มีบทสนทนาหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างมื้ออาหารของใจกับชายหนุ่ม เนื้อหาใจความของการพูดคุยเป็นการพูดถึง “สารไอโอดีน” ที่มีอยู่ในอาหารที่เรากำลังตักมันเข้าปาก และนั่นนำมาซึ่งความทรงจำที่แอบหลบซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของหยักสมองน้อยๆ ของใจ
ในช่วงวัยเยาว์ของใจเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่แปลกกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง … อย่างที่ใครเคยรู้ ใจเกิดมาพร้อมกับไดนาโมปั่นไฟ ไฟฟ้าไม่มี มีเพียงตะเกียงเจ้าพายุและไฟปั่นที่ใช้น้ำมันเติมเข้าไปเป็นอาหารของมันคือสิ่งที่ใจได้พบเจอเมื่อลืมตาขึ้นมา
สมัยหนึ่งของการเรียนชั้นประถมศึกษา นักเรียนทุกคนต้องเข้าแถวรอรับน้ำดื่มผสม “ไอโอดีน” หลังมื้ออาหารกลางวันเพื่อป้องกันโรคคอพอก ที่ระบาดหนักในเด็กนักเรียนที่เรียนในจังหวัดภาคเหนือตอนบน
และนั่น…คือ “ไอโอดีน” ในความทรงจำของใจ
ใจไม่ค่อยมีโอกาสได้ทานอาหารทะเลที่ใครเขาว่ามีสารไอโอดีนผสมอยู่เป็นจำนวนมาก พอๆ กับเกลือไอโอดีนก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในเวลานั้น และอย่าได้คิดถึงไข่ผสมสารไอโอดีนเลย ใจเองก็ไม่ได้รู้จักมันเลยสักนิด
มีเพียงน้ำเปล่าหยอดสารไอโอดีนในถังน้ำคูลเลอร์แบบมีก๊อกอยู่ด้านหน้าเท่านั้นที่ใจรู้จักว่าไอโอดีนคืออะไร
หลังมื้ออาหารกลางวัน เราทุกคนจะต่อแถวยาวเหยียดรอรับน้ำดื่มในแก้วที่คุณครูเปิดใส่แก้วพลาสติกและดื่มมันเข้าไปในร่างกายเพื่อป้องกันโรคคอพอก นั่นคือกิจวัตรของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาบ้านเกิดของใจ พอๆ กับการต่อคิวรับน้ำยาฆ่าเหาบนหัวที่นักเรียนหญิงทุกคนต้องรับมันจากคุณครู
ถ้าให้ใจเดา ใจว่าถังคูลเลอร์ผสมไอโอดีนคงจะหายไปจากโรงเรียนบ้านเก่าของใจไปแล้ว เด็กนักเรียนคงมีโอกาสได้รู้จักไอโอดีนจากที่อื่น ทั้งไข่ อาหารทะเล ไม่เว้นแม้กระทั่งในบะหมี่สำเร็จรูป
บทสรุปตอนท้ายของการสนทนาเรื่องไอโอดีนของเราไม่ได้จบตรงที่ประโยคที่ว่า “โอ้..เจ๋งจริง” หรือว่า “มีแบบนี้ด้วยหรือ?” แต่มันกลับลงท้ายด้วยประโยคที่ว่า
“บ้านนอกจัง….”
เห็นจะจริงอย่างนั้น เรื่องน้ำไอโอดีนนี่ทำให้ใจเข้าใจอย่างลึกซึ้งจริงๆ ว่าตัวเองเกิดที่บ้านนอกของแท้จริงๆ
ความสุขเล็กๆ น้อยๆ อย่างหนึ่งของใจพักนี้คือการได้แอบดูเจ้าเหมียวสามตัวเล็กที่คลอดในบ้านเมื่อหลายเดือนก่อน แมวในวัยกำลังโตไม่เพียงแต่ทำอะไรแปลกๆ ที่ใจไม่เคยเห็นแต่ยังซนปีนป่ายโน่นนี้ ทำเอาเจ้าของใจหายใจคว่ำ นั่งก้นไม่ติดพื้นเลยทีเดียว
แต่ไหนแต่ไรมา บ้านของเราไม่มีแมวคลอดให้เห็นสักครา แม้แม่กับพ่อจะนิยมชมชอบการเลี้ยงแมวเป็นอย่างยิ่ง แต่แมวทุกตัวทั้งเพศผู้และเพศเมียมักจะถูกทำหมันตัดตอนความเป็นพ่อเป็นแม่เอาไว้ตั้งแต่แรก
