ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ใจมักจะเจอกับช่วงของพระอาทิตย์ขึ้นจากท้องฟ้าเสมอ อย่างน้อยก็เจอพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ามาทักทายในช่วงที่กำลังนั่งหรือยืนอยู่บนรถไฟ
บ่อยครั้งที่ใจหันหน้าเข้าหาแสงสีทองและปล่อยให้ความคิดของตัวเองเลยเถิดไปเสียไกลจนเกินกว่าจะกู่มันกลับมาได้ง่ายๆ เสียงผู้คนในรถไฟไม่ได้ดังไปกว่าเสียงเพลงที่ใจเปิดกระหึ่มผ่านเครื่องเล่นเพลงสีขาวล้วนที่ใช้มาหลายปี ไม่ได้ส่งผลกับการเดินทางของความคิดแต่อย่างใด
ใจว่าคนเรามักมีช่วงเวลาแบบนี้ เวลาที่ปล่อยให้ความคิดเดินทางอย่างเพลิดเพลิน อิสระกว่าหัวใจและการสั่งการของสมอง จินตนาการสำคัญเสมอ เรามักจะอยู่ไม่ได้หากไร้ซึ่งสิ่งนี้
ก่อนมาที่นี่ แม่แอบแซวใจว่า “หน้าใจเหมือนเด็กผู้ชาย” หลังจากที่ใจไปหั่นผมเสียสั้นเข้าบ้านไปในเย็นวันหนึ่ง ไม่เพียงแค่นั้นแม่ยังบอกว่าแทนที่ใจจะได้แฟนเป็นผู้ชายมีหวังจะได้เป็นเด็กผู้หญิงมาแทน
ในช่วงแรกนั้นใจเองก็แอบยืนมองหน้าตัวเองในกระจกอยู่บ่อยครั้ง แม้จะรู้อยู่เสมอว่าตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาหากหั่นผมสั้นเมื่อใดก็จะกลายเป็นเด็กผู้ชายทุกเมื่อ แต่บอกตรงๆ ว่าใจเองก็ไม่เคยจะคุ้นเคยและเคยชินกับความรู้สึกนั้นสักครั้ง
แม้ใจจะหายๆ ไปบ้าง ไปจากหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ พักหลังนี้ใจพบว่าความถี่ในการอัพข้อความมันน้อยลงกว่าเดิม อาจจะด้วยธุระปะปังอะไรหลายๆ อย่าง ใจต้องเรียนและทำงาน บางทีก็อยากจะออกนอกบ้านไปเที่ยวมากกว่าการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ดังนั้นชีวิตของใจถึงไม่ได้ผูกติดอยู่กับคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน
ยอมรับตรงๆ ว่า เมื่อก่อนหน้านี้ใจรู้สึกว่าตัวเอง “ติดคอมพิวเตอร์” (ที่มีอินเตอร์เน็ต) แต่ในตอนนี้ใจค้นพบว่า ใจไม่รู้สึกว่าตัวเองติดมัน ใจไม่รู้สึกหงุดหงิดหากไม่ได้เล่น แต่จะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงอะไรบ้างอย่างเสียมากกว่า และหากไม่มีอะไรจะทำ ก็ไม่คิดถึงคอมพิวเตอร์เหมือนแต่ก่อน ปล่อยให้มันร้างราอยู่อย่างนั้นบ้างบางครั้งและดูเหมือนจำนวนครั้งมันจะเริ่มเพิ่มขึ้นมากตามลำดับ
คืนก่อนหน้าใจหนีไปดูคอนเสิร์ตคาราบาวที่จัดขึ้นในเมลเบิร์น อันที่จริงแล้ว ใจไม่ค่อยไปดูคอนเสิร์ตมากนัก แม้จะอยู่ที่เมืองไทย ใจเองก็ไม่ได้แฟนคอนเสิร์ตตัวยง แม้จะชอบฟังเพลงอยู่เป็นประจำก็ตามที
ใจมักจะไปดูการแสดงสด ไม่ก็มีโอกาสได้เห็นมินิคอนเสิร์ตตามงานแถลงข่าวที่ได้ไป ไม่ก็นั่งดูไปใน Youtube เสียส่วนใหญ่ ดังนั้นอย่าว่าเป็นศิลปินหรือแนวเพลงที่ชื่นชอบ ซึ่งใจจะยอมเสียเงินไปชมคอนเสิร์ต แต่เป็นคาราบาว ยิ่งดูเหมือนจะไปกันใหญ่
ไม่ใช่ว่าใจไม่ชอบคาราบาว ใจว่าใจเป็นผู้หญิงที่อยู่ในวัยของการฟังคาราบาว แม้จะไม่ได้เกิดมาทันคาราบาวอัลบั้มแรก แต่ระหว่างทางของการใช้ชีวิตกลับมาคาราบาวให้ได้ฟังอยู่เสมอ
บางทีใจก็แอบสงสัยว่า “ตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่” มันรู้สึกเหมือนราวกับว่าย้อนเวลาไปเป็นเด็กๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็อายุอานามปาเข้าไป 31 จะ 32 มะร่อมมะร่อเข้าไปแล้ว ทุกเช้าใจต้องตื่นนอนไปเรียนหนังสือ ตอนเย็นก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หาของกิน บางทีก็ต้องทำงาน ไม่ต่างอะไรกับ “back to school” อะไรประมาณนั้นก็ไม่ปาน
