หั่นผมสั้นเสียจนเคยชิน วันนี้แม่บอกว่าให้ลองไว้ผมยาวดูอีกสักครั้งสิ จะได้ดูเป็นผู้หญิงกับเขาบ้าง แม้จะเห็นด้วยกับแม่อยู่ไม่น้อยว่าผมยาวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิง แต่บางทีใจก็หาข้ออ้างมาให้เหตุผลว่าผมก็ไม่ได้เป็นเครื่องวัดและตัดสินใจสิ่งที่อยู่ข้างในเลยสักนิด อันที่จริงแม้จะรู้ว่ามันก็เป็นความจริง แต่ก็นั่นแหละ มันก็เป็นเพียงเหตุผลที่ใจยกมาประกอบด้วยเพราะใจไม่เคยจะอดรนทนไหวให้ผมยาวเลยได้สักนิด
เอาเข้าจริงๆ พอได้ยินแม่พูด ใจก็อยากจะลองทรมานสังขารไว้ผมยาวกับเขาสักครั้งดูเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ใจว่าความคิดที่จะไว้ผมยาวมันแล่นผ่านมาในห้วงความคิดของใจหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้าย…ในรอบสองสามปีมานี้ ใจแทบไม่ได้มีผมยาวมาถึงบ่าและไหล่เลยสักครั้ง
ใกล้หน้าหนาวเข้าไปทุกที นอกเหนือจากลมหนาวที่พัดมาให้ได้กลิ่นกันแล้ว ใจถือว่าหน้าหนาวเป็นฤดูกาลที่บ่าวสาวเกาะกุมมือเข้าสู่ประตูวิวาห์มากกว่าฤดูไหนๆ
ก็จริงอยู่ คนจะแต่งงาน เขาว่าห้ามกันไม่ได้ แต่สองหนุ่มสาวก็มักจะห้ามใจไม่แต่งงานในหน้าอื่นหากไม่จำเป็นจริงๆ และหากให้เลือก หลายคนก็อยากจะเลือกแต่งหน้าหนาว หน้าที่ใครๆ เขาก็ว่า “โรแมนติก” ที่สุด
ใจว่ามาถึงตอนนี้ใครหลายคนเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า … ทำไมอยู่ดีๆ ใจถึงพูดเรื่องงานแต่งขึ้นมา
หาใช่ว่าใจจะได้มีโอกาสใช้ชุดเจ้าสาวขาวโพลนเหมือนอย่างใครเขา ใจว่า…ใจคงจะไม่มีโอกาสได้ใส่ชุดเจ้าสาวกับใครเขาเสียแล้วล่ะในชีวิตนี้ หากจะมีโอกาสได้เปลี่ยนนามสกุลไปใช้ร่วมกับใครสักคน มีทะเบียนสมรสเป็นของตัวเอง ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าคงไร้ชุดเจ้าสาวเป็นแน่แท้
ในช่วงปีนี้ทั้งปี ใจมีโอกาสได้เล่นชิงช้าหลายหน แทบทั้งหมดก็จะลงเล่นที่สนามเด็กเล่นในเมลเบิร์นเสียส่วนใหญ่ และหากจะนับดูแล้ว นี่ถือเป็นการกิจกรรมหนึ่งเดียวที่ทำให้ใจรู้สึกว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปสู่วัยเด็กมากที่สุด….ในบรรดาทุกกิจกรรมนับล้านที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ชีวิตวัยเด็กของใจไม่สวยหรูนัก เพราะนอกจากพ่อจะพาเข้าป่า นอนในเต้นท์ข้างลำธาร ยิงหมูป่า จับตะขาบมาดองเหล้า ไปทุ่ง ไปนาจับปลาตามรถไถนาแล้ว
ใจไม่รู้จักบาร์บี้ ตุ๊กตาหนึ่งเดียวที่มีคือตุ๊กตาผ้าเย็บกับมือ ยัดใยนุ่นเอาไว้ข้างใน ผมของมันคือไหมพรมถักเสื้อของแม่ที่เอามาถักเปียและเย็บติดหัวกลมๆ เอาไว้
ข่าวภาคค่ำตลอดเย็นเมื่อวานนี้มีข่าวที่ใจถือว่าโดดเด่นที่สุดในสายตาของใจ นอกเหนือจากข่าวฆาตกรโหดฆ่าหั่นศพเด็ก ยิงแม่ดับ ยังไม่รู้ชะตากรรมลูกอีกคน พ่อเลี้ยงเอาน้ำมันก๊าดราดลูกสาวเมียใหม่ปางตาย… และรถไฟตกรางที่กาญจนบุรีหลังพบว่าหมอนรองสร้างมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นจะเป็นข่าว อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นตัดสินใจรับเป็นผู้พากย์เสียงให้กับภาพยนตร์อุลตร้าแมนเรื่องใหม่ที่จะเข้าฉายในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้
