ระหว่างนั่งรอเพื่อนอยู่ที่ร้านกาแฟข้างๆ สำนักงานที่ดินเขตบางกะปิ เพื่อทำธุระปะปังหลักอันเป็นสาเหตุที่ต้องเดินทางมาจากบ้านนอกหนนี้ ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาร้านกาแฟ และผู้คนอีกหลายชีวิต ก็ต้องลม ส่งผลให้ใบร่วงหล่นจากกิ่งก้าน ตกสู่พื้นเบื้องล่าง รวมถึงหัวของใจด้วย…
ใจหยิบใบไม้ใบนั้นมาพลิกดู ก็เห็นว่าสีสวยดี พลางก็หยิบเอากล้อง G9 มาถ่ายภาพเก็บไว้ ถ่ายไปคิดไป G9 นี่มันสุดยอดแห่งกล้องคอมแพ็คจริงๆ ถ่ายออกมาได้สีสันจัดจ้านสะใจดีไม่น้อย … จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยนใจไปใช้กล้องตัวใหญ่กว่านี้ ด้วยเหตุผลไม่ยากเย็นนัก คือ หนึ่งยังชอบ G9 สองกล้องโปรมันหนักเกินไปสำหรับไหล่เล็กๆ ของใจ สามมันแพงไปสำหรับใจ และข้อสี่ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ใจยังวัดแสงไม่เป็น 555
ในขณะที่ใจบ้าถ่ายภาพเท้าของตัวเองไม่เลิก ไปที่ไหนเป็นต้องถ่ายเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานแล้วมานั่งเดาเอาทีหลังว่าไปที่ไหนมานะเท้าสองข้างนี้? แต่พักหลังมานี้ใจเริ่มบ้าถ่ายภาพอีกแบบหนึ่งเพิ่มขึ้นด้วย
ภาพแบบที่ใจกำลังให้ความสำคัญในการสะสมเอาไว้นิยมชมชอบเพียงลำพัง เป็นภาพแบบที่ใจกำลังอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว เว้นที่นั่งข้างหนึ่งให้คนที่เห็นคิดได้ว่า ใจเว้นที่ว่างเอาไว้รอใครบางคนมานั่งด้วยกัน ที่ว่างมันมากพอที่จะเอาเขามานั่งข้าง เว้นมาตั้งนาน แม้จะมีคนวนเวียนมานั่งคนแล้วคนเล่าก็จริง แต่สุดท้ายจนป่านนี้ใจก็ยังนั่งเก้าอี้ตัวนั้นอยู่เพียงลำพัง
ก่อนกลับบ้านนอก ใจหอบสังขารตัวเองไปถึงพัทยา และมีโอกาสได้แวะตลาดน้ำสี่ภาค แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองพัทยาเขา แม้จะตื่นเต้นกับที่ๆ เราได้พบเห็นว่ามีคนเอารูปมาอวดกันในเว็บไซต์หลายๆ แห่ง แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ร้อนตับแลบเสียจนเดินได้ไม่ทั่วถึง
วันนี้ใจเอารูปมานั่งดูวนไปวนมา แล้วก็พบรูปต่อไปนี้ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
หลายวันก่อนหน้านี้ ใจเดินทางจากบ้านไปผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ดอยผาหม่น แบบที่ไม่ได้ไปยืนอยู่หน้าผาแล้วรอให้พระอาทิตย์ขึ้น แต่เป็นการขับรถขึ้นไปรับอากาศเย็น ชมวิวข้างทาง แล้วก็กลับบ้าน
ตลอดการเดินทาง ใจทอดสายตามองต้นไม้ที่อยู่ข้างทาง ดอกไม้ ใบไม้ที่อยู่ระหว่างรอยต่อของฤดูหนาวกับฤดูร้อน ก็แฝงเอาไว้ด้วยความสวยในตัวมันไม่น้อย แม้แต่ต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ไม่หลงเหลือใบ ยังคงไว้แต่ลำต้นที่รากยังหยั่งอยู่ใต้ผืนดินผืนนั้น ก็ช่างมีมนต์เสน่ห์เสียนี่กระไร