ต่างจากแมวชุดนี้ ที่แม่กับพ่อยังไม่ทันได้ทำหมัน มันก็ทะลึ่งผสมพันธุ์กันในวัยเยาว์ กลายเป็น “แมวแก่แดด” และออกลูกให้เราอีกสามตัวเสียอย่างนั้น
ข้างแม่น้ำโขงเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ หัวดำหัวทองในช่วงเวลาปะปนกันไปเวลานี้ ต่างคนต่างรู้ดีว่า มาที่นี่ เพื่อทำในสิ่งเดียวกันนั่นก็คือ “ลอยกระทง” และ “ลอยโคม”
ปีนี้ใจแอบตื่นเต้นไปกับเทศกาลลอยกระทงว่าปีไหนๆ นั่นอาจจะเป็นเพราะใจรู้สึกว่าเป็นเทศกาลเดียวที่ผ่านแวะมาทักทายในช่วงที่ใจยังอยู่ที่บ้านนอก ก่อนเดินทางไกล
ตั้งแต่เช้าแม่ปลุกให้มาทำกระทงเพื่อไปลอยในตัวอำเภอ ขอขมาแม่น้ำที่ได้ใช้ ล่วงเกิน และอธิษฐานให้มีความสุข ชาติหน้าก็ให้หน้าตาสวยงามแบบนี้ตลอดไป…555
เมื่อหัวค่ำ เด็กข้างบ้านสี่ห้าชีวิตเดินผ่านรั้วหน้าบ้านไปกันเป็นขบวน ใจกับแม่ต่างหันไปมอง สายตาลอดรั้วตาข่ายหน้าบ้านอย่างพร้อมเพรียง เสียงแม่ตะโกนถามกลุ่มเด็กที่รู้จักมักจี่กันเป็นดิบดีว่า
“โคมลอยเหรอ ปล่อยเมื่อไร?”
“คืนนี้ป้า” เด็กสาวคนหนึ่งบ้านมีขอบรั้วติดกันกับใจตอบกลับแม่มา
“เมื่อคืนพี่น้ำค้างไม่ออกมาดูพวกหนูปล่อยโคมกันไปแล้วหนึ่งอัน” เธอไม่เลิกตัดพ้อต่อท้ายคำตอบที่โยนกลับมาให้แม่
“คืนนี้ปล่อยกี่โมงเรียกด้วยนะ” หนนี้บทสนทนาเป็นของใจบ้าง
เพื่อนน้อยบอกใจว่าให้แวะเวียนไปถ่ายภาพหน้าร้านข้าวซอยน้ำหน้า ข้าวซอยที่มีเฉพาะที่อำเภอของเรา ก๋วยเตี๋ยวใส่เครื่องคล้ายๆ กับน้ำพริกอ่องแต่รสชาติเยี่ยมยอดกว่ามาก เพราะที่หน้าร้านข้าวซอยที่ว่ามีหลักกิโลยักษ์ที่ทางร้านเพิ่งจะสร้างมันเอาไว้ให้ผู้คนสังเกตได้ง่าย
น้อยบอกทางขับรถที่ลัดเลาะเข้าไปในซอย หาใช่ติดถนนใหญ่ในตัวอำเภอไม่… น้อยบอกว่าให้ขับไปเรื่อยๆ เห็นหลักกิโลยักษ์นั่นเมื่อไรก็ให้หยุด เจ้าหล่อนบอกมาแบบนี้ …
“ร้านป้าอ่อน” ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับใจและเจ้าเอ๋ ลูกพี่ลูกน้องที่นิยมชมชอบข้าวซอยน้ำหน้าเหมือนกัน แต่เป็นร้านยอดฮิตติดอยู่ในหัวใจของน้อย เพื่อนสาวเจ้าของบริษัททัวร์ที่ลง lonely planet อยู่ในปัจจุบัน
แม้พื้นที่รอบข้างบ้านจะคับแคบ แต่แม่ก็ขยันยัดรวมต้นไม้แทบที่ทุกอย่างใส่ลงไปในที่แคบๆ นั้นเท่าที่จะทำได้ หลายวันก่อนเราเกิดไอเดียกระฉูดกันทั้งพ่อแม่ และลูก
ใจกับพี่สาวลงมือหว่านผักกาด ผักชี ผักบุ้ง ดอกทานตะวัน ลงในกระถางเล็กๆ รวมถึงกระถางไม้ไผ่ที่พ่อลงมือผ่าและเจาะรูให้น้ำระบายออกมาได้ หลังจากนั้นเราก็ยกขึ้นด้านบนของรั้วบ้าน
แม้ขอบรั้วจะเป็นทางเดินของแมวในบ้าน แต่พอเอากระถางวาง แมวทั้งหลายก็ย้ายที่เดินไปโดยปริยาย เหมือนจะรู้ว่ามีใครเอาของไปขวางเดินของมัน
“ใครอยากจะต่อย ขึ้นบนเวทีเลยครับ” เสียงโปรโมเตอร์เจ้าของงานวัดข้างๆ บ้านแบบ 5 คืนติด ที่ทำหน้าที่เป็นผู้พากย์มวยไปในตัวบอกเด็กหนุ่มวัยเสียงทุ้ม ที่มีใจรักศิลปะที่ทำให้เนื้อตัวของเขาเขียวช้ำได้
