เป็นเวลาร่วมสัปดาห์ที่ใจรอคอยให้ถึงวันหยุดยาวอันเนื่องมาจากเทศกาล “อีสเตอร์” ซึ่งโรงเรียนก็จะหยุดเรียนตามไปด้วย (เอาอีกแล้ว…มาเรียนแต่อยากให้โรงเรียนปิด 555) และแล้ววันหยุดที่ว่าก็จะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ห้างร้าน สถานที่ต่างๆ ก็พากันหยุดทำงานยาว 4 วันติดจนถึงวันจันทร์ เปิดทำการอีกทีก็วันอังคาร โรงเรียนของใจก็เช่นกัน…
ตามคำบอกเล่าของ “ฮุง” เพื่อนร่วมชั้นจากเวียดนามที่ไปร่ำเรียนไกลถึงฝรั่งเศสถึงสามปีเต็ม จนพูดภาษาฝรั่งเศสคล่องกว่าภาษาท้องถิ่นของตัวเอง ทำให้ใจเพิ่งจะรู้ว่า คำว่า “อีสเตอร์” ที่ถูกนำมาใช้เรียก “เทศกาลเฉลิงฉลองการที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย” บอกกับใจว่า อีสเตอร์ มักจะอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือนมีนาคม และ เมษายน
เมื่อราวสัปดาห์ที่ผ่านมา ใจสะดุดตากับข่าวๆ หนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ของที่นี่ วันนี้เลยอดเสียไม่ได้ที่จะหยิบยกมันมาบอกต่อ… ใจความของข่าวบอกว่า …ไฟไหม้ถังขยะทำให้หน่วยงานทางการของเมลเบิร์นต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงปีละ แสนดอลลาร์ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาทางการอ้างว่าการที่นักสูบทั้งหลายไม่ยอมดับไฟบุหรี่ก่อนทิ้งก้นบุหรี่ลงในถังขยะ ทำให้ถังขยะไหม้ไฟราว 955 ถัง แต่ละครั้งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกไปดับไฟต้องเสียใช้จ่ายต่อครั้งราว 220 ดอลลาร์ ค่าเปลี่ยนถังขยะใหม่แทนของเดิมราว 1300-4200 ดอลล่าร์ขึ้นอยู่กับชนิดของถังขยะ
ชั่วโมงเรียนเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา Sarah ให้พวกเราอ่านบทกลอน Funeral Blues ของ Wystan Hugh Auden ที่ออกจะดูเหงาเศร้าสร้อยเอาการ เพราะเนื้อหาของกลอนสื่อไปในทางของการแสดงอารมณ์สูญเสียผู้อันที่รัก Funeral Blues มีข้อความและอักษรบอกภาพที่ทำให้คนอ่านตามแล้วคล้อยไปด้วย
นี่คือบทกลอนที่ว่า ….
Stop all the clocks, cut off the telephone,
Prevent the dog from barking with a juicy bone.
Silence the pianos and with muffled drum
Bring out the coffin, let the mourners come.
