มีภาพหลายภาพที่ใจไม่สามารถเล่าเรื่องราวของสถานที่ตั้งของภาพนั้นได้ นั่นเป็นพราะภาพนั้นเก็บได้ระหว่างใช้มันเป็นทางผ่านไปยังจุดหมายหรือปลายทางที่ต้องการเสียส่วนใหญ่ และแม้ถึงจะบอกได้ว่าภาพที่ได้นั้นมาจากสถานที่แห่งใด แต่กลับลงรายละเอียดอะไรไม่ได้เอาเสียเลย แต่ถึงจะอย่างนั้น ใจก็ยังคงความเชื่อดั้งเดิมส่วนตัวที่มีเสมอมาว่า “บางทีเราก็ไม่ได้สนใจจุดหมายนัก ความสวยงามรายทางและสิ่งที่เราได้ระหว่างทางต่างหากที่ล้วนแล้วแต่ทำให้เราลืมไม่ลง”
ในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ใจใช้เวลาไปกับการเดินทางด้วยรถยนต์มากกว่าสิ่งอื่นใด หลายต่อหลายครั้งการเดินทางของใจใช้เวลาการเดินทางด้วยรถยนต์ชนิดไปกลับเกิน 1500 กิโลเมตร หรืออาจจะมากกว่านั้นในระยะเพียงสามวัน ขณะที่บางเส้นทางเราขับรถกันเสียนานตั้งแต่เช้ายันเย็นเพียงแค่จะได้พักค้างคืน ณ ที่หมายเพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้น
ใจรู้จักชื่อ “Yackandandah” (ยักคันดันดา) มานานพอสมควร มันนานมากพอที่จะสะสมอยู่ในความฝัน ก่อกลายเป็นความต้องการที่จะไปตามหาและทำความรู้จักมันมากขึ้น…..มากขึ้น….มากกว่าการได้รู้จักเพียงชื่อ แต่นั่นหมายถึงความคุ้นเคยและบอกใครได้ว่า “เรารู้จักกัน”
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายประการ ทำให้ใจต้องปรับเปลี่ยนทั้งวิธีคิด มุมมอง รวมไปถึงวิธีการใช้ชีวิตเรียกกันง่ายๆ ได้ง่าย เปลี่ยนทุกกระเบียดนิ้วเริ่มตั้งแต่ลมหายใจและเท้าที่ก้าว หากใครจะจดจำตัวหนังสือของใจได้ จะพบถึงความเปลี่ยนแปลงไปได้แม้กระทั่งในตัวหนังสือเหล่านี้
รถของเรามุ่งหน้าเดินทางออกจากเมืองสิงห์ ผ่านเมืองอุดมไซ อันเป็นเมืองท่าของการเดินทางในภูมิภาคลาวเหนือ แวะพักเติมน้ำมันก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมืองหนองเขียว ในเขตของเมืองหลวงพระบาง
หลายวันมานี้ ใจยังละล้าละลังว่าจะเดินทางย้อนกลับจากเมืองหนองเขียว เพื่อกลับมาทางเดิม และหาวิธีต่อรถไปยังเมืองพงสาลี เหนือสุดของลาว หรือว่าจะล้มแผนการเดินทางเพื่อเดินทางกับเรือจากหนองเขียวไปยังหลวงพระบาง และเดินทางกลับประเทศไทยดีไหม
อย่างที่บอกเอาไว้ นั่นเป็นเพราะว่า เวลาการเดินทางกลับมาเมืองไทยหนนี้ค่อนข้างจำกัดนัก ใจไม่สามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่ทั้งในไทยและลาว นั่นเป็นเพราะมีกำหนดกลับออสเตรเลียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ทว่าใจกลับหนีจากบ้านออกมาเที่ยวลาวร่วมครึ่งสัปดาห์เข้าไปแล้ว
