อาจจะเป็นเพราะใจจะกลับบ้านในเร็ววันนี้ ทำให้ใจยัดแทบจะทุกโปรแกรมเอาไว้รั้งท้ายก่อนเดินทาง ใจเดินทางไปหลายๆ ที่ในเมลเบิร์น เวียนเวียนไปในที่ๆ ยังไม่เคยไป เก็บภาพเอาไว้ เพราะไม่รู้อีกเมื่อไรที่ใจจะมีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
พอกลับมานั่งดูภาพที่ถ่ายลงเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์แบบพ่วงต่อ ใจก็เพิ่งจะรู้สึกว่า ภาพในแต่ละทริปนั้น แทบจะเกิน 200 ภาพทุกครั้งไป แถมบางครั้งก็ทะลุ 400 ภาพต่อหนึ่งทริป บางทีก็มากกว่านั้น…
“อย่าเอานิ้วชี้รุ้งเพราะนิ้วจะกุด” นั่นคือความทรงจำที่ใจพอจะจำได้เกี่ยวกับรุ้งกินน้ำ แม้เมื่อโตขึ้นจะรู้ว่าความเชื่อนี้จะไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ใช้หลอกเด็ก แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่า…ด้วยเหตุผลใดถึงต้องใช้ประโยคนี้ขู่เด็กน้อยไม่ให้เอานิ้วชี้รุ้ง
นอกเหนือจากนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับรุ้งที่ใจพอจะจำได้ก็เหมือนจะเป็นเรื่องของสี ว่ากันว่ารุ้งมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด (ส้ม) และแดง ซึ่งในเวลาต่อในวิชาวิทยาศาสตร์พูดถึงแถบสีสเปกตรัมของรุ้งว่ามีสีและเฉดอะไรบ้าง….ว่ากันไป แต่ไม่เคยเอามันมาใช้อะไรได้ในชีวิตมากนัก
แต่ก็นั่นแหละ ใจก็เพิ่งจะสังเกตและรับทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่า รุ้งนั้นมีสีม่วงอยู่ชั้นในสุด ขณะที่สีแดงมักจะอยู่นอกสุดของครึ่งวงกลมเสมอ แต่รุ้งอีกแบบที่เขาเรียกกันว่ารุ้งทุติยภูมินั้น สีก็เหมือนกัน เพียงแต่ลำดับในการเรียงสีตรงกันข้ามกันทั้งหมด
“ใจไม่เคยมี Converse อย่างคนอื่นเขาเลยสักคู่” นั่นเป็นความจริงตลอดระยะเวลากว่า 31 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่วันนี้อีกต่อไป … เพราะใจไปถอยรองเท้ายี่ห้อนี้มาวางอยู่ตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ใจยอมรับว่า แม้ใจจะชื่นชอบในแบบของรองเท้ายี่ห้อนี้มานาน แอบนับรูมันอยู่เสมอไม่ว่าจะแวะเข้าไปที่ร้านขายรองเท้า แต่ก็ไม่เคยที่จะยอมเสียเงินในกระเป๋าไปกับเจ้ารองเท้ารูเยอะแบบนี้เลยสักครั้ง
จนกระทั่งได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ใจเริ่มได้เรียนรู้ว่า รองเท้าผ้าใบสำหรับชีวิตของตัวเองมากขนาดไหน
ตอนนี้ใน Mail Box ของ Gmail ใจมีอีเมล์ทั้งสิ้น 5,667 ฉบับ ปะปนทั้งอีเมล์เก่า จากพี่น้อง เพื่อนฝูง คนรู้จัก นักข่าว และพีอาร์ ไม่เว้นกระทั่งสแปม
ใจเองใช้เวลาในการนั่งเปิดอ่านอย่างตั้งใจอยู่บ้างบางหน บางเวลาก็ใช้เวลาในการนั่งลบ โยกย้าย จัดเก็บ และกำจัดสแปมออกไปจากอีเมล์เหล่านี้ แต่หลัง ๆ ชักไม่ขยันเท่าที่ควร อีเมล์หลายฉบับเลยค้างเติ่งไม่เคยแม้แต่จะเปิดอ่านเลยก็ยังมีอยู่เกินครึ่งหนึ่งของอีเมล์ทั้งหมด
สำหรับสแปมแล้ว ใจก็ยังแอบขี้เกียจกำจัดมันเช่นกัน หลายครั้งก็ปล่อยให้มันอยู่แบบนั้น จนหลังๆ เหมือนมันจะย่ามใจเพิ่มความถี่ในการส่งมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะอีเมล์แนะนำคอร์สลดน้ำหนัก