อันที่จริง ข่าวนี้จะไม่ดังเลยหากคนที่พากย์เป็นใจ หรือเป็นใครสักคนที่ไม่ได้บังเอิญเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นมาก่อน แต่พอเป็นคนดังที่ไม่ใช่ดาราหรือนักร้องชื่อก้องมาพากย์เสียงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของคนในประเทศ สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งก็รายงานข่าวนี้กันเป็นเรื่องเป็นราวในทันที
หายไปหลายวัน เหตุผลสำคัญนั่นเป็นเพราะอินเตอร์เน็ตที่บ้านใช้งานแทบจะไม่ได้ แม้จะมีมือถือคอยให้บริการจีพีอาร์เอสช่วยให้อินเตอร์เน็ตหล่อเลี้ยงอัพเดตอีเมลล์อยู่บ้าง แต่เสาดีแทคหลังบ้านกระจายสัญญาณในแนวที่วิ่งตรงดิ่งลงหลังคาบ้าน ความเร็วของอินเตอร์เน็ตจีพีอาร์เอสจึงเร็วกว่าอินเตอร์เน็ตแบบ dial-up ไม่มากนัก
จนกระทั่งเมื่อวาน ทศท. มาซ่อมสายที่มันพังระแวกบ้าน ใจเลยได้โผล่หัวตัวเองที่หน้าเว็บแห่งนี้กันเสียที
เมื่อวานเย็น ใจปั่นจักรยานจากบ้าน ลัดเลาะจากบ้านไปทะลุอีกหนึ่งหมู่บ้านถัดไป ก่อนวกกลับมาโผล่อีกซอยหนึ่งของหมู่บ้านตัวเอง เพียงเพราะหวังจะหามุมถ่ายรูปสวยๆ
แดดตอนสี่โมงยังไม่ร่ม เหงื่อเริ่มผุด จนหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ใจยังหามุมที่อยากจะถ่ายรูปไม่ได้สักที สุดท้ายใจจอดจักรยานพักเหนื่อย ก่อนจะวกรถจากบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้านเพื่อกลับมาที่บ้านของตัวเอง
ระหว่างที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอน มือข้างหนึ่งกำลังใช้หวีแปรงผมในรอบหลายวันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ในหัวสมองของใจก็คิดไปว่า “นี่ตูคิดผิดคิดถูกที่กลับมาเมืองไทยนะนี่”
ว่าก็ว่าเถอะ ไม่ได้นั่งอยู่หน้าคอมฯ เพื่อบ่นโน่นบ่นนี่อย่างที่อยากจะทำเสียนานแล้ว กลับมาดูข้อความที่เขียนใน blog ของตัวเองอีกที “ไหง
กลายเป็นเว็บแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวไปเสียแล้วก็ไม่รู้”
หลายวันมานี้ พอส่งต้นฉบับให้กับสำนักพิมพ์เสร็จ และรอให้เขาตอบกลับมาว่าจะให้แก้ไข ผิดพลาดหรือรอคอยกันต่อไป ใจก็เริ่มฟุ้งซ่าน
หลังจากกลับมาจากเมลเบิร์น ใจก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เดินเฉียงๆ อย่างที่ต้องการอย่างจริงจัง เพราะว่ากว่าครึ่งเดือนที่ผ่านพ้น ใจเหมือนคนเป็นบ้า เช้าจรดเย็นเอาแต่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นั่งปั่นต้นฉบับไม่คิดชีวิต
ขณะที่คนในบ้านวุ่นอยู่กับทำครัว และทาสีหลังบ้านเสียใหม่ ใจกับนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เหมือนเคย ใจเพิ่งจะมีโอกาสเข้าไปในห้องนอนของแม่ตั้งแต่กลับมาก็ปาเข้าไปวันที่สิบของการอยู่ในบ้าน …..
