วันก่อนมีใครคนหนึ่งส่งอีเมล์มาหา ในนั้นมีข้อความในแบบที่ทำให้ใจรู้สึกว่า อย่างน้อยการมานั่งเขียนข้อความบนหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ไม่ได้เหนื่อยเปล่า เรื่องราวของเราให้ความบันเทิงกับใครได้อีกหลายคน มันไม่ได้เพียงแต่ช่วยให้เราระบายความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจออกไป แต่มันช่วยให้คนอื่นเดินทางร่วมไปกับเรื่องราวของเรา
ในอีเมล์ฉบับนั้นบอกต่อให้เข้าไปยัง blog site ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเพื่อนฝูงกว่าสิบคน ทุกคนมานั่งวงล้อมเขียนเรื่องที่ตัวเองถนัด พื้นที่ไม่เคยจำกัดสำหรับ “เพื่อน” แม้จะแตกต่างกันก็ตามที
มีใครบางคนบอกใจว่าพื้นที่ของ “ดวงตา” ทั้งสองของใจ กว่า 80 % บ่งบอกได้ว่า “ใจเหงา” และเมื่อใดที่ใจบอกว่า “ใจเหงา” มันจะยิ่งทวีบ่งบอกความเหงามากขึ้นยิ่ง เพื่อนบางคนบอกว่าดวงตาของใจไม่เพียงแต่บอกว่าเศร้า และเหงา และมันยังบอกอะไรอีกหลายอย่างให้คนข้างๆ ได้รู้ ถ้าสุขมันจะเปล่งประกาย ถ้า “รัก” ตามันจะฟ้อง บอกได้ไม่ยากเย็น
หลายครั้ง ใจถูกตั้งคำถามจากเพื่อนฝูงว่า “ใครถ่ายรูปนี้ให้แก” เมื่อถามย้อนกลับว่า “ทำไม” ใจจะได้คำตอบกลับมาว่า “ก็เพราะฉันรู้ว่า ใครคนนั้นต้องเป็นคนที่แกอยากจะมอง ตาของแกมันฟ้องว่าแกยิ้มให้เขาในแบบที่ไม่เหมือนใคร” และเมื่อใจย้อนกลับมานั่งดูรูปทั้งหมดในอัลบั้มนั้น ใจก็พบว่าตาของใจในบรรยากาศนั้นมันไม่เหมือนตาของใจที่คนอื่นถ่ายให้จริงๆ เสียด้วย
ใจยกผลประโยชน์ให้เพื่อนดาวที่ส่งอีเมล์ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีหัวข้อว่า “FW: ผู้ชายที่ไม่ควรเสียเวลาด้วย เมื่อคุณเป็นผู้หญิงอายุ 29 ( 20 upก็อ่านได้นะ) อ่านแล้วเพิ่งจะคิดได้” มาให้กับใจในเช้าวันนี้
ที่ผ่านมา ใจยอมรับว่า หากใครส่งอีเมล์มาหาใจแล้วใจตอบกลับ แสดงว่าคุณกำลังเป็นผู้โชคดีมากคนหนึ่ง หรือบางทีส่ง Fw email มาให้ใจ แล้วใจส่งกลับอย่างอื่นไปให้บ้าง เป็นการตอบแทน แสดงว่าคุณก็โชคดีเหมือนกัน
เพราะในความเป็นจริงแล้ว แม้ใจจะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อยู่หลายชั่วโมงต่อวัน แต่ใจกลับไม่ได้เป็นคนนิยมชมชอบการส่งอีเมล์ หรืออ่านมันเป็นกิจวัตรนัก ใจใช้มันในบางโอกาส และเลือกอ่านเป็นอย่างๆ ไป คงเหมือนกับเดินผ่านหน้าร้านหนังสือ แล้วเห็นเขาพาดหัวข่าวหรือพาดหัวหนังสือน่าสนใจ ใจก็จะแวะเปิดอ่าน หรือซื้อติดมือกลับมาอ่านที่บ้านต่อ แต่หากชะโงกดูแล้วไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ ก็แค่เดินผ่านไป ไม่แม้แต่จะคิดเดินวกเข้าร้านเสียด้วยซ้ำ
ตีสามครึ่งแล้วใจยังไม่หลับไม่นอน อาจจะเป็นเพราะมันเลยเวลานอนของใจไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งวันนี้ใจได้คุยกับพี่สาว และนั่งคิดตัดสินใจว่าอาจจะต้องเดินทางไปหาเขาที่สเปน ทำเอาหัวอกหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พาลนอนไม่หลับไปเสียอย่างนั้น
กิจกรรมสำหรับคนนอนดึก มีอะไรไม่มากนัก เปิดเพลงให้เสียงดังทะลุผ่านหูฟังเข้าไปยังหูชั้นในของเรา เลือกฟังแต่เพลงอินๆ ยิ่งดึกเราจะยิ่งซึมซาบความหมายของเพลงได้มากยิ่งขึ้น ไม่ก็หาเพื่อนคุยผ่านหน้าจอ MSN หรือแวะเวียนไปนั่งดูคลิปวิดิโอใน youtube ไปพลางๆ จนกว่าจะสามารถบอกตัวเองได้ว่า “ไปนอนได้แล้ว”