เมื่อมาถึงที่นี่แรกๆ ใจใช้เวลาสำหรับเรียนรู้การใช้เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าอยู่หลายวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งราวตากผ้าใจก็ต้องเรียนรู้ที่ใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่ด้วยเช่นกัน
ทำไมใจถึงเขียนเรื่องตากผ้า ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะพูดถึงมันเสียด้วยซ้ำ สำหรับบางคนใจว่า “ราวตากผ้า” น่าจะเป็นของใช้ในบ้านที่ถูกมองข้ามไปมากที่สุดหากมีใครถามถึงเครื่องใช้ภายในบ้าน แม้จะใช้มันอยู่เสมอ แต่เมื่อใครถามว่าในบ้านมีข้าวของเครื่องใช้อะไรบ้าง ผู้คนก็มักจะนึกถึง ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องเสียงมากกว่าจะพูดว่า….ราวตากผ้า เป็นแน่
ผู้คนต่างหันไปมองรถบัสคันใหญ่ที่จอดอยู่ข้างทาง รวมถึงตัวใจที่นั่งอยู่บนรถซึ่งกำลังจอดติดไฟแดงด้วย สำหรับใจที่เป็นผู้มาอาศัยหน้าใหม่ต้องใช้เวลาในการเพ่งรถบัสคันนั้นอยู่หลายนาทีพอสมควร กว่าจะรู้ว่า รถบัสที่อยู่ตรงหน้าใช้เพื่อทำอะไร เพราะดูเหมือนจากสภาพของลวดลายที่พาดผ่านบนตัวรถและวิถีของการจอดแล้ว ก็พอจะเดาได้ว่า มิน่าจะเป็นรถบัสเพื่อใช้โดยสารเป็นแน่…
ว่าแล้วใจก็พาลกวาดสายตาไปมองป้ายขนาดย่อมที่วางอยู่ด้านข้างของตัวรถ ทันใดนั้น ใจก็รู้ในทันทีว่า รถบัสซึ่งจอดแน่นิ่งริมฟุตบาลคันนี้ใช้เพื่อการโฆษณาร้านคาร์แคร์ที่อยู่เยื้องกันไม่ไกล ในสมองทั้งสองซีกของใจรีบสั่งการให้ใจรีบคว้ากล้องในกระเป๋ายกขึ้นถ่ายภาพเก็บไว้
อาจจะเพราะเราไม่เคยเชื่อมั่นในระบบน้ำปะปาบ้านเรา ทำให้ทุกวันนี้คนไทยยังให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำจากขวดพลาสติก ธุรกิจเอาน้ำผ่านระบบฆ่าเชื้อเทใส่ในขวด หุ้มพลาสติกปิดแน่นจึงเติบโตแทบทุกปี หลายยี่ห้อขยันโฆษณา เปลี่ยนรูปแบบของขวดไปเรื่อยๆ บอกว่าคนจะจับง่าย ใช้คล่อง เหมาะกับสรีระของมือบ้าง บางทีก็เปลี่ยนสีขวด เพิ่มขนาด ว่ากันไป…
แต่สำหรับในต่างประเทศแล้ว เท่าที่ใจไปมา (จำนวนเสี้ยวหนึ่ง) แทบทุกที่มักจะดื่มน้ำจาก “ก๊อก” แรกๆ ก็ไม่ค่อยชิน นานวันเข้าใจก็ว่ามันเป็นปกติ เปิดน้ำใส่แก้วยกดื่ม ลื่นคอไร้กลิ่นคลอรีน และก็ไม่คิดถึงว่าจะเจอตัว “ร้อยขา” อยู่ในนั้น
ใจว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว แต่อารมณ์ของใจไม่ได้อยู่ในช่วงของการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายสักเท่าไร เพราะโดยวิสัยในวัยของใจที่มากขึ้นทุกวันๆ เช่นนี้ ใจมักจะคิดเรื่องราวบางอย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น เหมือนกับว่าถนัดนักแลที่จะเป็นแม่นางที่ทำให้เรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยุ่งยาก…แถวบ้านเรียก “ยิ่งแก่ยิ่งคิดมาก”