ใจไปไม่ถึงที่หมายที่อยากจะไป อย่างน้อยก็เพราะว่าเวลาที่รีบเร่ง และเกรงว่าจะกลับบ้านไม่ทันเวลา ยิ่งกว่านั้น การเดินทางกลับจากเมืองไทยมุ่งหน้ามายังเมืองที่ใจกำลังอาศัยอยู่พาลจะเสียแผนที่ตั้งใจเอาไว้ด้วย ดังนั้น การเดินทางในลาวเหนือในหนนี้ จึงยังคงวนเวียนอยู่กับเมืองเก่าๆ ที่เคยไป มีเพียงเมืองสิงห์ และหลวงน้ำทาเท่านั้นที่เป็นที่หมายใหม่ของใจ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เบื่อการใช้ชีวิตอยู่กับที่ ในเมืองที่ทุกอย่าง เงียบและนิ่งสงบหลังห้าโมงเย็น หรือไม่ก็เพราะคิดถึงบ้าน ทำให้ใจต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งไปกับการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับเมืองไทย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ใจกับจดจ่ออยู่กับบ้านไม่ได้ เรียกว่า ยังหาเรื่องออกจากบ้านอยู่เนืองๆ
มีเพื่อนพ้องหลายคนแวะเวียนมาทักทาย ไถ่ถามความเป็นไป และสรุปตรงข้อความสุดท้ายก่อนจากลาว่า “อย่าลืมหาเวลาเขียนเรื่องราวลงบนที่ว่างของใจบ้าง”
ใจเองตอบกลับเพื่อนบางคนว่า “เวลาน่ะมี แต่ที่ไม่มีคือความรู้สึกอยากจะเขียน” ผลที่ได้ก็คือ กำลังใจและคำแนะนำหลายอย่าง แต่ที่ต่างกันออกไปก็คือ มีคำพูดของน้องสาวคนหนึ่งที่บอกกับใจว่า “เล่าด้วยภาพสิคะ พี่ใจถ่ายรูปเยอะออก”
วันก่อนมีคนถามว่า “ทำไมใจชอบถ่ายรูป” เล่นเอาใจตอบไม่ถูก หาทางออกไม่เจอกันเลยทีเดียว มันเหมือนกับถามว่า ทำไมใจถึงชอบกินส้มตำปู ทำไมถึงไม่กินปลา บางอย่างมันบอกไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นชีวิตจิตใจของเราไปเสียแล้ว
แต่ครั้นจะให้ตอบจริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก มันเป็นคำตอบพื้นฐานที่ใจว่าก็อาจจะตรงกับใครหลายคน ก็คือ “ใจอยากจะถ่ายรูปที่ๆ ใจไปมา” เพียงแต่ว่า ภาพของแต่ละคนก็มีวิถีทางหรือที่เขาเรียกกันเสียโก้ว่า “สไตล์” ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนใคร ก็เท่านั้นเอง
หลังๆ นี่ใจพยายามจะผ่อนคลายตัวเองให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน อย่างน้อยก็ความรู้สึกที่อยากจะถ่ายรูปทุกบรรยากาศรอบข้าง เป็นเอามากถึงขนาดยอมปวดไหล่พกกล้องไปด้วยตลอดเวลา แม้มันจะเป็นกล้องคอมแพ็กธรรมดาแต่ว่าน้ำหนักของมันก็มากกว่ารุ่นอื่นๆ อยู่บ้างพอสมควร
เมื่อวานใจนั่งรถไฟหนึ่งชั่วโมงเต็ม เพื่อมุ่งหน้าไปหาซื้อกางเกงเชฟให้ชายหนุ่ม ขากลับนั่งกลับอีกหนึ่งชั่วโมง ท่ามกลางอากาศหนาวรอบข้าง พาลทำให้วันนี้ต้องนอนซมเป็นหวัดขี้มูกไหล และต่อมทอนซิลอักเสบเสียอย่างนั้น
อันที่จริง ใจมีความตั้งใจนอกเหนือจากการไปเดินหาซื้อกางเกงเชฟอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือ อยากจะเดินถ่ายภาพในเมืองเมลเบิร์นจริงๆ จังๆ สักครั้ง เพราะทั้งๆ ที่ก็อยู่ในเมืองนี้มานาน นับรวมมาเที่ยว บวกมาเรียน และมาอยู่อาศัยก็จะหนึ่งปีเข้าไปแล้ว แต่ใจยังไม่มีโอกาสไปเดินวนๆ รอบเมืองถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ เอาไว้สักที
