ตั้งแต่สอนแม่ให้ชูสองนิ้ว นับตั้งแต่นั้น ก็ไม่มีครั้งไหนที่เรียกแม่ให้ถ่ายรูปแล้วแม่จะไม่ชูสองนิ้ว…
นี่เป็นประโยคที่ใจคิดได้ ขณะที่พี่สาวยกกล้องถ่ายภาพแม่ระหว่างเล่นน้ำอยู่ในถนนที่น้ำจากน้ำตกไหลผ่าน เมื่อครั้งที่เราทั้งบ้านหนีอากาศร้อนในบ้านไปหาอากาศที่ร้อนกว่าในสวนลองกอง
แม่ของใจจัดเป็นมนุษย์โลกที่ชอบถ่ายรูป พอๆ กับพ่อที่ชอบเหมือนกันแต่ไม่ชอบมองกล้อง ภาพของพ่อมักจะไม่มีแบบที่มองกล้องชัดเจนมากนัก ขณะที่แม่สู้กล้องมากกว่าใคร หากถ่ายไม่ดี แม่จะบอกว่าถ่ายใหม่ได้มั้ย แล้วก็จัดท่าใหม่อีกรอบ….
ใจเขียนอะไรไม่ค่อยออกมาเสียหลายวัน หลายคนแวะเวียนมาทิ้งข้อความถามหา บอกกล่าว บางทีก็ออกแนวเหน็บแนมว่า…หายไปไหน ไม่ยอมอัพอะไรสักที
อันที่จริง ใจเองก็แวะเข้ามาดูเว็บไซต์ของตัวเองแทบทุกวัน เพียงแต่ว่า ยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มจับต้นชนปลายตรงไหนดี …
ยังไงเสีย…วันนี้ใจทำได้แค่นี้ ทำได้แค่แวะเอารูปมาแปะไว้
มันเป็นรูปที่ใจได้มาจากตลาดนัดขายของถูก Caribbean ในเมลเบิร์น ซึ่งใจใช้เวลาในการไปเดินเที่ยวก่อนเดินทางกลับไทยไม่กี่ชั่วโมง ใจยืนอยู่ที่หน้าตู้ปลากลางตลาดนัด มันมีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ว่ายวนอยู่ในตู้กระจกที่มีน้ำอยู่เต็ม
ข้อความในหน้านี้จะไม่เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ เพราะใจเพิ่งจะลุกจากที่นอน หัวสมองของใจไม่มีเรื่องอะไรเลย สิ่งที่พอจะนึกออกได้ในตอนนี้ก็คือ …เมื่อคืนที่นี่หนาวมาก หนาวกว่าวันไหนๆ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะเปิดฮีทเตอร์ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความเหน็บหนาวหดหายไปแต่อย่างใด ใจต้องใส่เสื้อแขนยาวข้างใน ทับด้วยโค้ท ใส่ถุงเท้าและก็ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม และข่มตาให้ตัวเองหลับใหลก่อนเวลาอันควร
หลายครั้งเราเชื่อว่า การหลับใหลเป็นยารักษาโรคที่ดี เมื่อปวดหัว ปวดฟัน ปวดประจำเดือน ปวดหัวใจ ปวดตา ร้อน หนาว และเย็น การนอนช่วยทำให้เราลืมอาการเหล่านั้นไปเสียสิ้น แม้ใจจะยอมรับความจริงในข้อนั้น แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กว่าจะข่มตานอนได้นี่สิ ช่างยากเย็นกว่าไหนๆ
“อย่าเอานิ้วชี้รุ้งเพราะนิ้วจะกุด” นั่นคือความทรงจำที่ใจพอจะจำได้เกี่ยวกับรุ้งกินน้ำ แม้เมื่อโตขึ้นจะรู้ว่าความเชื่อนี้จะไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ใช้หลอกเด็ก แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่า…ด้วยเหตุผลใดถึงต้องใช้ประโยคนี้ขู่เด็กน้อยไม่ให้เอานิ้วชี้รุ้ง
นอกเหนือจากนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับรุ้งที่ใจพอจะจำได้ก็เหมือนจะเป็นเรื่องของสี ว่ากันว่ารุ้งมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด (ส้ม) และแดง ซึ่งในเวลาต่อในวิชาวิทยาศาสตร์พูดถึงแถบสีสเปกตรัมของรุ้งว่ามีสีและเฉดอะไรบ้าง….ว่ากันไป แต่ไม่เคยเอามันมาใช้อะไรได้ในชีวิตมากนัก
แต่ก็นั่นแหละ ใจก็เพิ่งจะสังเกตและรับทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่า รุ้งนั้นมีสีม่วงอยู่ชั้นในสุด ขณะที่สีแดงมักจะอยู่นอกสุดของครึ่งวงกลมเสมอ แต่รุ้งอีกแบบที่เขาเรียกกันว่ารุ้งทุติยภูมินั้น สีก็เหมือนกัน เพียงแต่ลำดับในการเรียงสีตรงกันข้ามกันทั้งหมด