ทำไมใจถึงว่ามันเป็นเรื่องยุ่งยาก ทั้งๆ ที่เคยเขียน blog เรื่องที่ยากกว่านี้ก็มี ไม่ใช่อะไรเลย นั่นเป็นเพราะแม้จะเป็นเรื่อง “รองเท้า” ที่ดันทะลึ่งไปแขวนอยู่สายไฟ แต่การที่จะได้มาซึ่งเรื่องราวของคำตอบที่ว่า “ทำไมรองเท้าถึงไปแขวนอยู่บนสายไฟ” ก็ทำให้ชีวิตยุ่งยากไม่น้อย มันต้องเหนื่อยกับการอ่าน การแปลและถามผู้คน …แต่ยังไงเสียใจก็ทิ้งอาชีพเดิมของตนเองไม่ได้ เหมือนกับทิ้งตัวตนของตัวเองไปจากเดิมไม่ได้ ใจเองก็ต้องลงมือหาคำตอบนั้นมาอยู่ดี
ใจทำงานที่ร้านอาหารไทยที่นี่เป็นเวลาสามวันติดกันต่อสัปดาห์ ช่วงสามวันที่ว่า คือวันที่ธรรมชาติของร้านอาหารจะยุ่งมากที่สุด อย่างน้อยก็คือวันศุกร์และเสาร์ แทบไม่ต่างอะไรกับที่บ้านเรานัก เรามักจะออกนอกบ้านจับจ่ายใช้สอย และคอยทำร้ายกระเป๋าเงินเราอยู่เสมอในสองวันนี้ และหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า “เพื่อฉลองให้กับความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา”
ดังนั้นแทบไม่แปลกใจอะไรเลย ที่ใจมักจะเหนื่อยล้าไปกับความยุ่งที่ว่านี้ด้วย บอกตรงๆ ว่าพอกลับมาถึงบ้านในช่วงดึก ใจก็ไม่อยากจะทำอะไรอีกแล้ว หน้า blog เลยร้างลาข้อความไปบ้าง เพราะนิ้วของใจแข็งกระด้างจากการล้างแก้วเกินครึ่งร้อย ไม่ก็เกินร้อยในบางวัน ขาทั้งสองข้างก็เมื่อยเสียจนอยากจะเหยียดยาวบนเตียงสบายๆ หรือนั่งพักเอาแรง
ว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้มานานหลายสัปดาห์แล้ว แต่ว่าจนแล้วจนรอด เมื่อเอานิ้วจรดลงบนแป้นคีย์บอร์ด หัวสมองก็ไม่สามารถสร้างสรรค์คำใดออกมาได้เลย หลายต่อหลายครั้ง ใจเลยเอาแต่นั่งมองตัวหนังสือของคนอื่น เอานิ้วคลิกที่เมาท์เปลี่ยนไปที่หน้าเว็บไซต์อื่นเรื่อยๆ โดยที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรดีไปกว่านั้นเลย
หลายวันมานี้ ใจพยายามอย่างหนักที่จะอัพ blog สักครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อเรียกความขยันกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะรู้ดีว่า หากปล่อยไปเช่นนี้นานวันเข้า หน้า blog คงจะร้างราทั้งตัวหนังสือ ผู้คน และตัวตนของใจเอง
เรื่องที่อยากจะเล่า เป็นเรื่องของบทความที่ใจพบเจอเสมอในหนังสือเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียนที่นี่
หลายสัปดาห์มานี้ หากมีเวลาว่างอยู่ในห้องรับแขก ใจก็มักจะเปิดทีวีดูรายการไม่กี่อย่าง อาทิ รายการตกปลาตัวยักษ์ ปลาหมึก แนะนำการทำอาหารจากปลาหมึก ไม่ก็ CSI Episode ใหม่ทั้ง Miami และ NY แต่ทุกครั้งก็มักจะไม่พลาดรายการ “MasterChef Australia” ทางช่อง 10 ของที่นี่
บอกตรงๆ ในช่วงแรกที่ได้เห็นรายการนี้ ก็ไม่ค่อยประทับใจมากนัก เพราะโดยมากแล้ว ใจมักจะไม่ค่อยรายการจำพวกเรียลริตี้โชว์มากนัก บ้างจริง บ้างหลอกปะปนกันไป แต่ใจไม่ชอบบรรยากาศโดยรวมของรายการประเภทนี้
แต่สำหรับ MasterChef Australia รายการเรียลริตี้แข่งกันทำอาหารกลับแตกต่างไปจากหลายๆ รายการที่ใจเคยได้ดู อย่างน้อยก็เพราะว่า เขาเอาคนทางบ้านมาแข่งกันทำอาหาร
ใจกำลังหยอดเหรียญจากทิปที่ลูกค้าให้ลงในกระปุกขนมฝาสีแดง ถ้าเป็นเมื่อก่อน เหรียญทั้งหมดจะถูกขนกลับบ้านนอกให้แม่และพี่สาวนั่งนับ และเอาไปฝากธนาคาร หรือใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในตลาดใกล้บ้าน เวลาใจนั่งมองแม่กับพี่สาวนับเงิน รู้สึกมีความสุขพิกล เขาจะนับ 1 2 3 จนกองของเหรียญสูงขึ้นเป็น 10 เป็น 100 และ 1,000 ภายในไม่กี่วินาที
