ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ใจรู้สึกหลงใหลไปกับความสูงของตึกระฟ้า เพราะกว่าจะรู้สึกตัว ใจก็ไปยืนอยู่บนตึกที่ขึ้นชื่อว่าสูงสุดในแต่ละเมืองหลายตึกเข้าไปแล้ว
ใจพอจะจำได้ว่า ปีหนึ่งของการทำงานเป็นนักข่าว บรรณาธิการโต๊ะข่าวหนังสือพิมพ์หัวธุรกิจที่ใจเคยทำงานอยู่ ตัดสินใจส่งใจไปทำข่าวที่มาเลเซียเป็นเวลาสามวัน ในช่วงเวลาว่างเว้นจากการทำข่าว ใจเดินออกจากโรงแรมเพียงลำพังนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปทัศนาตึกปิโตรนาส ตึกที่สูงที่สุดในมาเลเซีย และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่าปิโตรนาสเองก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกด้วยกระมัง
ใจเคยไปรอดูเพนกวินยกโขยงขึ้นมาจากทะเล ก่อนจะเดินโยกเยกแยกย้ายเขาไปนอนในโพรงประจำของตนเอง ถึงสองครั้งสองครา ก็นับได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่เราจะบอกกับใครๆ ได้ว่า “ฉันมาแล้ว” แต่ถึงจะอย่างนั้น ถึงตอนนี้ยังคิดว่าการไปดูเพนกวินจะดูมีสีสันขึ้นอีกมาก หากเราได้พบกับ ”The Nobbies” ด้วยในคราวเดียวกัน….โดยปกติแล้ว ทัวร์เพนกวินเดินพาเหรด (Penguin Parade) นับเป็นทัวร์ยอดฮิตของเมลเบิร์น เรียกว่าจะมาเมลเบิร์นต้องไม่อดเพลิดเพลินกับการเดินพาเหรดของเพนกวิน หากใครไม่เคยมาก็จะเผลอเข้าใจได้ว่า เพนกวินที่นี่แสนฉลาดจนสามารถเดินพาเหรดได้เหมือนผู้คน แต่ทว่าที่จริงแล้ว Penguin Parade เป็นชื่อที่เขาตั้งให้ดูสวยงามและเปรียบเปรยกับสถานการณ์ที่เราจะได้เห็นตรงหน้า ก็คือ การที่เพนกวินพันธุ์เล็กที่สุดในโลกเดินขึ้นจากน้ำทะเล รอเพื่อนฝูงและเดินเข้าที่พักเป็นกลุ่มๆ นั่นเอง
ตึกเก่าๆ ที่ Maldon พาลทำให้รู้สึกราวกับว่าทั้งเมืองเงียบร้างไร้ซึ่งผู้คน ขณะที่ฝนและความเหน็บหนาวก็ยิ่งทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่า Maldon เงียบเหงาขึ้นทวีคูณ แต่….ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ความเงียบงัน ฝนพรำและความเย็นฉ่ำของฤดูหนาว ในตึกเก่านั้นกลับมีผู้คนและกิจกรรมบางอย่างดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น ผู้มาเยือน Maldon อย่างเราจึงเห็นความเป็นไปของตึกเก่าในสมัยใหม่เฉกเช่นทุกวันนี้
เราขับผ่าน Maldon เมืองเล็ก ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงของรัฐวิคทอเรียอย่างเมลเบิร์นเพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ อยู่หลายหน ตั้งแต่เราเดินทางข้ามรัฐไปนิวเซาท์เวลส์สองหนก่อนหน้า ไปเมืองแห่งดอกไม้เปลี่ยนสีหนก่อน และอีกหลายหนในช่วงสองปีมานี้ แต่กลับไม่ได้สนใจใยดี Maldon สักครั้ง ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่า Maldon ก็เป็นอีกเมืองเก่าในยุคตื่นทองของออสเตรเลียที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจอยู่เช่นกัน
เราไม่ได้วางแผนว่าเราจะนอนที่ไหน จนกระทั่งขับรถมาถึง Albury เมืองในเขตของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งอยู่ติดกับรัฐวิคทอเรียที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องเวลาที่ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆ แล้วหรือเป็นเพราะเมืองก่อนหน้าน่ากลัวว่าจะมีผีฝรั่งสมคำเล่าและลือกันต่อๆ มาก็ตามที นั่นก็ล้วนแล้วแต่รวมเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องหาที่พักในยามค่ำคืนนี้ที่ Albury