อาจจะเพราะก่อนย่างเข้าฤดูหนาว เป็นฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นจนถึงเพลานี้ ใบไม้จึงล่วงหล่นเสียจนทำเอาต้นไม้โกร๋นโล้นไร้ใบ ยืนต้นโดดเด่นแสดงให้เห็นกิ่งก้านสาขาได้ชัดเจน เมื่อเห็นเพียงลำพังลำต้น ไร้สีสันจากใบดอกและผลทำให้อดนึกถึงคนเราเสียไม่ได้ บางครั้งสิ่งสำคัญหาใช่ภายนอกเพราะเมื่อมองลึกเข้าไปข้างในเราจะเห็นสิ่งที่เรียกว่า “จิตใจ” ซ่อนอยู่ในนั้น และมันตัดสินใจได้ว่าเราเป็นคนเช่นไร…
มีเพียงต้นไม้บางชนิดเท่านั้นที่ยังหลงเหลือใบให้เห็น ที่เหลือส่วนใหญ่มักจะไม่ถึงเวลาผลิใบให้เห็นสักเท่าไร แต่….ยกเว้นต้นไม้ต้นนี้ที่ใจเดินผ่านเมื่อช่วงเย็นของวันนี้
อากาศข้างนอกนั่นคงจะอยู่ที่ราว 4 องศา มันหนาวจับขั้วหัวใจเสียจนพ่นไอออกมาจากปาก และจมูกได้ทุกครั้งที่พูดหรือหายใจออกมา บางทีใจก็สงสัยว่าใจคงจะใช้ชีวิตอยู่ในตู้เย็นอยู่หรือเปล่า แต่เอาเข้าจริงๆ หากให้ต้องเลือกเหน็บหนาวกับร้อนรุ่มเหมือนอยู่ที่เมืองไทย ใจขอเลือกอากาศที่หนาวแบบนี้เสียดีกว่า
พักหลังใจคิดอยู่เสมอว่า อากาศหนาวแบบนี้นี่เองทำให้ใจรู้สึกเหมือนมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ มันรู้สึกดีที่ยังรู้สึกหนาวอยู่ ไม่เหมือนอย่างที่ใครๆ เขาว่าใจเอาไว้ว่า “อย่างใจไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวอะไรสักเท่าไร”
แม้ใจจะหายๆ ไปบ้าง ไปจากหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ พักหลังนี้ใจพบว่าความถี่ในการอัพข้อความมันน้อยลงกว่าเดิม อาจจะด้วยธุระปะปังอะไรหลายๆ อย่าง ใจต้องเรียนและทำงาน บางทีก็อยากจะออกนอกบ้านไปเที่ยวมากกว่าการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ดังนั้นชีวิตของใจถึงไม่ได้ผูกติดอยู่กับคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน
ยอมรับตรงๆ ว่า เมื่อก่อนหน้านี้ใจรู้สึกว่าตัวเอง “ติดคอมพิวเตอร์” (ที่มีอินเตอร์เน็ต) แต่ในตอนนี้ใจค้นพบว่า ใจไม่รู้สึกว่าตัวเองติดมัน ใจไม่รู้สึกหงุดหงิดหากไม่ได้เล่น แต่จะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงอะไรบ้างอย่างเสียมากกว่า และหากไม่มีอะไรจะทำ ก็ไม่คิดถึงคอมพิวเตอร์เหมือนแต่ก่อน ปล่อยให้มันร้างราอยู่อย่างนั้นบ้างบางครั้งและดูเหมือนจำนวนครั้งมันจะเริ่มเพิ่มขึ้นมากตามลำดับ
หลายต่อหลายครั้งที่ใจแวะเวียนไปแกลอรี่แสดงภาพ เพื่อชมภาพวาด นิทรรศการ และงานศิลปะที่จัดวางอยู่ในนั้น แต่ทว่า หาใช่สิ่งที่พูดถึงทั้งหมดเพียงอย่างเดียวที่ใจให้ความสำคัญในแกลอรี่เหล่านั้น
นอกเหนือไปจากสิ่งที่ใจพูดถึงมาแล้ว บ่อยครั้งที่ใจเองแอบมองอากัปกิริยาของผู้คนที่เดินวนเวียนไปมาในแกลอรี่ ใจชอบมองท่าทางของคนเหล่านั้นว่าเขาให้ความสำคัญกับข้าวของสิ่งใด ใจแอบมองเก้าอี้ที่เขานั่ง บางคนใช้เวลายาวนานในการนั่งเก้าอี้ตัวยาวกลางห้องสี่เหลี่ยม ขณะที่สายตาพุ่งตรงไปยังภาพวาดที่อยู่ตรงหน้า ขณะที่หลายคนให้ความสำคัญกับข้อความที่บอกว่าภาพวาดข้างตัวนั่นหมายถึงอะไร บางคนมาเป็นคู่ จูงมือกันเดิน บางทีเขาก็มาเพียงลำพัง ชวนให้เหงาใจไปด้วยเสียไม่ได้