แต่เมื่อคิดทบทวนจนถึงตอนนี้แล้ว ใจว่าใจตัดสินใจไม่ผิดเลยแม้สักนิด ที่โยกย้ายข้าวของมาอยู่ที่นี่ แม้จะชั่วคราวไม่นานนัก แต่อะไรหลายๆ อย่างที่นี่ มันทำให้ใจรู้สึกว่า ชีวิตนอกบ้านมันมีอะไรมากกว่าที่เราคิดเสียอีก อาจารย์ในห้องเรียนเคยพูดประโยคกินใจเอาไว้ในตอนหนึ่งของการเรียนวิชา “ออสเตรเลียศึกษา” ว่า “หากเราออกเดินทาง เราจะรู้ว่าโลกมันกว้าง และตัวเราเล็กเพียงนิดเดียว”
สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์แห่ง “ฝน” แทบจะไม่มีวันไหนเลยที่ฝนจะไม่หล่นมาจากท้องฟ้า และร่วงกระทบพื้นดินที่เมลเบิร์น แม้แดดจะออก แต่ฝนกลับโปรยปราย ส่งผลให้อากาศรอบข้างตัวของคนที่นี่หนาวจัดลงไปทุกที
ใจเองรู้สึกว่าตัวเองหนาวกว่าสัปดาห์ไหนๆ ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา มันหนาวเสียจนมือเท้าแข็งไปเสียหมด ยิ่งเมื่อลมพัดมาปะทะตัวทีไร ไม่เพียงแต่ตัวใจจะเหมือนบินได้ (ลมที่นี่แรงกว่าที่บ้านเราหลายเท่า) แต่ใจยังรับรู้ได้ด้วยว่า มันช่างหนาวเสียนี่กระไร
แต่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ ใจกลับเลือกออกไปเดินชมสวนที่เรียกว่า “Fitzroy and Treasury Gardens” ในคาบกิจกรรมอิสระของโรงเรียนที่เรียนอยู่
ขณะที่นั่งพิมพ์ข้อความทั้งหมดอยู่ ตาทั้งสองข้างของใจก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาบอกเวลาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่หอบหิ้วมาจากเมืองไทยคือเวลาที่ใครอีกหลายคนที่เมืองไทยกำลังหลับใหล หลับลึก ชนิดที่หากมีฝันเกิดขึ้นในช่วงนี้เราจะเรียกมันว่า “ฝันใกล้รุ่ง” ซึ่งคนโบราณมักจะเชื่อกันว่ามันอาจจะให้ความรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นจริง หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา ใจว่าอาจจะเพราะว่าเราใกล้จะตื่นแล้ว สภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นทำให้เราจดจำภาพฝันได้ชัดเจนกว่าช่วงไหน ทำให้เรารู้สึกกันไปว่า มันเหมือนเกิดขึ้นจริง
“ตีห้าครึ่ง” นี่
ใจมาถึงที่นี่เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว โดยไม่ยอมแม้แต่จะเปลี่ยนเวลาในหน้าคอมพิวเตอร์ให้เป็นเวลาของประเทศที่ตัวเองอาศัยอยู่ ขณะที่นาฬิกาข้อมือสีชมพู ของขวัญวันวาเลนไทน์ชิ้นแรกจากคนที่ใจเคยคบหา ก็ยังคงสภาพเวลาสองที่ คือที่นี่และที่เมืองไทย
เย็นวันหนึ่งของสัปดาห์ที่ผ่านมา ใจโทรฯ กลับไปหาแม่ที่เมืองไทย บอกเล่าความเป็นไปของที่นี่ให้แม่ฟัง ขณะที่แม่ก็แลกเปลี่ยนเรื่องราวของที่บ้านกลับคืนมาให้ใจ
หลังๆ มานี้แม่เลิกถามใจแล้วว่า “เหงาไหม” ส่วนใหญ่จะถามว่า “ไปเรียนหรือเปล่า” เสียมากกว่า เพราะเหมือนแม่จะรู้ทันลูกสาวว่าโดดเรียนบ่อยกว่าที่ควรจะเป็น ในตอนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างแม่กับลูกสาวคนสุดท้อง ใจบอกกับแม่ว่า ใจอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่บ้านนอกสักพักหลังจากที่กลับจากที่นี่ แม่ตอบกลับมาในแบบที่ใจไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“ก็กลับมาอยู่กันก็ได้ มาทำอะไรเล็กๆ อยู่ไปแบบสบายๆ”
ใจเองก็แอบแซวแม่ว่า
“นี่แม่คิดได้แบบนี้จริง ๆ เหรอ?”