หลายวันก่อนใจใช้เวลาในการเดินหาของกินแถวๆ ไชน่าทาวน์กลางใจเมืองของเมลเบิร์น หลังจากที่อัดอั้นตันใจอยากกินบะหมี่มาหลายวันแต่ยังไม่มีโอกาสไปเดินหาเพราะทั้งตื่นเช้าไปเรียนและทำงานหนักติดๆ กันตลอด 5 วันเต็ม ว่าง 2 วันก็เอาแต่หลับแต่นอนไม่ยอมไปไหนมาไหนเลย
เดินวนอยู่หลายรอบ ก็มาตกลงปลงใจอยู่ที่ร้านอาหารจีนผู้คนมากมายนั่งอยู่ในร้าน ใจเดินดุ่มๆ เข้าไปบอกพนักงานในร้านที่ใส่กางเกงสีดำ เสื้อขาว และเสื้อกั๊กสีดำว่าขอที่นั่ง 1 ที่
เลือกบะหมี่ในเมนู มีสัญลักษณ์พริก 2 เม็ดห้อยท้าย แสดงระดับความเผ็ดของน้ำซุปที่บอกว่าเป็นแบบเสฉวน มีเครื่องปรุงเป็น 8 จักรพรรดิ์ ในวงเล็บบอกว่าเป็นเม็ดถั่วสีเขียว เครื่องใน เป็ดย่าง และอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ใจจำไม่ได้
วันนี้ในห้องเรียนอาจารย์ Sarah หยิบยกเอาเรื่อง Before you say “I do” มาคุยกันในห้อง ก่อนลงมือแจกแผ่นกระดาษถ่ายเอกสารใจความเกี่ยวเนื่องกัน เรื่องราวของคู่รักก่อนที่จะแต่งงานกัน ซึ่งอันที่จริงแล้ว Sarah พูดถึงเรื่องมาหลายวันแล้ว จนใจเองก็แอบเคืองจะพูดอะไรกันนักหนา ย้ำกันมาหลายวันแล้วนะ…แบบนี้เรียกว่าตอกย้ำ
เริ่มต้นกระดาษแผ่นนั้นนำเสนอคำคมสอนใจที่เกี่ยวเนื่องกับการครองเรือน จำพวก
“In almost every marriage, there is a selfish and unselfish partner. A Pattern begins and never changes, of one person always asking for something and other person always giving something away.”
ใจลงทุนเดินไปตู้เย็นในครัว หยิบมันมาวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ในห้องนอน หลังจากนั้นก็เอากล้องมาถ่ายรูปเอาไว้ …นี่คือ “น้ำปลาตราปลาหมึก” ที่ใจเพิ่งถอยออกมาจากร้านขายของอาเซียนในเมืองเมื่อวานนี้
แม้รูปลักษณ์จะไม่ต่างอะไรกับน้ำปลาแท้ตราปลาหมึกที่บ้านเรา แต่เมื่อโกอินเตอร์จากปลาหมึกก็กลายเป็น “Squid” ในบัดดล สนนราคาที่ขวดละ 1.29 เหรียญ
ใจว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยที่จะมีชีวิตอยู่แบบไร้น้ำปลา แม้นานๆ เข้าจะบอกว่าเคยชิน แต่ถ้าให้เลือกได้เราก็ยังอยากจะพึ่งพามันอยู่เสมอ แม้จะมีเกลือ แต่รสชาติที่ได้ก็หาใช่น้ำปลาไม่
วันนี้ เพื่อนใจพาไปที่ห้าง Big W ใจกลางเมืองเมลเบิร์น หลังจากที่มาที่นี่ตั้ง 4 วัน ยังไม่มีโอกาสได้เข้าเมืองกันสักครั้ง แต่จุดมุ่งหมายถึงโรงเรียนที่ใจจะไปเรียน ใจต้องเรียนรู้การใช้รถไฟจากบ้านของใจ เดินไปทางไหนกว่าจะถึงโรงเรียน และใช้เวลาเท่าไร ก่อนที่เราจะไปห้าง Big W ที่ว่า