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ในระยะหลังมานี้ ใจมักเป็นนักเดินทางที่ไม่ค่อยมีระบบแบบแผนในการเดินทางมากนัก เราเพียงแค่มีปัจจัยพื้นฐานสำคัญ คือ “อยากจะออกไปนอกบ้านไกลๆ” บวกเพิ่มด้วยความ “เบื่อสถานที่ใกล้ๆ” เราเลยทำเพียงการเติมน้ำมันให้เต็มถัง มีเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งและเงินในกระเป๋าพอที่จะใช้ได้กันสองคนในจำนวนวันที่เรามีให้กับการเดินทาง
เรารู้ว่า “Wentworth” อยู่คนละรัฐกับเรา รู้ว่ามันไกลจากบ้านเราไปอีกกว่า 600 กิโลเมตร แต่ถึงจะอย่างนั้น พอถึงเวลาเดินทางเข้าจริงๆ เรากลับเหนื่อยล้า และพบว่า…มันไกล และไกล…..เหลือเกิน
ความพยายามค้นหาที่เที่ยวภายในรัฐของเรามาถึงขีดสุด หลังจากเดินทางไปหลายๆ ที่และพบว่า การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวในระยะเดินทางแบบไปกลับนั้นเริ่มหดหายเข้าไปทุกที การตัดสินใจไปค้างคืนในที่ๆ ไม่สามารถขับรถไปกลับได้ หรืออยู่ห่างไกลออกไปในระยะหลายร้อยกิโลเมตร จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่เราจำเป็นต้องทำมากขึ้น
ว่ากันว่า “Ouyen” เป็นเมืองที่มี วานิลล่าสไลซ์ (Vanilla slice) อร่อยที่สุดในออสเตรเลีย แม้เราจะไม่รู้สรรพคุณที่ว่านี้มาก่อน แต่เส้นทางไปกลับระหว่างเมลเบิร์นและ Mildura เมืองรอยต่อระหว่างรัฐที่มากกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร ต้องผ่าน Ouyen อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นทำให้เราได้มีโอกาสแวะเวียนและชิมขนมที่ว่านี้ด้วยตนเอง…
ใจไม่รู้จักชื่อของ Ouyen มาก่อนเลย จนกระทั่งรถของเราขับผ่านระหว่างการเดินทางไกลจากเมลเบิร์นไป Mildura สายตาปะทะกับ Ouyen ในช่วงขาไป แต่โอกาสที่จะแวะเวียนเมืองในช่วงขาไปยากเย็นนัก เพราะระยะทางการเดินทางจากเมลเบิร์นถึง Mildura ที่อาศัย Calder Highway ช่างยาวไกลนัก เราต้องเร่งทำเวลาให้ไปถึงที่หมายก่อนมืด อย่างน้อยก็เพราะเราอยากเห็นสภาพของเมือง และมองหาที่พักก่อนที่เราจะมองไม่เห็นอะไรเลย
ใจรู้จักชื่อ “Yackandandah” (ยักคันดันดา) มานานพอสมควร มันนานมากพอที่จะสะสมอยู่ในความฝัน ก่อกลายเป็นความต้องการที่จะไปตามหาและทำความรู้จักมันมากขึ้น…..มากขึ้น….มากกว่าการได้รู้จักเพียงชื่อ แต่นั่นหมายถึงความคุ้นเคยและบอกใครได้ว่า “เรารู้จักกัน”
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายประการ ทำให้ใจต้องปรับเปลี่ยนทั้งวิธีคิด มุมมอง รวมไปถึงวิธีการใช้ชีวิตเรียกกันง่ายๆ ได้ง่าย เปลี่ยนทุกกระเบียดนิ้วเริ่มตั้งแต่ลมหายใจและเท้าที่ก้าว หากใครจะจดจำตัวหนังสือของใจได้ จะพบถึงความเปลี่ยนแปลงไปได้แม้กระทั่งในตัวหนังสือเหล่านี้
รถของเรามุ่งหน้าเดินทางออกจากเมืองสิงห์ ผ่านเมืองอุดมไซ อันเป็นเมืองท่าของการเดินทางในภูมิภาคลาวเหนือ แวะพักเติมน้ำมันก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมืองหนองเขียว ในเขตของเมืองหลวงพระบาง
หลายวันมานี้ ใจยังละล้าละลังว่าจะเดินทางย้อนกลับจากเมืองหนองเขียว เพื่อกลับมาทางเดิม และหาวิธีต่อรถไปยังเมืองพงสาลี เหนือสุดของลาว หรือว่าจะล้มแผนการเดินทางเพื่อเดินทางกับเรือจากหนองเขียวไปยังหลวงพระบาง และเดินทางกลับประเทศไทยดีไหม
อย่างที่บอกเอาไว้ นั่นเป็นเพราะว่า เวลาการเดินทางกลับมาเมืองไทยหนนี้ค่อนข้างจำกัดนัก ใจไม่สามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่ทั้งในไทยและลาว นั่นเป็นเพราะมีกำหนดกลับออสเตรเลียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ทว่าใจกลับหนีจากบ้านออกมาเที่ยวลาวร่วมครึ่งสัปดาห์เข้าไปแล้ว
เมื่อรถตู้มาจอดหน้าที่พัก ที่เมืองสิงห์ แขวงหลวงน้ำทาของลาว ก็มืดค่ำเสียจนมองไม่ค่อยเห็นอะไรรอบข้างแล้ว ใจจึงอธิบายความรู้สึกของตนที่มีต่อเมืองนี้ไม่ได้จนกระทั่งรุ่งเช้า….