ปีที่แล้วใจแวะไปที่งานวัดที่โปรโมเตอร์รายเดียวกันนี้จัดบนพื้นที่เดียวกัน ใจได้เห็นภาพของการประกาศหาเด็กหนุ่มให้ขึ้นมาชกแบบไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนเหมือนเวทีมวยส่วนใหญ่
หนนี้ใจได้ความรู้เพิ่มเติมว่า แทบทุกคืนโปรโมเตอร์รายนี้จะหามวยสดมาขึ้นชกให้ผู้ชมได้โยกหัว และโยกตัวเชียร์สีน้ำเงินและสีแดงที่ตัวเองชื่นชอบ
อาจจะเพราะใจยังติดภาพงานวัดแบบเก่าๆ ที่เคยสัมผัสในช่วงวัยเด็ก ทำให้งานกลางคืนที่จัดขึ้นในหมู่บ้านในช่วงหลายปีมานี้ กลายเป็นงานวัดรุ่นใหม่ที่เห็นแล้วแม้จะรู้สึกว่ามันมีอะไรให้เที่ยวยามค่ำคืนหลังหกโมงตรงบ้างแถวๆ บ้านนอกแบบนี้ แต่ก็อดรู้สึกขัดหูขัดตา และขัดใจเสียไม่ได้
ก่อนหน้านี้ งานกลางคืน แบบที่ใจเหมาเรียกว่า “งานวัด” ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่งานที่วัดจัดขึ้น แต่เป็นงานที่เกิดขึ้นปีละหนและมีโปรโมเตอร์เป็นคนจัดขึ้น โดยมากงานแบบนี้จะมีในช่วงฤดูหนาว วนไปแต่ละหมู่บ้าน แล้วแต่ว่าจะมีหมู่บ้านไหนจัด แต่มักจะไม่ชนวันเดียวกัน ใจจำได้ลางๆ ว่าเขามักจะใช้ชื่องานเสียส่วนใหญ่ว่า “งานฤดูหนาวบ้าน…..” (ต่อท้ายด้วยชื่อหมู่บ้าน)
หากไม่นับเรื่องอกหักรักคุดแล้ว ใจว่าในบรรดาชื่อที่ผู้คนในลิสต์หลายร้อยคนในโปรแกรมสนทนา MSN Messenger ของใจเลือกใช้มากที่สุดคงจะเป็นเรื่อง “งาน”
ผู้คนมักจะบ่นเรื่องงานที่แม้จะทำใจว่ามันควรจะแยกออกจากชีวิตประจำวันได้ แต่สุดท้ายแล้วใจก็เชื่อว่ามันยากเสียเหลือเกินที่จะแยกเอาเรื่องการงานออกจากชีวิตประจำวันของแต่ละคนได้ ก็เพราะหากนับกันง่ายๆ แล้ว หากอายุขัยเฉลี่ยของคนเราอยู่ที่ 60 ปี (หลังๆ มีคนบอกว่าอายุเฉลี่ยของคนทั้งโลกอยู่ที่99 ปี) และ 1 ปี มี 365 วัน เราจะมีอายุอยู่บนโลกนี้ราว 21,900 วัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา วัดประจำหมู่บ้านมีคณะทอดกฐินมาเยือน ที่บ้านของใจเลยดูวุ่นวายไปด้วย ไม่ใช่เพราะว่าที่บ้านจะยกขบวนกฐินไปที่วัด แต่เป็นเพราะว่าแม่และสมาคมแม่บ้านวัยทองทั้งหลายเป็นเจ้าภาพช่วยเหลือทำบายศรีสู่ขวัญที่ใช้ในงานทอดกฐิน ทุกคนช่วยออกแรง นอกเหนือจากช่วยออกเงิน ที่หลวงพี่เจ้าอาวาสแจกกระปุกมาให้ช่วยใส่เหรียญเพื่อเอาไปช่วยสร้างอุโบสถหลังใหม่ แทนของเก่าที่สร้างมานานเสียจนคานหักกันเห็นๆ
ใจเองไม่ได้มีฝีมือเหมือนแม่ที่กลายเป็นหัวหน้างานทำบายศรีหลายต่อหลายงานบุญ หลังๆ แม่ชักทำเป็นธุรกิจบ้าง หากมีใครแต่งงานแม่ก็รับทำให้หากเจ้าภาพมาจ้างวาน
เมื่อวานน้อยชักชวนไปดูชาวบ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งเตรียมงานต้อนรับ จุลกฐินที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่น้อยมีธุระในการเอากล้องถ่ายรูปไปให้พี่สาวที่บังเอิญโยกย้ายสถานที่สัญจรไปทำงานที่วัดนั่นพอดิบพอดี