ใครบางคนรับรู้อยู่เสมอว่า “กระเป๋าของใจมันหนัก” นั่นเป็นเพราะใจพกแทบทุกอย่างเอาไว้ในนั้น ร่ม ดิคชั่นนารีอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือ สมุด ของใช้ส่วนตัว รวมถึงกล้องดิจิตอลตัวโปรดของใจด้วย
ใจมักจะหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพเสมอเมื่อเจอภาพและมุมที่ต้องการ บางทีมันก็ไม่ได้ตั้งใจจะเจอ แต่เมื่อเจอก็อดไม่ได้ที่จะตั้งใจถ่าย พักหลังชักคิดหนักที่จะเอากล้องออกจากกระเป๋า เพราะมัวแต่คิดว่า หากวันไหนไม่ได้เอากล้องมา แล้วเจอมุมมองที่อยากจะได้ ดันทะลึ่งไม่มีกล้องในกระเป๋า ตัวเรานั้นก็อาจจะเศร้าได้
ใจเพิ่งอัพรูปขึ้นแกลลอรี่ รูปที่ใจใช้เวลาหลายชั่วโมงในการปรับแสง สี พร้อมๆ กับย่อไซต์ให้ไม่ใหญ่จนเกินไป รูปทั้งหมดเป็นรูปหนึ่งในบรรดารูปในอัลบั้มที่ใจมีอยู่ ซึ่งใจชอบมาก
รูปที่ว่าเป็นรูปตลาด South Melbourne Market ที่ใจเพิ่งจะมีโอกาสได้ไปเยือนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อม ๆ กับเพื่อนร่วมชั้นเรียนและเพื่อนร่วมโรงเรียนที่เลือกกิจกรรมเดียวกันในกิจกรรมพิเศษทุกวันศุกร์
ใจมีหัวข้อส่วนตัวสำหรับการเดินในตลาดวันนั้น มันคือหัวข้อ “สีสัน” อันที่จริง ใจไม่ได้คิดมันไว้ก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ระหว่างที่เดินร้านแรก ร้านที่สอง ร้านสาม ใจก็ค้นพบความงามแห่งสีสันของตลาดนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
วันนี้เป็นวันหยุดเพียงวันเดียวในรอบสัปดาห์ ใจตื่นนอนสายกว่าที่เคย ได้นอนมากกว่าวันไหนๆ ใช้เวลาไปกับการฟังเพลง กิน และขี้เกียจได้มากกว่าปกติ บางทีก็แอบคิดว่า มันคงจะดีหากชีวิตนี้ไม่ต้องมีเรียน ทำงาน และออกนอกบ้าน…
แม้จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ คนเราก็มักจะเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ บางทีก็ยังอดไม่ได้ที่จะหวัง ถึงได้มีคำขวัญปลอบใจอยู่เสมอว่า “หวังลม ๆ แล้งๆ” แต่สำหรับใจแล้วตอนนี้ก็คงเป็น “หวังท่ามกลางลมหนาว”
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ใจต้องไปเรียนเช้ากว่าที่เคย เพราะกฎระเบียบใหม่ของโรงเรียนที่จะเช็คชื่อขาดครึ่งหนึ่งของเวลาเรียนในวันนั้น ทันทีที่นักเรียนเข้าห้องเรียนสาย 15 นาที ทำให้ทุกวันในช่วงเช้าใจต้องตารีตาเหลือกลุกจากที่นอน ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปให้ทันรถไฟในรอบที่คำนวณแล้วว่า “จะทันเวลาพอดี”
ใจใช้เวลาเรียนในห้องเรียนราว 4 ชั่วโมง ก่อนที่จะเหลือเวลาว่างหลังจากนั้นเลือกกิจกรรมที่ตัวเองต้องการ บางวันใจก็เลือกกลับบ้าน นั่งคุยกับเพื่อนที่โรงเรียน ไม่ก็ออกไปเดินเล่นชมเมืองไปเรื่อยๆ
เคยเห็นแต่ในซีรีส์เกาหลี และใน Youtube มาเสียนาน ใจเพิ่งมีโอกาสได้เจอ “Free Hug” แบบจริงๆ ที่ฮ่องกงเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา วันนี้ใจมีเวลาว่างนั่งเปิดดูรูปเก่าๆ ในสต๊อกก็อดนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเสียไม่ได้
อาจจะเพราะอาการมึนๆ ที่หัวฟาดเบาะจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหัวค่ำ ทำให้ใจปวดก้านคอไม่เลิก และก็แอบเปิดดูรูปเก่าๆ ในคลัง หวังจะช่วยผ่อนคลายอารมณ์มึนตึงจากการบาดเจ็บดังกล่าว (เกี่ยวกันมั้ย?)