ใจไม่เคยมาเยือนเมืองสิงห์ เขตของหลวงน้ำทา ทางเหนือของลาว นั่นคือความจริง เพราะแม้จะเดินทางข้ามไปฝั่งลาวอยู่พอสมควร แต่กลับไม่รู้จักเมืองนี้ จนเมื่อเพื่อนสาวผู้นำทางบอกว่าเป็นเมืองที่ฝรั่งเขามักจะไปเดินป่ากันมากขึ้น
ฝรั่งหลายคนดั้นด้นนั่งรถฝ่าถนนลูกรังที่รอคอยการแก้ไขร่วมหลายชั่วโมง เพื่อที่จะมานอนอยู่โยงที่เมืองอันเป็นรอยต่อระหว่างประเทศลาวและจีนเพื่อหวังจะได้เดินป่าที่เขาว่า….มักจะต้องทำเมื่อมาเยือนถึงเมืองนี้
ใจไปไม่ถึงที่หมายที่อยากจะไป อย่างน้อยก็เพราะว่าเวลาที่รีบเร่ง และเกรงว่าจะกลับบ้านไม่ทันเวลา ยิ่งกว่านั้น การเดินทางกลับจากเมืองไทยมุ่งหน้ามายังเมืองที่ใจกำลังอาศัยอยู่พาลจะเสียแผนที่ตั้งใจเอาไว้ด้วย ดังนั้น การเดินทางในลาวเหนือในหนนี้ จึงยังคงวนเวียนอยู่กับเมืองเก่าๆ ที่เคยไป มีเพียงเมืองสิงห์ และหลวงน้ำทาเท่านั้นที่เป็นที่หมายใหม่ของใจ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เบื่อการใช้ชีวิตอยู่กับที่ ในเมืองที่ทุกอย่าง เงียบและนิ่งสงบหลังห้าโมงเย็น หรือไม่ก็เพราะคิดถึงบ้าน ทำให้ใจต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งไปกับการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับเมืองไทย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ใจกับจดจ่ออยู่กับบ้านไม่ได้ เรียกว่า ยังหาเรื่องออกจากบ้านอยู่เนืองๆ
ไม่ว่าจะเพราะอากาศที่ร้อนหรือเป็นเพราะแสงแดดแรงกล้าที่ลอดผ่านผ้าม่านมาในห้องนอน ต่างก็มีส่วนทำให้ใจต้องลุกจากที่นอน เพื่อมองหาอะไรทำในเช้าวันเสาร์แดดออก มากกว่าการนอนหลบแสงแดดแยงตาเช่นนั้น และดูเหมือนว่าการมานั่งจับเจ่าใช้สมาธิเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในหน้า blog ของตัวเองจะเป็นความพยายามที่คุ้มค่าที่สุดในการตื่นเช้าในรอบหลายเดือนมานี้
หลายคนแวะเวียนมาไถ่ถามใจว่า “หายไปไหน” ไม่ก็ “ไม่เขียนอะไรแล้วหรืออย่างไร” ไม่ก็ทักว่า “ยุ่งมากหรือใจ” ในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมในชีวิตของใจในช่วงนี้มีอะไรไม่มากนัก มันไม่ซับซ้อน พาลทำให้ปวดหัวเหมือนเช่นดังเก่าก่อน ใจเพียงแต่เข้านอนดึกเพราะมัวแต่สนใจดูถ่ายทอดสดเทนนิสออสเตรเลียน โอเพ่น ซึ่งกำลังอยู่ช่วงของการแข่งขันกันในเมืองที่ใจอาศัยอยู่ทุกวี่ทุกวัน
แสงแดดยามบ่าย ส่องกระทบเม็ดทรายสีส้มที่ถูกลมพัดมากองทับถมเป็นเนินทรายสูงหลายสิบเมตร จนผู้มาเยือนอย่างเราต้องหรี่ตาลงข้างหนึ่งเพื่อหลบแสงแดดจ้า บางทีการเดินทางไกลเกือบพันกิโลเมตรก็คงจะสิ้นสุดตรงนี้ ตรงที่เราได้เห็นแสงแดดจ้ากับเนินทรายสีส้มที่อยู่ตรงหน้าเรานั่นเอง
หลังจากหมดเวลาที่เราใช้ไปกับการพักผ่อนอิริยาบท ผ่อนปรนความเมื่อยล้าตลอดการเดินทางทั้งวันที่ผ่านมา เราขยับตัวหิ้วข้าวของและกล้องดิจิตอล ตัดสินใจจะออกจากห้องในช่วงที่ตะวันยังอยู่บนฟ้า และมุ่งหน้าออกจากตัวเมือง Mildura เมืองชายขอบของรัฐวิคทอเรียไปราว 25 นาที เพื่อหวังจะได้ไปเห็นเมือง Went Worth เมืองเล็กๆ ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ติดกันนั้น และอย่างน้อยก็เพราะเรามีเวลาท่องเที่ยวในหนนี้เพียง 2 วันเท่านั้น เมื่อมีโอกาสเราก็อยากจะเก็บเกี่ยวสถานที่รายทางเอาไว้ก่อนที่จะพักผ่อนในยามค่ำคืนและถึงเวลาต้องเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น