วันก่อนน้องฝ้ายถามพี่ใจมาว่า พี่ใจเปลี่ยนกล้องหรือยัง จนถึงป่านนี้พี่ใจก็ยังไม่ได้เปลี่ยนกล้องสักทีค่ะ อาจจะเพราะหาทำใจไม่ได้ที่จะไปนั่งหัดวัดแสงอย่างกล้องแมนนวลตัวใหญ่ เพราะเทคนิคพื้นฐานอะไรพวกนี้พี่ใจช่างด้อยปัญญายิ่งนัก
ที่สำคัญที่พี่ใจยังหาเหตุผลที่จะเลิกไปใช้กล้องตัวอื่นแทนกล้องตัวนี้ยังไม่ได้ พออยู่ด้วยกันหลายปีเข้าพี่ใจก็ไม่อยากจะปล่อยให้มันนอนแอ้งแม้งอยู่ในกล่อง กลายเป็นกล้องกระป๋องที่ไม่มีใครเหลียวแลเพียงเพราะพี่ใจอยากจะได้ภาพหน้าชัดหลังเบลอเหมือนคนอื่นเขา ยิ่งไปกว่านั้น… พี่ใจยังหาเงินที่จะซื้อเลนส์มาใช้กับกล้องตัวใหญ่ไม่ได้เลยนั่นเอง (สำคัญมาก ประเด็นหลังที่ว่านี้)
ตลอดระยะเวลาการเดินทางออกจากไทยไปลาวและย้อนกลับมาไทยไปนอนที่เลย ลงกรุงเทพฯ ไปกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี นานครึ่งค่อนเดือน ใจมีโอกาสแตะคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่ครั้ง ไม่เพียงการเดินทางที่ยาวนานจะเป็นคำตอบได้ว่าทำไมใจถึงไม่ได้เขียนเรื่องราวอะไรลงในหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ถี่เหมือนเช่นเคยเท่านั้น แต่การเดินทางแบบไม่รู้จุดหมายปลายทางและวันกลับที่แน่นอนเป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องใดทั้งปวง
สองสามวันนี้ เมื่อมาถึงบ้าน ใจก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านข้อความที่ใครหลายคนฝากเอาไว้ นั่งดูรูปที่ถ่ายมาจากกล้องตัวเดิม พอๆ กับนั่งชำระความภาพเก่าแก่ที่ติดเพื่อนฝูงเอาไว้
ใครบางคนบอกใจว่า “เขาเหมือนตกอยู่ในสภาพเสพย์ติด jaispace” ใจเองก็รู้สึกดีใจไม่น้อย พลอยนึกไปไกล ติดใจดีกว่าติดยา เพราะไม่ได้เสียเวลาและก็ไม่ได้เสียเงิน แม้มันจะไม่มีสาระอะไรให้อ่านมากมาย แต่ใจก็เขียนมันด้วยใจ ใครบางคนก็คงจะรับมันด้วยใจเช่นด้วยกัน ไม่งั้นก็จะไม่มานั่งติดกันแบบนี้…
แต่ถึงจะติดข้อความของใจมากมายเพียงใด พักหลังมานี้ใจก็ทำเอาใครหลายคนถึงกับบ่น เพราะใจแวะมาวนเวียนเขียนข้อความเป็นจำนวนที่น้อยและถี่ไม่ค่อยมากเหมือนเมื่อก่อน
ด้วยความสัจจริง อาจจะเพราะพักนี้มีเรื่องราวให้คิดอยู่เต็มหัว เลยพาลออกตัวไว้ก่อนว่า นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ใจแวะมาบ่นได้ไม่บ่อยมากนัก แม้จะมาก็เอาแต่นั่งมอง นั่งจ้อง สองมือไม่ขยับลงบนแป้นพิมพ์ เลยไม่มีเรื่องราวให้อ่านกันเหมือนอย่างเก่า
ถึง …. คนๆ นั้นที่คงจะหลับใหลในยามเที่ยงคืนสามสิบเจ็ดนาที
ใจยังนอนไม่หลับ แต่ใจก็รู้ว่าคนทางโน้นก็คงจะหลับใหลไปในยามวิกาลเช่นนี้แล้วเป็นแน่ เรื่องที่หนักอึ้งบางอย่าง ทำเอานอนไม่ได้ จนต้องตัดสินใจล้มพับโครงการนอนเร็ว ตื่นเช้า ไปอีกวัน และหันมาฟังเพลงดับจิต ให้หัวสมองคิดแต่เรื่องราวในเพลง ไม่ตุเลงๆ ออกไปนอกกรอบไปคิดเรื่องอื่นได้