แต่ตอนนี้เหรียญทั้งหมดถูกใจขนไปซื้อขนมกินบ้าง เอาไว้ทอนลูกค้าในร้าน ในยามเหรียญขาดแคลนบ้าง นี่ก็ว่าจะหยอดให้มากขึ้น หวังจะเอาไว้ในใจเล็กๆ ว่าจะใช้ซื้อตั๋วเครื่องบินขากลับ
ดังนั้น ใจจึงมีความสุขกับการเอาเงินหยอดใส่กระปุกๆ พอๆ กับเอามาออกมานั่งนับ นับแล้วนับเล่า บางวันก็แอบหยิบเอามาใช้ในยามจำเป็น เจ้าเอ๋น้องสาวของใจยังแอบแซวอยู่เสมอว่า
วันที่25 เมษายนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นวันเสาร์ แต่ยังเป็นวันสำคัญระดับชาติของออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ประเทศใกล้เคียงราวกับบ้านพี่เมืองน้อง โดยสามสี่วันก่อนหน้าจะถึงวันเสาร์ ในห้องเรียนของใจพูดถึง “ANZAC day” วันสำคัญที่ว่านี้
ANZAC Day หรือ แอนแซค เดย์ ย่อมาจาก Australia and New Zealand Army Corps หากให้แปลเป็นภาษาบ้านเราก็คงแปลได้ราว “วันระลึกถึงทหารกล้าชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์” ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปีคศ. 1914
หากไม่ต้องย้อนไปถึงต้นเหตุของการเกิดสงคราม เราตัดตอนมาแค่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและกลายเป็นชนวนของสงครามโลกเพียงเท่านั้น ฝ่ายแรกมีอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ขณะที่อีกฝ่ายมีเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี ต่อมามีตุรกีเข้าร่วมสงครามด้วย และเลือกอยู่ข้างเยอรมนี
ปกติน้อยครั้งนักที่ใจจะพูดถึงเรื่องการบ้านการเมือง แต่เป็นเพราะหลายวันนี้ข่าวคราวการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เมืองไทยดังหนาหูไปทั่วโลก ไม่เว้นกระทั่งที่นี่ ใจหาอ่านข่าวเรื่องนี้ได้บนที่หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่นี่ ทีวีทุกช่อง ทุกเว็บและในห้องเรียนอาจารย์ก็ถามถึงเรื่องนี้เช่นกัน
เช้านี้ก่อนออกจากบ้านใจเห็นข่าวนี้ที่ข่าวช่อง 7 ไปถึงโรงเรียนเห็นข่าวบนหน้า 1 ของ The Age รูปของทหารถือโล่ห์กับกระบองเต็มเกือบครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์เล่มใหญ่ในร้านกาแฟใต้ตึกของโรงเรียน
เขาว่ากันว่า “เรามักจะมองไม่เห็นคุณค่าสิ่งของบางอย่าง หรือใครบางคนที่อยู่ข้างๆ จนกว่าเขาหรือของสิ่งนั้นจะลับหายไปจากสายตา เมื่อนั้น เราจะเข้าใจว่าเขาและมันเคยสำคัญกับเรามากแค่ไหน แต่มันก็มักจะสายเกินไปเสมอที่จะเรียกร้องอะไรกลับคืน สิ่งที่หลงเหลือคือความเสียดาย อาลัย อาวรณ์ เราทำได้เพียงแค่นั้น”
ดังนั้น ใครต่อใครมักจะแนะนำให้เราพึงระมัดระวังรักษา หวงแหนสิ่งของเหล่านั้นเอาไว้ เท่าๆ กับการรักษาความรู้สึกของใครบางคนที่เราควรจะทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า…เขาสำคัญมากกว่าที่จะเป็นเพียง “ของตาย” เท่านั้น
ใจว่าสิ่งนี้ “เป็นความจริง” มากที่สุด
Recent Comments