หากมีใครถามว่า ช่วงเวลาไหนที่ใจ “เหงา” และ “คิดถึงคนที่รัก” มากที่สุด ใจไม่ลังเลที่จะตอบเลยว่ามันช่วงเวลาที่ใจกำลังไม่สบายหนัก ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย พาลทำให้หัวใจคิดฟุ้งซ่านกระวนกระวายอยู่นาน
อยู่ดีๆ ระดับความเหงาจะพุ่งพรวด หากเอาปรอทมาวัดในช่วงเวลานี้ ความเหงาจะเป็นสีแดง ทำให้ปรอทแตกก็เป็นได้ มันบอกไม่ถูกว่าทำไม แต่ใจก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ช่วงเวลาแบบนี้ใจจะใช้เวลาอยู่หน้าคอมฯ มากกว่านอนอยู่บนเตียง นั่งหาเพลงฟังฆาตกรรมเวลาไปพลางๆ จนกว่าร่างกายจะบอกว่า “ทนไม่ไหวแล้ว” ใจถึงจะโยกย้ายสถานที่ไปนอนเอาแรงอยู่บนเตียงแทน
ช่วงนี้ใจเริ่มนับถอยหลังวันที่จะออกเดินทาง ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเดินทางไปทางไหน แต่ในความรู้สึกลึกๆ ก็อดเสียไม่ได้ที่จะนับถอยหลังไปเรื่อย ๆ… มันเหมือนกับว่าเรามีจุดเริ่มต้น แต่กลับไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน จนพาลคิดไปด้วยว่า “ชีวิตช่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเสียจริงๆ”
ยิ่งใกล้วันที่จะไปจากที่นี่เท่าไร ใจก็เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้างมากยิ่งขึ้น ใจเริ่มใส่ใจกับความเคยชินบางอย่างและให้มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยชิน อย่างน้อยก็ร้านขายต้นไม้แต่ร้านเช่าชุดแต่งงานที่ตั้งอยู่ติดกัน บนหัวมุมถนนก่อนถึงสถานีรถไฟหน้าบ้าน
ที่นี่หนาวลง หนาวลง และดูเหมือนจะเริ่มเข้าฤดูหนาวอย่างจริงจังเสียที หลังจากหนาวหลอกมาตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา สุดท้ายแล้วเมืองนี้ก็หนาวเกินครึ่งปี ขณะฤดูร้อนกลับมีระยะสั้นๆ ราว 2 เดือนเท่านั้น ที่เหลือก็กลายเป็นหน้าฝนที่คนก็รู้กันดีว่า เมื่อใดฝนตกอากาศก็หนาวตามไปด้วย และก็นั่นแหละ หักลบกลบเวลากันแล้ว อากาศหนาวมากกว่าอากาศใดๆ ทั้งสิ้น
ใจจำได้ว่า ใจหนีหนาวจากบ้านเข้ากรุงเทพฯ และไม่คาดคิดว่าที่จะหนาวได้ใจขนาดนี้ วันไหนออกนอกบ้านต้องขนเสื้อผ้าป้องกันความหนาวเหน็บกันอย่างเต็มที่ วันก่อนเจ้าเอ๋ไปทำงานกลับมาบ่นอุบ เพราะขาออกจากบ้านแดดออก ขากลับเข้าบ้านหนาวเหน็บเสียจนเท้าและมือเย็นเฉียบ ทั้งๆ ที่เราก็รู้ด้วยว่า อากาศเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่าใจของคนเสียอีก แต่เราก็มักจะเผลอคิดไปว่า…มันจะแดดทั้งวันบ้าง
ตกบ่ายหลังจากที่ใจทนอาการปวดหัวและปวดก้านคอไม่ไหว ใจก็เลยซุกตัวลงในผ้าห่ม วางหัวลงบนหมอน พักผ่อนตามที่ร่างกายบอกและเพื่อนฝูงอีกหลายคนก็ต้องการแบบนั้น
ใจสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงของแฟรงค์ เจ้าของบ้านที่ใจเช่ารวมกับคนไทยและคนจีนเดินเข้ามาในบ้าน ใจเดินออกไปทักทายแฟรงค์พร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง แฟรงค์ใจดีพาใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน
ก่อนไปแฟรงค์ให้ใจคุยกับป้าคนไทยซึ่งเป็นภรรยาของแฟรงค์ ก่อนตัดสินใจว่าจะไปโรงพยาบาลกันดีไหม ป้าแนะนำให้ไปตรวจก่อน เพื่อป้องกันไว้ พร้อมกับบอกว่า
มีอยู่สองสิ่งที่ใจไม่ปรารถนาจะพบปะหรือเจอ หากมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งก็ดูเหมือนกว่าสิบประเทศที่เดินทางไปมา ใจก็สมใจอยากและได้อย่างที่ปรารถนาตลอดมา เพียงแต่…ไม่ใช่หนนี้ หนที่ใจได้มันมาอยู่ในมือทั้งสองอย่าง
เย็นวานนี้ใจเพิ่งประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางออกไปนอกบ้านเพื่อซื้อแป้งพิซซ่าญี่ปุ่นที่ย่านไม่ไกลจากบ้านสักเท่าไร ใจนั่งรอเอ๋อยู่พักหนึ่ง จนเห็นท่าว่าเอ๋จะยังไม่กลับบ้านเร็วอย่างที่คิด ใจเลยตัดสินใจออกบ้านพร้อมกับออย ขับรถมุ่งหน้าไปยัง Crayton เพื่อซื้อแป้งญี่ปุ่นจากร้านขายของสำหรับคนเอเชีย
หลายวันมานี้เป็นวันทำงานของใจ นั่นเป็นสาเหตุหลักว่าทำไมใจถึงหายไปจากหน้าเว็บไซต์ และไม่ได้เขียนข้อความอะไรลงในนี้เลยสักข้อความ อย่างที่เคยบอก พอมันเหนื่อย ก็ไม่อยากจะทำอะไรนอกจากพักผ่อน นอน และใช้เวลากับตัวเองให้มาก
ใครที่เคยทำงานร้านอาหารไทยในต่างประเทศมา คงพอจะเดาออกได้ว่า “มันเหนื่อย” แม้จะได้เงิน แต่พอถึงวันทำงานเราก็ไม่อยากจะไป แต่ทะลึ่งอยากจะได้เงิน ..คนหนอ
วานนี้ใจยังเสิร์ฟอาหารผิดโต๊ะไม่เลิก การทำงานภายใต้สภาวะกดดันหลายอย่าง สติไม่โปร่งหรือโล่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดพลาดเสมอ ยิ่งพลาดยิ่งเรียนรู้ว่าจะต้องทำยังไงให้ไม่พลาด และยิ่งเมื่อพลาดอีกก็ยิ่งหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองให้รู้สึกดีมากขึ้น
วันก่อนมีใครคนหนึ่งส่งอีเมล์มาหา ในนั้นมีข้อความในแบบที่ทำให้ใจรู้สึกว่า อย่างน้อยการมานั่งเขียนข้อความบนหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ไม่ได้เหนื่อยเปล่า เรื่องราวของเราให้ความบันเทิงกับใครได้อีกหลายคน มันไม่ได้เพียงแต่ช่วยให้เราระบายความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจออกไป แต่มันช่วยให้คนอื่นเดินทางร่วมไปกับเรื่องราวของเรา
ในอีเมล์ฉบับนั้นบอกต่อให้เข้าไปยัง blog site ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเพื่อนฝูงกว่าสิบคน ทุกคนมานั่งวงล้อมเขียนเรื่องที่ตัวเองถนัด พื้นที่ไม่เคยจำกัดสำหรับ “เพื่อน” แม้จะแตกต่างกันก็ตามที
Recent Comments