เช้าวันก่อน ภรรยาพ่อหลวงของหมู่บ้านขับมอเตอร์ไซค์พ่วงซาเล้งมาที่บ้านพร้อม “คอปเตอร์” ลูกชายวัยไม่กี่ขวบ เพื่อขนทีวีเครื่องเก่าที่แม่ขายต่อให้ในราคาคนกันเองเครื่องละ 500 บาท
เราทั้งบ้าน เริ่มทะยอยปล่อยของที่เราไม่ได้ใช้ออกไปบ้าง อย่างน้อยก็เพราะว่าไม่อยากให้บ้านรก และหากรวมวันนี้เข้าไป ก็เป็นเวลาสามวันแล้วที่เราทั้งบ้านวุ่นวายไปกับการรื้อข้าวของออกจากที่ที่มันเคยอยู่ จัดการเอาของที่ไม่ได้ใช้ใส่กล่อง ใส่กระสอบรอคอยให้รถรับซื้อของเก่ามารับมันชั่งกิโลแล้วเปลี่ยนเป็นเงินเล็กน้อยให้กับเรา
เป็นเวลาหลายวันที่ใจใช้หัวสมองทั้งสองซีกของใจไปกับการเขียนเรื่องราวลงในพ็อกเก็ตบุ๊กที่หากมันเสร็จสิ้นก็อาจจะมีวางขายบนแผงหนังสือ และนั่นส่งผลให้ใจไม่ได้ไปไหนแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยตั้งแต่กลับมาจากเมลเบิร์น ไม่เพียงเท่านั้น มันจะทำให้ใจแทบจะไม่มีแรงเขียนอะไรลงในหน้า blog ของตัวเอง
อาจจะเพราะใจเขียนอะไรต่อมิอะไรมากมายเสียจนหมดกำลังที่จะเขียนอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น ทั้งๆ ที่ใจเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ตลอดเวลา และรอคอยที่จะให้ตัวเองกลับมามีเรี่ยวแรงระบายอะไรออกมาบ้าง
วันนี้ใจตัดสินใจย้ายอุปกรณ์การทำงานส่วนตัว ทั้งคอมพิวเตอร์ ปลั๊กไฟ แก้วน้ำ กล้องถ่ายรูป ฮาร์ดดิสก์พกพา เมาส์ ที่รองมือเวลาใช้เมาส์ และของกินสารพัด มาวางไว้บนโต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน อาศัยร่มเงาของต้นไม้ และพลาสติกสำหรับบังแดดหน้าบ้านเพื่อทำงาน แทนการนั่งอยู่ข้างหน้าต่างในตัวบ้าน แม้ลมจะพัดแต่ก็อุดอู้อยู่ทั้งวัน
ว่าแล้ว ใจก็ชวนแม่มานั่งเย็บตุ๊กตาอยู่ข้างๆ หลังจากที่พี่โอ๊ะสั่งออร์เดอร์มาทีเดียว 6 โหล มันนี่ก็นั่งลุ้นอยู่ด้วย แมวบางตัวก็มานอนรับลมอยู่ใกล้ๆ เช่นกัน
อาจจะเป็นเพราะที่บ้านกำลังเข้าช่วงฤดูฝนพรำ ต้นไม้ใบหญ้าเลยออกดอกงอกงาม ตาของใจมองเห็นแต่สีเขียวของใบไม้รอบบ้านต่างกับเมื่อตอนที่ใจจากไปเมลเบิร์นครึ่งปีที่ผ่านมา เพราะกำลังเข้าฤดูร้อนตับแลบ