ชาวบ้านไทลื้อแบ่งพวกกันอย่างชัด คือ พวกผู้ชายและพวกผู้หญิง … แต่ก็เพราะว่าแบ่งกันทำงานในอย่างที่ตัวเองถนัด ฝ่ายผู้หญิงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ทางซ้ายมือ เห็นได้ชัดเมื่อเราขับรถเข้าวัดไป ขณะที่บางส่วนกระจายกันอยู่ตามศาลาขนาดเล็กที่ขนาบข้างต้นไม้อยู่
เราใช้เวลาราวสองชั่วโมงบนท้องถนนของเชียงใหม่ เพื่อวนหา “454″ เลขสามตัวท้ายบนสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือล็อตเตอรี่ ดูเหมือนความพยายามจะสัมฤทธิ์ผลอยู่บ้าง เพราะในมือของเรามี 454 อยู่จำนวนหนึ่งพอทำให้หัวใจชุ่มชื่นประหนึ่งได้ซื้อความฝันเอามาไว้ในมือ และนั่งลุ้นว่าฝันนั้นจะจริงหรือไม่….ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
ป้ายพลาสติกห้อยอยู่กับขอบเก้าอี้สีแดง น้ำเงินสดใสบอกคำสั้นๆ ที่เข้าใจง่ายตลอดทางที่รถเราขับผ่านจากดอยสะเก็ด สันกำแพง และมุ่งหน้าเข้าสู่ย่านหนองหอยของเชียงใหม่
พื้นที่ข้างบ้านของใจไม่ใหญ่นัก พอให้เราเดินโดยรอบบ้านได้ แต่ไม่มากพอที่จะลงแปลงผักอย่างที่ต้องการได้ แต่กระนั้น มันก็สวนทางกับความต้องการและอุปนิสัยของผู้เป็นแม่ที่ชื่นชอบการปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ
แม่บอกว่าแม่เป็นคนมือเย็น ใครๆ ก็เห็นว่าเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่มีเลยสักครั้งที่ใจจะไม่เห็นแม่ปลูกผัก ลงต้นไม้ และตัดดอกไม้ไปวัดก่อนวันพระหนึ่งวัน
ใจกลับมาถึงบ้าน พร้อมความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ขณะที่รอบตัวของใจก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายเช่นกัน อย่างน้อย บ้านข้าง ๆ ก็สร้างเสร็จแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนใจจะเดินทางไปเมลเบิร์น เขาเพิ่งจะรื้อบ้านไม้หลังเก่า ปรับพื้นที่เพื่อรอคอยการปลูกบ้านหลังใหม่
เจ้าของบ้านตัดต้นไม้เสียเกลี้ยง รวมถึงทิวไผ่หลังบ้าน ใจเพิ่งสังเกตเห็นว่าหลังกอไผ่ที่เขาทำลายไปนั้น เปิดให้เห็นวิวภูเขาสูงเด่น เช้าๆ และตกเย็นก่อนตะวันตกดิน ใจกับพี่สาวชอบออกไปยืนมองนอกบ้านเพื่อมองตรงไปยังวิวภูเขาที่ว่า …แอบนึกในใจอยู่เล็กๆ ว่า น่าจะเอากอไผ่ออกไปนานแล้วนะนี่
เคยเขียนถึงเรื่อง “ยางลบ” มาหนึ่งหน แต่ในตอนนั้นจำได้ว่าเขียนถึงหนังยางที่รัดอยู่ปลายดินสอใช้ลบข้อความบนกระดาษ ก่อนลากความยาวสาวความยืดไปถึงประเด็นยางลบจำเป็นของเด็กบ้านนอกอย่างใจ
แต่วันนี้…ใจกลับมาอีกครั้ง กลับมาพร้อมกับยางลบที่ไปเจอด้วยความบังเอิญระหว่างการรื้อค้นเก็บของในบ้านครั้งใหญ่โต จนคนข้างบ้านเริ่มสงสัยถึงความเป็นไปของพวกเรา
ยางลบปากกาสีฟ้าแอบซ่อนอยู่ในกล่องมหาสมบัติเล็กๆ ซึ่งถูกทิ้งไว้ไม่มีใครสนใจ (อันที่จริงเรามีกล่องมหาสมบัติแบบนี้อยู่ทั่วบ้าน) เมื่อเจอมัน ใจก็หยิบขึ้นมามอง พิจารณาอยู่สักพัก กว่าจะถึงบางอ้อว่ามันอะไรในเวลาต่อมา
Recent Comments