ห้าง Big W มีลักษณะการจัดวางเหมือนกับคาร์ฟูร์ หรือโลตัส ราวๆ นั้น ของที่ขายก็ดูเหมือนจะเป็นแบบเดียวกัน เห็นแล้วอดนึกถึงคาร์ฟูร์ โลตัสขึ้นมาในบัดดล
ไม่บ่อยครั้งนัก จะมีโอกาสได้ยืนจ้องมองเข้าไปในตู้กระจก แล้วเห็นแมงกะพรุนอยู่ที่นั่น
ดังนั้นถ้าใจได้พบปะโอกาสนั้นเมื่อใด ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่ยกกล้องมาเก็บภาพเอาไว้ เมื่อกลับมาถึงบ้าน เปิดดูครั้งใด กี่วันผ่านเลย ก็ไม่เคยเลยที่จะอดประทับใจกับเจ้าแมงกะพรุนในตู้น้ำนั้น
National Geographic เล่มล่าสุด เคยพูดถึงเรื่องการถ่ายภาพใต้น้ำของช่างภาพประจำหนังสือเอาไว้ แมงกะพรุนกำลังดำผุดดำว่ายขึ้นมาเกือบเหนือน้ำ ช่างภาพใช้แสงไฟส่องสะท้อนลำตัวของแมงกะพรุนเรืองรองน่ามองมาก ขณะที่เหนือคุ้งน้ำนั้น มีชาวประมงกำลังพายเรืออยู่… เห็นภาพไหม เบื้องล่างเป็นแสงสีงามจากแมงที่ไม่ใช่แมงอย่างกะพรุน ส่วนเบื้องบนเป็นคนกำลังพายเรือ .. ภาพบาดตาไม่หยอก
มีกิจกรรมไม่กี่อย่างที่ทำให้ใจสบายใจในยามว่าง หนึ่งคือ นั่งฟังเพลง สองอัพ blog หาเรื่องเขียนไปเรื่อยๆ เมื่อยก็หยุดพักแล้วกลับมาอัพใหม่ สามออกไปนอกบ้านเพื่อหาของกิน กินพออิ่มแล้วก็เลิกกิน สี่ได้ออกเดินทางไกล ไร้ผู้คนที่เห็นพบหน้าค่าตามาก่อน แบบนั้นมันสบายใจ เพราะเราเหมือนได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และห้าไปหาที่ช็อปปิ้ง ใช้เงินจนหมดกระเป๋าแล้วค่อยมานั่งเศร้าทีหลัง
เช้านี้…ใจก็อยากจะหาความสบายใจใส่ตัวเองเหมือนกัน เลยตัดสินใจเดินออกไปนอกโรงแรม เพื่อหาของกินรองท้อง และเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อช็อปปิ้งแก้อาการเบื่อห้องสี่เหลี่ยม ใจอยากจะซื้อขนมปังกลับไปฝากพ่อ แม่ และพี่สาวที่บ้านนอกในวันพรุ่งที่จะมาถึง
หลายอาทิตย์ก่อนหน้า
มีธุระต้องไปเดินในห้างขายเฟอร์นิเจอร์อยู่บ่อยครั้ง
พอๆ กับที่ต้องไปเป็นเจ้าแม่อยู่ในร้านโฮมโปร
โถ่ถัง เดินกันจนแบบว่า…เห็นโฮมโปรแล้วขยาดกันเป็นทิวแถว
วันหนึ่งเมื่อกลางเดือนสิงหาคม
ระหว่างที่ไปเดินที่ SB furniture สาขารัชดาภิเษก
ใจก็ปวดท้องขึ้นมากระทันหัน
อาจจะเป็นเพราะมะม่วงเปรี้ยวเมื่อกลางวันแน่ๆ
ว่าแล้วก็เดินแวะไปห้องน้ำแสนสะอาดของที่นั่น
เมื่อวานนี้ มีเหตุให้ใจต้องเข้าไปออฟฟิศ
อยู่ที่นั่นตั้งแต่เช้าจนถึงเกือบค่ำใจก็กลับบ้านหลังฝนตก
ขากลับช่วงเย็นต้องผ่านถนนสามเสนทั้งเส้น
ใจเพิ่งสังเกตเห็นว่าตรงกันข้ามกับโรงพยาบาลวชิพยาบาล
เต็มไปด้วยสมาคมสารพัดจนไม่อาจจะจำได้หมด
เสียดายที่ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพไม่ทัน
รถวิ่งฉิวผ่านไปอย่างน่าเสียดาย
มีแต่สมองกับสายตาเท่านั้นที่จดจำภาพเอาไว้ได้ทัน
Recent Comments