วันต้นเดือนตุลาคมเช่นนี้ แดดช่างร้อนแรงเสียเหลือเกิน พาลสะท้อนเข้ามาในรถ ทำให้ทั้งพลขับและผู้โดยสารอย่างใจแสบตาไม่น้อย รถของเราแล่นผ่านสองข้างทางที่รกร้างไปด้วยต้นไม้ที่ไม่สูงนัก ถัดจากไม้พกนั้นเป็นทางรถไฟที่ทอดยาวเป็นเพื่อนเดินทางไปกับเราตลอดระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ทางรถไฟสายเดียวที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อโดยสารคนแต่สร้างมาเพื่อใช้ขนพืชผลทางการเกษตรจากพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดขององุ่นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ของรัฐวิคตอเรีย รถของเรายังแล่นไปไม่หยุดจนกว่าจะถึงที่หมายที่เรียกว่า “Mildura”
เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่เราสองคนแทบไม่ได้เดินทางไปนอนค้างอ้างแรมนอกบ้าน การท่องเที่ยวแบบกระทัดรัด เช้าไปเย็นกลับ กลายเป็นกิจวัตรที่เรามักจะเลือกทำด้วยความจำเป็นอย่างเสียไม่ได้ แต่เป็นเพราะโอกาสพิเศษอย่างวันครบรอบปีเกิดปีที่ 33 ของใจ ทำให้เราตัดสินใจจะเสียเงินจำนวนหนึ่งไปกับการหยุดงานเพื่อเราจะได้เหน็ดเหนื่อยไปกับการเดินทางและออกไปค้นหาสิ่งที่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เราไม่เคยเห็นและรู้จักเมืองที่ชื่อว่า “Clunes” เลย จนกระทั่งตัดสินใจออกเดินทางไปค้นหา และนั่นก็ทำให้เราได้ค้นพบว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้สมชื่อและสมควรได้อยู่ในทำเนียบเมืองเล็กน่าเที่ยวประจำรัฐวิคทอเรียเหมือนอย่างที่เขาคัดสรรและเลือกมาแนะนำเอาไว้ในเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวประจำรัฐไว้อย่างปฏิเสธไม่ได้
เมื่อแรกที่เห็น Clunes ในเว็บไซต์ที่ท่องเที่ยวของรัฐวิคทอเรีย เราใช้เวลาทำความรู้จักกับเมือง Clunes ทั้งอ่านประวัติ นั่งดูรูปและเส้นทางการเดินทางอยู่ไม่กี่นาที ก่อนที่เราจะตัดสินใจกันอย่างง่ายๆ ว่าวันหยุดหนึ่งวันต้นสัปดาห์ก่อนการทำงานในวันอื่นๆ ติดต่อกัน เราจะใช้มันไปอย่างคุ้มค่าที่ Clunes
24 ชั่วโมงที่ผ่านพ้น มีพายุหิมะที่ตกหนักที่สุดในรอบ 25 ปีเท่าที่หิมะเคยตกในออสเตรเลีย ทำให้หิมะบนภูเขายิ่งหนาขึ้นกว่าครั้งไหนๆ และไม่เคยเป็นเช่นนี้ในช่วงเวลานี้ของปี….
รายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพหิมะบนภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของสกีรีสอร์ทหลายแห่งในออสเตรเลียซึ่งใจสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสารเอาไว้ใน Facebook บอกเช่นนั้น ทำให้ใจแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมใจถึงมีโอกาสได้เจอะเจอกับหิมะตกที่ Lake Mountain เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
Recent Comments