พอมีคนถามว่า “ทำไมชอบชูสองนิ้วเวลาถ่ายรูป” ใจเองก็ตอบไม่ถูกว่าทำไม รู้แต่ว่าคนเรามักมีท่าประจำตัวเป็นของตัวเองเสมอเวลาถูกกล้องส่องมา และท่าสากลที่ใครๆ ก็มักจะต้องเลือกนั่นก็คือ ท่าชูสองนิ้ว ซึ่งแปลว่า “สู้ตาย”ใจเองก็มักจะเลือกใช้ท่า “สองนิ้ว” เสมอ ทั้งยามปกติแล้วยามคับขัน คิดท่าทางของการแอ๊คติ้งไม่ออก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นท่าชูสองนิ้วของใจอยู่เกลื่อนกลาดในอัลบั้มภาพของใจ และมากกว่าท่ากระโดดที่ใครๆ ก็เริ่มคิดว่าเป็นท่าประจำที่ต้องใช้ ไปที่ไหนเหมือนไปไม่ถึงท่าไม่ได้กระโดด…
ใจเพิ่งมาถึงบ้านได้ไม่กี่นาที ก็แบกคอมพิวเตอร์ออกมาเจอแอมกับบอลที่ร้านกาแฟใกล้ๆ บ้าน … หลังจากที่ไปร่วมงานประชุมประจำปีของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่โคราช
แม้จะลาออกไปแล้ว แต่สถานภาพของการเป็นสมาชิกภาพของใจก็ยังคงอยู่ แถมมีรายชื่อที่สามารถร่วมโหวตเลือกประธานชมรม กรรมการชมรมของปีใหม่ได้อีกด้วย
ใจหายตัวไปจากกรุงเทพฯ หลายวัน และก็พาตัวเองไปโผล่อยู่ที่ตรงนี้……ที่ที่ไม่ได้มีในความฝัน แต่อยู่บนโลกแห่งความจริง …ใจกำลังอยู่บนโลกของความเป็นจริง…
มุมสูง…คือมุมที่เราเห็นภาพหลายอย่างอยู่ต่ำลงไป แต่เป็นภาพที่ครอบคลุมครบยิ่งกว่ามุมปกติ
เราจะเห็นรายละเอียดเบื้องล่างชัดเจน ก็แค่ปีนตัวเองให้ไปอยู่ตรงที่สูงกว่านี้หน่อยแล้วก็ก้มลงมามอง…
ข้างล่างมีอะไรบ้าง…เดี๋ยวก็เห็นเอง …
เพิ่งจะได้รูปตัวเองที่ปายมาอยู่ในมือ นั่งดูหน้าตัวเอง พินิจพิเคราะห์อยู่สักพักก็ได้รู้ซึ้งซึ่งสัจธรรมว่า “แก่ไปจริงๆ เลยเรา” ปีนี้เลย 31 มาแล้ว ปลายปีหน้าก็ทะลึ่ง 32 เข้าไปแล้ว….แม้วจริงๆ
นั่งดูอีกสักพักก็เข้าใจอีกรอบว่า “ซกมกจริงๆ เลยเรา” เพราะรูปที่เห็นนี่ไม่ได้สระผม น้ำไม่ได้อาบอีกต่างหาก นั่งดูต่อไป ก็เอาแต่ถอนหายใจอีกสองสามเฮือก “นี่เราไม่เพียงแต่แก่ตัวลงยังซกมกอีกต่างหาก” 555
หายหน้าหายตาไปหลายวัน เพราะใจหนีไปปายมาค่ะ ก่อนที่จะเล่าเรื่องที่นั่นให้ฟัง ขอกรอภาพไปข้างหน้าระหว่างทางกลับกทม. เพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อน
ใจได้ภาพนี้แถวๆ อุทัยธานี เป็นช่วงที่พระอาทิตย์เพิ่งลับขอบฟ้าไปไม่ถึง 5 นาที ช่างภาพหลายคนก็เคยบอกว่า เวลาโพล้เพล้แบบนี้ แสงบนท้องฟ้าจะงดงามที่สุดในรอบวัน ว่าแล้วพวกเราก็เลยไปยืนถ่ายรูปอยู่ข้างรถ…. ได้รูปพวกนี้ติดมือมา
เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่ใจพยายามจะหารูปๆ นี้…รูปที่เอมถ่ายให้เมื่อครั้งใจทำงานเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว ในช่วงนั้นช่างภาพอย่างเอมและต้อมยังใช้กล้องฟิล์มถ่ายภาพกันอยู่ ก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็น Cannon EOS 5D ในเวลาต่อมา
ใจชอบรูปนี้มาก เอมใช้ฟิล์มถ่าย และสแกนมันออกมาให้ใจ….ถือเป็นภาพแรกๆ ที่เอมถ่ายให้ใจ หลังจากนั้นก็ทำงานมาด้วยกันอีกหลายปี …และลาออกจากที่นั่นมา
ฉันเห็นเธอนอน ฉันเลยอยากนอนบ้าง แต่ฉันคงนอนได้ไม่ยาวนานเท่าเธอ แถมฉันยังไม่ชอบนอนกลางวัน เธอมันนอนได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องทำงานอะไร ตกงานเธอก็ไม่สนใจ ทำตัวน่ารักหน่อยก็มีคนคอยเอาข้าวให้กิน ไม่ยินดียินร้าย หากไม่ได้อาบน้ำหลายวันติดกัน หน้าหนาวเธอคงสบายกว่าฉัน เพราะไม่ต้องกังวลว่าคนข้างๆ จะบ่นว่าเหม็น…..