แต่กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ใจมักจะทำเสมอหากนอนดึก นั่นก็คือ “การทำโพล” หากใครรู้จักใจดี จะรู้ว่าใจจะเป็นพวกชอบช่างถาม หยั่งรู้ความรู้สึกของคนอื่นเปรียบเทียบกับตัวเอง ไม่ก็อยากรู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร เหมือนกับตัวเองไหม
ยอมรับเลยว่า การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ทำให้ใจลืมวันลืมคืนเสียสิ้น ใจมักจะต้องพึ่งพาคนข้างๆ โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ช่วยบอกวันและเวลาให้แทน ที่จะจดจำมันเอง เพราะฉะนั้น พอกลางดึก มีคนบอกว่าวันนี้วันที่ 1 พค. ใจถึงกับสะดุ้งเฮือก รีบยกโทรศัพท์มือถือ โทรฯ กลับบ้านในบัดดล เพื่อบอกสุขสันต์วันเกิดให้กับพ่อ….
ใจไม่ค่อยแสดงความรักกับพ่อโดยตรงมากนัก แต่มักจะเลือกแสดงความรักกับแม่มากกว่าใครในบ้าน แต่พ่อเองก็รู้ดีว่าลูกทุกคนของพ่อรักพ่ออย่างไรและเท่าไร
เสียงโทรศัพท์ดังบอกเป็นสัญญาณว่ากำลังรอให้ปลายทางรับสาย เมื่อสิ้นเสียง ก็มีเสียงแม่รับ บอกอาการได้ว่า แม่กำลังง่วง เมื่อถามกลับ ก็ได้คำตอบว่าแม่กำลังจะเข้านอน
ทั้งๆ ที่อากาศข้างนอกหนาวเหน็บทั้งวันวานนี้ แต่ใจกลับออกนอกบ้านแต่เช้า นั่นเป็นเพราะมีใครคนหนึ่งจากเมืองไทยมาเยี่ยมเยือนใจถึงที่นี่ การนัดหมายพบเจอเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แม้เขาจะบอกเหตุผลของการมาที่นี่สั้นๆ ได้ใจความว่า “มาเพื่อพบใจ” แต่เรากลับได้เจอกันได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
หลังจากนั่งทานข้าวมื้อกลางวัน ใช้เวลานั่งพูดคุยเรื่องราวมากมายให้กันฟัง ใจก็พาผู้มาเยือนไปปิดท้ายของการพบเจอที่ Brighton Beach
ใจไปที่หาดแห่งนี้แล้วเมื่อหนก่อนกับเจ้าเอ๋น้องสาว แต่การกลับไปหนนี้อากาศหนาวรุมเร้าอย่างหนัก ลมพัดทีก็เยือนยะเยือกจับขั้วหัวใจ แต่ผู้มาเยือนกลับไม่สะทกสะท้าน นั่นอาจจะเป็นเพราะเขาเพิ่งจะมาถึง และซาบซึ้งกับอากาศที่นี่ เรามักจะเป็นแบบนี้เสมอ ตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่รอบข้าง จนกระทั่งเมื่อเคยชินเราจะมองเห็นอะไรมากขึ้น….มากขึ้น….เหมือนที่ใจรู้สึกได้ว่า “มันหนาว”
เก้าอี้ตัวนั้น มีเพียงฉันที่นั่งอยู่
เก้าอี้ตัวเดิม ไม่มีอะไรเพิ่มเติมนอกเสียจาก หัวใจที่บอบช้ำ
นานเท่าไรแล้ว ที่ฉันเอาแต่นั่งมองเก้าอี้ตัวเปล่า
ที่ว่างข้างๆ มันเต็มไปด้วยเรื่องราว
เธอ ฉัน และเขาในวันที่เลยผ่าน
เก้าอี้สีขุ่นมัว ตัวใหญ่
กลายเป็นที่ร้าง อย่างน้อยก็ร้างรักของเรา
เขาเอาเธอไปจากฉัน
เธอเองก็อยากจะลาจากฉัน ไม่สนใจระยะเวลาที่ร่วมสร้าง
ระยะวันมันกลายเป็นอุปสรรค
ระยะทางกลายเป็นปัญหา
ไม่เหมือนอย่างที่เคยสัญญา
จนถึงตอนนี้ฉันถึงได้เข้าใจว่า
ต่อให้ระยะทางจะสั้น หรือระยะวันจะยาว
เราก็คงจะต้องจากกันอยู่ดี
บอกตามตรงว่า ความรู้สึกนึกคิดที่ว่า “ตูมาทำอะไรอยู่ที่นี่” ผุดขึ้นมากลางหัวสมองของใจอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่ถูพื้นก่อนปิดร้านในช่วงดึกของการทำงานที่ร้านอาหารไทยที่นี่