โดยปกติแล้วหากใจฟุ้งซ่านใจก็มักจะทำแบบนี้ เปิดเพลงฟัง เปิดรูปดู พอให้สมองอุดรูโหว่และช่องว่างของความคิดฟุ้งซ่านนั่นได้ ก็ค่อยพาตัวเองไปล้มบนอยู่ฟุกให้หัวอยู่บนหมอน
แม้กลิ่นหนาวจะยังไม่ตลบอบอวลรันจวนใจแบบเต็มๆ แต่เราต่างก็รู้ดีว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝนทิ้งทวนอย่างหนักต้อนรับฤดูหนาวซึ่งปีนี้ก็คงจะมาเร็วกว่าครั้งไหนๆ หนาวนี้ใจตัดสินใจได้แล้วว่า ใจมีคำตอบให้กับใครๆ ที่มักจะหยิบยื่นคำถามประจำชาติให้กับใจอยู่เสมอมา
คำถามที่ว่า “ชอบฤดูกาลไหนมากกว่ากัน”
“ใจชอบหน้าหนาวค่ะ” ใจจะตอบไปแบบไม่ลังเล ชอบหน้าร้อนเพราะมันใส่สั้นได้ หน้าฝนเวลานอนอยู่บนเตียงอีกต่อไปแล้ว ใจจะรักเดียวใจเดียวมีหน้าหนาวเพียงหนึ่งเดียวในหัวใจ เขาจะไม่ว่าใจได้ไม่รู้จักเลือกมันสักที….
เพื่อนสาวคนหนึ่งในก๊วนของใจเพิ่งจะผ่านพ้นพิธีวิวาห์ขนาดเอสเอ็มอีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา และเป็นเพราะเธอกลับมาตบแต่งกันที่บ้านทำให้ใจมีโอกาสไปร่วมงานของเธอแบบที่ไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงกรุงเทพฯ
พิธีแต่งงานที่จัดอย่างเรียบง่าย มัดข้อไม้ข้อมือ พร้อมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ก่อนพากันเข้าห้องหอ และก็เป็นเทศกาลรับประทานอาหารกันถ้วนหน้าในเต้นท์ที่ตั้งไว้ข้างบ้าน มีแขกเหรื่อเป็นทั้งเพื่อนเจ้าบ่าว เจ้าสาว เพื่อนพ่อและเพื่อนแม่เข้าร่วมงาน
แวะเวียนเอารูปมันนี่ไปแปะไว้ที่ facebook เสียส่วนใหญ่ จนใครหลายคนเริ่มถามหา…สภาพของมันนี่ในวัย 3 ปีเป็นอย่างไรบ้าง ใจก็เลยนั่งเอารูปมันนี่ในช่วงสองสามวันมานี้มาแปะไว้ในนี้บ้าง
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มันนี่แทบจะไม่ห่างไปไหนจากใจเลย วันไหนที่ใจออกจากบ้านไปไกล อย่างเช่นไปเชียงใหม่ มันนี่ถึงกับอ้วก ทำให้หลายคนเริ่มเป็นห่วงว่า หากใจต้องไปจากมันนี่จริงๆ อีกครั้ง จะทำอย่างไรกัน
แต่ดูเหมือนว่าความกังวลดังกล่าวจะไม่ได้หนักหนาอะไร พอผ่านไปหลายวันเข้ามันนี่ก็กลับมาเล่นเหมือนเดิม มันก็เหมือนคนอกหักกระมัง พักแรกจะตายเสียให้ได้ บอกว่าเจ็บแทบตาย แต่ก็สุดท้ายไม่เห็นจะมีใครตายเพราะอกหักสักที ยกเว้นเสียว่าอกหักแล้วทะลึ่งจะฆ่าตัวเองให้ตาย…
เมื่อวานเย็น ใจปั่นจักรยานจากบ้าน ลัดเลาะจากบ้านไปทะลุอีกหนึ่งหมู่บ้านถัดไป ก่อนวกกลับมาโผล่อีกซอยหนึ่งของหมู่บ้านตัวเอง เพียงเพราะหวังจะหามุมถ่ายรูปสวยๆ
แดดตอนสี่โมงยังไม่ร่ม เหงื่อเริ่มผุด จนหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ใจยังหามุมที่อยากจะถ่ายรูปไม่ได้สักที สุดท้ายใจจอดจักรยานพักเหนื่อย ก่อนจะวกรถจากบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้านเพื่อกลับมาที่บ้านของตัวเอง
Recent Comments