปกลับ 5 วันเต็มๆ ในฮ่องกงหรือเวียดนามได้ด้วยซ้ำไป
อยากจะไปเมืองลาว ไปหาท้าวคำแปง อยู่ที่เมืองปากแบ่ง แขวงอุดมไซ …..
เป็นเพราะ “น้อย” เพื่อนสาวที่คบหารู้จักกันมานานตั้งแต่ชั้น ป.5 เปิดกิจการนำเที่ยวไทยลาวเป็นล่ำเป็นสันและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวตาน้ำข้าวที่หอบเอาหนังสือบนโลกเหงาๆ หรือเจ้า lonely planet ติดตัวมาด้วย ส่งผลให้เราโชคดีตลอดการเดินทางที่ไม่เพียงแต่ได้เดินทางแบบที่ชาวบ้านชาวช่องของเขาไม่ได้ทำ แต่เรายังจะได้คุยกับเจ้าของกิจการการท่องเที่ยวหลากประเภทในทริปนี้ ที่สำคัญนั่นมาพร้อมกับการค่าใช้จ่ายที่ต่ำและบางครั้งก็ถึงกับฟรีกันเลยทีเดียว
ขาออกจากห้วยทรายมายังปากแบงในวันที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง (อีกหนึ่งเดือนถัดมาใจเดินทางไปปากแบงอีกครั้งปรากฎว่าไฟฟ้าหรือที่คนลาวเรียกว่าไฟหลวงเข้าไปเยือนแล้ว) มีน้อยออกแบบการเดินทางเอาไว้คร่าวๆ หลังจากนั้นเราจะเดินทางกันตามมีตามเกิด ตามชีวิตของนักท่องเดินทางอย่างแท้จริง
สิบนาทีผ่านไป เมื่อเดินมาถึงครึ่งทาง เราสองคนต่างหันมามองหน้า อาจจะเป็นอากาศที่เหน็บหนาว ทำเอาเราสองคนเหนื่อยหอบ และก็ต้องถึงเวลาที่จะต้องเลือกตอบกับตัวเองว่า “ไปต่อ” หรือ “เลิกล้มกลางทาง” แต่เพียงเพราะประโยคสั้นๆ ที่ว่า “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว” ทำให้เราสองคนตัดสินใจร่วมกันที่จะเดินทางกันต่อไป
จนถึงตอนนี้ใจก็ยังยืนยันคำเดิม เมื่อเดินหน้าออกเดินทางแล้ว ก็อย่าได้ถอยหลังกลับ จนกว่าจะไม่มีทางให้ไปแล้ว…
ใจกับชายหนุ่มออกเดินทางไกลอีกหนบนเส้นทางขอบข้างมหาสมุทธแปซิฟิก หลังจากปีที่ผ่านมา มันส่งผลให้เรามีกันและกันอย่างเช่นทุกวันนี้ เพียงแต่ว่า ในวันนี้เราเดินทางไปในเส้นทางเดิมที่แตกต่างอย่างชัดเจน
เมื่อครั้งแรกที่เราตัดสินใจออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังเมืองชายหาดที่เรียกว่า ”Lakes Entrance” เราเองก็ยังไม่รู้ว่าเป้าหมายที่จะไปนั้นเป็นอย่างไร แค่เพียงเพราะมีรุ่นพี่คนหนึ่งบอกชายหนุ่มมาว่า “มันสวย” เราก็ไม่ลังเลที่จะเดินทางไปยังสถานที่แห่งนั้น
เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับ Lakes Entrance มากนัก รู้แต่ว่ามันเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากเมลเบิร์นไปกว่าสามร้อยกิโลเมตร เราต้องขับรถกันด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดราว 3 ชั่วโมงครึ่ง และต้องค้างคืนที่นั่นหนึ่งคืน เพราะคงจะเป็นเรื่องยากที่จะเดินทางแบบขับรถไปกลับ 6 ชั่วโมง เพื่อลงไปเดินเล่นเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง ถึงจะเป็นไปได้และมีใครเคยทำ ใจก็คิดว่ามันก็คงจะเหนื่อยไม่ใช่น้อย
ความยากลำบากในการหาสถานที่เที่ยวแบบขับรถติดต่อกันไม่เกิน 4 ชั่วโมง เริ่มมีมากขึ้นในระยะหลังๆ พอๆ กับการมองหาสถานที่เที่ยวใหม่ที่ดึงดูดใจกว่าทริปไหนๆ ในช่วงก่อนหน้า
หลายต่อหลายครั้ง ใจใช้เวลาหลายชั่วโมงนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เปิดเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมลเบิร์นไปเรื่อยๆ อ่านประวัติของเมือง ใส่ชื่อเมืองเข้าไปใน google.com ไปอ่านต่อในเว็บไซต์อื่นๆ ที่เอ่ยถึงเมืองๆ นั้น
แม้ว่ารัฐที่ใจอาศัยอยู่จะเป็นเลิศในการทำข้อมูลแนะนำการท่องเที่ยวทั่วรัฐ แต่ว่า จนแล้วจนรอด ใจก็ยังต้องใช้เวลาในการเลือกอยู่ดีว่า…จะไปไหนดี…