เห็นรูปนี้แล้วก็อยากไปหาป้ายมาเขียน “กอดฟรี” แล้วไปยืนอยู่ที่จตุจักรบ้าง… “กอดฟรี กอดใจ กอดไหม??” 555
ใจยังยืนยัน ว่าใจไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ ถ้าจะให้นิยามตัวเองใจคงเป็นได้แค่ “พวกบ้าถ่ายรูป” เพราะอุปกรณ์ถ่ายภาพที่มีติดตัวในตอนนี้คือกล้องดิจิตอลคอมแพ็คธรรมดาจากแคนนอน มันอาจจะดูดีกว่ากล้องทั่วไปตรงที่มันสามารถสวมเลนส์ไวด์เข้าไปด้านหน้าได้ ทำให้ภาพดูแปลกตาไปกว่าปกติอยู่บ้าง แต่ใจก็ยังถนัดทีจะใช้โหมดอัตโนมัติ ยกกล้องแล้วเล็งถ่ายในทันที ปรับโหมดถ่ายใกล้บ้าง ซูมบ้าง ตามความต้องการในยามนั้น ซึ่งกล้องทั่วไปที่ถูกและแพงกว่าใจก็ทำได้ไม่ต่างกัน
ใจก็คงจะเหมือนกับคนอื่นทั่วไป ที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพในสิ่งที่ใจอยากจะถ่าย ใจอยากได้รูปนั้น ใจก็จะคิดก่อนว่ามันควรจะอยู่ตรงไหนของจอ อาจจะแตกต่างกับคนอื่นอยู่ก็ตรงที่ หลังๆ ใจลามปามไปกันใหญ่ถึงขนาดนึกโจทย์ของแต่ละครั้งในการถ่ายภาพ เช่น วันไหนใจลืมเอาเลนส์ไวด์ไป ใจก็มักให้โอกาสในการถ่ายภาพแบบไร้เลนส์ ใช้ความสามารถของกล้องและมุมมองเฉพาะตนล้วนๆ
ช่วงเวลาไหนของวันที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคุณมากที่สุด? ช่วงเวลาใดที่ความคิดพร่างพรูประดังเข้ามายิ่งกว่าห่าฝนต้นฤดูทำนา? สำหรับใจแล้ว มันคือช่วงพลบค่ำ แสงพระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า แต่ทว่า ทั้งๆ ที่ฟ้ากำลังจะมืด กลับมีแสงสีทองส่องเรืองรองทั่วฟ้า ยิ่งวันไหนแสงทองนั้นกระทบกับก้อนเมมฆขนาดมหึมา และใช้เวลาในการส่องแสงอยู่อย่างนั้นนานกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งทำให้หัวจิตหัวใจอยู่ในสภาพ “บีบคั้น” มากที่สุดของวัน
ใจจำได้ว่าช่วงเวลาที่แสงทองยังไม่ลับขอบฟ้าและสว่างแบบนั้นอยู่นานสลับกับสีอื่นๆ ที่สลับเหลื่อมกันไปบนฟ้า แถวบ้านเรียกว่า “ผีตากผ้าอ้อม” มันบอกไม่ถูกว่าทำไมเมื่อเห็นแสงแบบนั้นบนท้องฟ้าแล้ว ทำให้จิตใจ “เงียบเหงา” กว่าที่ควรจะเป็น
Recent Comments