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ใจเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตเราจำเป็นต้องเดินไปตามจังหวะและสถานการณ์รอบข้างที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่า ต้องใช้ชีวิตไปตามเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยสักครั้ง
ใจยังคงเหนื่อยทุกครั้งที่ทำงานที่ร้านอาหารไทยในช่วงเย็นเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ ขณะที่ชีวิตการเล่าเรียนกำลังเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หลังจากที่ผลการสอบในรอบ 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ใจได้อัพเกรดชั้นเรียนภาษาไปชั้น advance ชั้นเรียนสูงสุดของโรงเรียนนี้
ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ใจเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ต้นหนึ่งที่ตั้งอยู่หัวมุมซอยทางผ่านระหว่างบ้านและสถานีรถไฟ ไม่เพียงแต่ต้นไม้ต้นนี้จะเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาต้นไม้ระแวกที่ใจเดินผ่านแทบทุกวันแล้ว แต่ความโดดเด่นของมันยังอยู่ที่ ใจเห็นมันเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ
สองเดือนที่แล้ว ใจเห็นต้นไม้ต้นนี้ผลิใบสีเขียวอ่อน ก่อนกลายเป็นสีเขียวเข้ม หลังจากนั้น ความหนาวเหน็บที่พัดผ่านมาก็ทำให้มันเปลี่ยนเป็นสีเหลือง น้ำตาลเข้ม พร้อมๆ กับร่วงโรยสู่พื้นเบื้องล่างแทบทุกวัน บางครั้งใจเองก็เดินผ่านท่ามกลางใบไม้ที่ปลิวว่อนสู่พื้นถนนอยู่บ้าง จนทุกวันนี้ต้นไม้ต้นนี้ออกลูก และเหลือใบน้อย ทิ้งให้เห็นกิ่งก้านสาขาชัดเจนเหมือนคนไร้ไขมัน และเนื้อหนัง มองเห็นแต่กระดูกเพียงเท่านั้น
ใจยังคงทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่เหนื่อยเท่าช่วงแรกๆ อีกต่อไปแล้ว แต่หากเกิดความเหนื่อยล้าบ้างแล้ว ก็คงจะมาพร้อมกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน มากกว่าการเหนื่อยหัวอกหัวใจเหมือนช่วงที่มาถึงที่นี่ เพราะต้องเรียนรู้ การทำผิดทำให้เรารู้สึกเหนื่อยจนอธิบายไม่ถูก
แต่ความรู้สึกที่ว่า “เรามาทำอะไรที่นี่” มักจะผุดขึ้นในหัวสมองเสมอ โดยเฉพาะเวลาปิดร้าน เสียงเพลงจากลำโพงเงียบไป มีเพียงเสียงออยและพี่อ้อมกำลังล้างจานอยู่ในครัว ส่วนใจก็กวาดพื้น ถูพื้นไปพลางๆ
ใจเองไม่ชอบถูพื้นสักเท่าไร อยู่บ้านก็มักจะตกเป็นหน้าที่ของพี่สาวอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อต้องถูพื้นเมื่อไร ใจก็มักจะอดคิดเสียไม่ได้ เสียเงินมาหลายแสนเพื่อมาถูพื้นไกลถึงนี่ แต่ความรู้สึกนี้จะหดหายไปทุกครั้ง เมื่อเลิกงาน ถึงบ้าน หรือเช้าวันใหม่มาเยือน
ในชั้นเรียนหลายวันก่อนหน้านี้ อาจารย์ให้กระดาษนักเรียนคนละแผ่น ในนั้นมีคำถามเหมือนกันทุกคน นักเรียนทุกคนต้องลุกจากที่นั่ง เดินไปถามเพื่อนฝูงในชั้นว่า “ใครคือเจ้าของคำตอบของคำถามนั้น”
ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า…ใครชอบเล่นกีฬาหลายอย่าง กีฬาแบบไหนที่เขาเล่น , ใครชอบซื้อของขวัญให้กับคนอื่น และของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขาซื้อให้คือ อะไร มอบให้กับใคร, ใครดูรายการทีวีเมื่อคืนวานตอนสามทุ่ม และรายการนั้นคือรายการอะไร, ใครอาศัยอยู่ในเมืองนี้เกิน 1 ปี , ใครอาศัยอยู่ญาติ หรือเพื่อนในเมืองนี้, ใครเดินทางไปต่างประเทศเกิน 6 ประเทศ และประเทศที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเขาคือประเทศไหน, ใครที่เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดยาวเมื่อปีที่แล้ว และเดินทางไปที่ไหน