หลายต่อหลายครั้ง เป้าหมายอาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่ทางผ่านกลับสร้างความประทับใจได้มากกว่า…ใจเชื่ออย่างนั้น…
ในวันที่หมอกลอยต่ำ เราออกจากบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมือง Bendigo หลังจากขับรถวนในเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งการเหมืองทองเก่าแก่ของรัฐวิคทอเรียอยู่พักใหญ่ เราก็วกรถกลับมายังอีกเมืองทางผ่านที่กลายเป็นจุดหมายเล็กๆ ของเราระหว่างการเดินทางกลับบ้าน
เมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า “Kyneton” (อ่านออกเสียงว่า ไคทน์ตัน) อยู่ถัดจากเมือง Bendigo เพียงสี่สิบกิโลเมตร เป็นเมืองที่ต้องเลี้ยวออกจากทางหลักอย่างตั้งใจ และแม้จะเป็นทางผ่าน แต่ทั้งคนขับและผู้โดยสารก็ต้องปักหมุดตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรกที่จะเข้าไปแวะเวียน
นี่เป็นเส้นทางใหม่ที่เราไม่เคยย่างกรายเข้าไป มันเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหมอกควัน ฝนพรำและหัวใจก็เต็มไปด้วยภาพแห่งความฝัน … อย่างน้อยก็เพราะเราฝันอยากจะเห็นหน้าตาของปลายทางของเราเสียที
ใจสารภาพอย่างไม่อายเลยว่า หนึ่งปีก่อนหน้า เมื่อครั้งตัดสินใจเลิกราจากการเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักสื่อสารมวลชนและคนทำงานหนังสือ ใจก็อดเศร้าเสียไม่ได้ว่า คงจะมีโอกาสที่จะได้เดินทางไปหาโลกกว้างเหมือนเดิมต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หรืออย่างน้อยมุมมองอะไรบางอย่างในตัวตนของคนที่เราที่เคยเป็นก็คงจะหดหายและหลบอยู่ในมุมมืดไปตลอดชีวิต
ตลอดระยะเวลาการเดินทางออกจากไทยไปลาวและย้อนกลับมาไทยไปนอนที่เลย ลงกรุงเทพฯ ไปกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี นานครึ่งค่อนเดือน ใจมีโอกาสแตะคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่ครั้ง ไม่เพียงการเดินทางที่ยาวนานจะเป็นคำตอบได้ว่าทำไมใจถึงไม่ได้เขียนเรื่องราวอะไรลงในหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ถี่เหมือนเช่นเคยเท่านั้น แต่การเดินทางแบบไม่รู้จุดหมายปลายทางและวันกลับที่แน่นอนเป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องใดทั้งปวง
สองสามวันนี้ เมื่อมาถึงบ้าน ใจก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านข้อความที่ใครหลายคนฝากเอาไว้ นั่งดูรูปที่ถ่ายมาจากกล้องตัวเดิม พอๆ กับนั่งชำระความภาพเก่าแก่ที่ติดเพื่อนฝูงเอาไว้
ใจไม่เคยไป “เลย” แบบตั้งใจสักหน หนไหนก็ขับรถผ่านเลยไปทุกครั้ง อีสานที่ว่าไปมาหลายย่านแต่ว่าก็เลย “เลย” ไปทุกที … ต่างจากหนนี้แม้ที่จะไม่ได้ตั้งใจจะไป “เลย” ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ก็มาจบที่ “เลย” แบบไม่เลยผ่านอีกต่อไป
หลังจากเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่กลางเดือนมกราคม เพื่อเดินทางไปลาวในรอบสอง ทั้งๆ ที่เดือนที่ผ่านพ้นก็เพิ่งจะไปลาวมา 8 วัน ใจยังจะย้อนกลับไปลาวอีกครั้ง
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะได้คำตอบว่าใจหายหน้าไปไหนตั้งครึ่งเดือน นั่นเป็นเพราะใจออกจากบ้านไปเมืองปากแบง ล่องเรือเร็วไปหลวงพระบาง ต่อไปยังวังเวียง โผล่เวียงจันทร์ นั่งรถอินเตอร์บัสออกหนองคายมายังอุดรธานี นั่งรถอุดร-เลย และต่อรถอีกรอบไปยังเชียงคาน เมืองที่กำลังเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวที่อยากจะหลีกหนีปาย….
Recent Comments