เคยแนะนำวิธีการถ่ายภาพที่แหวกแนวไปกว่าการเอาหน้าเราไปโผล่ในจอ ด้วยการถ่ายภาพ “เท้า” ของเราแทน หนนี้ใจจะแนะนำวิธีการถ่ายภาพรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช้ “เท้า” เป็นตัวเอกในการเล่าเรื่องอีกแล้ว แต่หนนี้จะเป็นการใช้ “มือ” แทน
หนนึงของการเดินทางไป Blue Mountains ที่ออสเตรเลีย ใจค้นพบว่า มือก็กลายเป็นตัวเอกในการใช้เล่าเรื่องในภาพนั้นๆ ได้เหมือนกัน เป็นยังไง ไปชมกันเลย…
พักนี้ มีบทสนทนาระหว่างใจกับคนอื่นๆ เรื่องภาพมากกว่าปกติ หนึ่ง มีคนทักแล้วว่า พักหลังมานี้ใจถ่ายรูปได้ออกแนวติสก์แตก…ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม จะโทษกล้องก็ไม่ได้ ต้องโทษตัวเองที่เป็นเอากล้องไปจ่อวัตถุ บรรยากาศ จนได้ภาพออกมาในแนวเช่นนั้น
บางคนให้สาเหตุกับใจว่านั่นเป็นเพราะ “ต่อมติสก์แตก” ไม่ใช่หรอกค่ะ ใจไม่ได้ติสก์แบบนั้น…ก็แค่เป็นคนแบบนี้ แบบที่ถ่ายรูปออกมาแล้วแบบที่เห็นเท่านั้นเอง
แวะเอารูปแมวมาฝากกัน (อีกแล้ว) …หลังจากวันนี้มีโอกาสเดินผ่านไปแถวๆ ท่าพระจันทร์ เห็นหน้าแมวกวนๆ ยียวนพิกลอยู่ร้านขายหนังสือข้างทาง เลยยกกล้องขึ้นมาถ่าย แมวหันมามองหน้า คงรู้ว่าเรากำลังจะถ่ายภาพของมันเอาไว้ ยังไม่ทันได้ลั่นชัตเตอร์ก็อึ้งกับท่าทางที่แมวทำใส่…เจ้าเหมียมหันมามองได้แวบเดียว พี่ท่านก็หันหน้ากลับ…เมินซะอย่างนั้น
รูปนี้จึงไม่มีคำใดอธิบายได้ดีกว่าคำว่า “แมวเมิน” …..ขนาดแมวยังเมิน กลุ้มแทนตัวเองจริงๆ 555
แมวตัวนี้ใจเจอที่ราชเทวี ….มันนั่งเฝ้าถุงพลาสติกเซเว่นอีเลฟเว่นที่ด้านในบรรจุขยะเอาไว้…บางส่วนของขยะหล่นอยู่ข้างๆ มองเห็นได้ว่าเป็นเศษของกล่องแปรงสีฟันที่คนใช้ได้แปรงสีฟันไปใช้งานแล้ว
พอใจยกกล้องขึ้นจะถ่าย แมวก็ร้องเหมียว เหมียว เหมือนจะเป็นการทักทาย คนแปลกหน้าอย่างใจ
Recent Comments