แม้จะเริ่มเคยชินกับการใช้ชีวิตที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน เวลา การทำงาน ผู้คน และระบบขนส่ง จนแอบคิดไปว่า สุดท้ายแล้ว ใจอาจจะต้องตัดสินใจอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะ แทนการกลับบ้านเร็ววัน เพราะคิดถึงอาหารการกิน และใครอีกหลายคนที่เมืองไทย
แต่…. เมื่อคืนวาน ใจรับรู้ข่าวคราวของผู้คนที่อาศัยร่วมชายคาเดียวกันที่นี่ว่า “แอนถูกจี้”
แอนเป็นรุ่นน้องจากไทย ที่ลาออกจากอาชีพ “นายช่าง” สร้างตึกใหญ่จากไทยมาเรียนต่อที่นี่ เราเจอกันจากการหาบ้านเช่า ต่างกรรมต่างวาระ สุดท้ายก็ได้มารู้จักกันที่นี่
ชั้นเรียนออสเตรเลียศึกษาเมื่อสองวันที่ผ่านมา อาจารย์พูดถึง “Dingo” หมาป่าพันธุ์ท้องถิ่นของออสเตรเลีย ที่มีบรรพบุรุษข้ามน้ำข้ามทะเลมากับเรือค้าขายของชาวเอเชียหลายพันปีก่อน ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นสัตว์เลี้ยงของชาวอะบอริจิน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลีย และเป็นสัตว์ป่าที่คนอยากจะพาเข้ามาอยู่ในบ้านหลายคน
ในตอนหนึ่งของการเรียน อาจารย์บอกว่าหมาพันธุ์นี้ เพราะสืบเชื้อสายจากหมาป่า ธรรมชาติของมันก็คือ “จะหอนแต่ไม่เห่า” (do not bark but howl) ไม่เหมือนกับหมาบ้านมักจะชอบเห่ามากกว่าหอน (usually bark, not howl)
เพื่อให้ทุกคนเข้าใจอาจารย์ก็บอกว่าเห่ากับหอนต่างกัน ว่าแล้ว Esme อาจารย์ที่มาจากอังกฤษขนานแท้ก็ทำเสียงเห่า และหอนสลับกัน หลังจากนั้นก็ถามทุกคนในห้องว่า ที่ประเทศของเธอหมาเห่าเสียงอย่างไร
ความบังเอิญเกิดขึ้นยาก แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่ชีวิตเราอาจจะมีโอกาสได้พบเจอ ….เพราะโอกาสของความบังเอิญไม่น้อยเท่าโอกาสในการถูกหวย
วันหยุดที่ผ่านมา ใจติดสอยห้อยตามเอ๋ไปที่ทำงานของเจ้าหล่อน เมื่อไปถึง เราทั้งสองก็ได้พบ เพื่อนร่วมงานของเอ๋ เมื่อใจได้เห็นหน้าของเพื่อนสาวของเอ๋ในแวบแรก ใจก็คิดอยู่ในใจในบัดดล “ซวยแล้วตู…เอ้ย…ป่าว…บังเอิญแล้วเรา”
เพราะแท้ที่จริง หญิงสาวรายนั้นคือคนที่มาเช่าห้องพักอยู่บนร้านอาหารที่ใจเคยทำงานอยู่และเพิ่งจะลาออกไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา….
ความบังเอิญเกิดขึ้นในชีวิตใจหลายครั้ง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ “คน” และ “สถานที่”
ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งคืน ใจเพิ่งรู้ว่า “ออย” เด็กรุ่นน้องที่ทำงาน เป็นคนรู้จักของ “แอน” เด็กที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน…
คืนที่แล้ว ก่อนจะอาบน้ำ ใจยืนส่องกระจกบานขนาดย่อมที่เจ้าของบ้านตอกติดกับบานประตูห้องนอนเอาไว้ ก่อนจะบอกเอ๋ว่า
“เจ๊ว่าเจ๊อ้วนขึ้นดิ”
เอ๋ละสายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์ยี่ห้อที่ขายดีที่สุดในเมืองไทย 6 ปีซ้อน แต่หน้าจอรุ่นนี้กับกว้างไม่เกิน 10 นิ้ว ก่อนที่จะตอบกลับมาว่า
“ดีแล้วเจ๊ ดีกว่าตอนก่อนมา อยากเอารูปมาเทียบกันไหมละ ยิ่งรูปตอนที่ถ่ายก่อนขึ้นเครื่องฯ ขามานี่นะ ผอมยังกะไม้เสียบผีเลย”
Recent Comments