ดอกบัวของแม่เพิ่งจะร้างดอก กลายเป็นเม็ดบัวอยู่ในกระถางใบไม่ใหญ่ แต่ใบของบัวกลับสูงท่วมหัว ใจเพิ่งสังเกตเช้านี้ว่าแม่กับพ่อเพิ่งซื้อต้นโมกข์ ต้นไม้สุดโปรดของใจมาไว้ที่หน้าบ้านถึงสองต้น รั้วไม้เลื้อยกำลังกลับมาออกดอกชูช่อสีแดงอมม่วงอีกครั้ง แดดแรงกล้ากลับสบายตาด้วยสีของใบไม้ที่แม่หมั่นรดน้ำพรวนดิน ใส่ใจมันอยู่ตลอดเวลา
แม้ใจจะเกิดมาท่ามกลางหมู่แมวในบ้าน จำความได้ก็ได้รับรู้ว่าที่บ้านแม่กับพ่อชอบเลี้ยงแมว แม่กับพ่อคิดว่าแมวเป็นเหมือนเสือกลับชาติมาเกิด แมวเป็นสัตว์ที่ควรจะให้ความเคารพ ควรค่าแก่การนำมาอยู่ในบ้าน
หลายต่อหลายครั้ง พ่อชอบบอกใจว่า “ดูหางแมวสิ มันม้วนได้เห็นไหม” ใจก็ไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงบอกแบบนั้น แต่มันก็เป็นคำพูดที่ติดหูจนถึงทุกวันนี้
ก่อนใจกลับบ้านนอก แม่กับพี่สาวรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับจำนวนประชากรแมวในบ้านให้ใจรับทราบว่า มีแมวมาเพิ่มเป็น 4 ตัวแล้วในตอนนี้ เหตุเพราะพ่อไปพบว่ามีชาวบ้านเขาจะทิ้งแมว วันแรกพ่อขนมันมีเพิ่ม 1 วันต่อมาเพิ่มอีก 1 อีกวันเพิ่มอีก 1 รวมแล้วพ่อทะยอยขนแมวที่เขาจะทิ้งเข้าบ้านมาอีก 3 รวมของเดิมอีก 1 เป็น 4 ชีวิต
ระหว่างที่นั่งแท็กซี่ออกจากสนามบินเชียงราย มุ่งหน้าตรงไปยังสถานีขนส่ง เพื่อต่อรถเมล์กลับบ้านด้วยตนเอง ใจเปิดบทสนทนากับคนขับรถแท็กซี่สนามบินแบบสั้นๆ ว่า
“ร้อนแบบนี้ทุกวันเลยเหรอคะ?”
อาจจะเป็นเพราะว่าใจไม่ได้กลับบ้านมานานร่วมครึ่งปี แถมยังอาศัยอยู่ในเมืองที่หนาวเหน็บเกินครึ่งปีกระมัง ทำให้ใจรู้สึกว่าที่บ้าน ร้อนอบอ้าวเสียจนเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ไม่ได้ช่วยทำให้คลายร้อนไปได้เลย
หลายวันก่อน ขณะที่ใจนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ในร้านอาหารที่ใจทำงานอยู่ ไม่ว่าโทษให้ความหิวหรือความเอร็ดอร่อยจนเกิดเหตุ แต่มันก็ส่งผลทำให้ใจเผลองับเข้าที่กระพุ้งแก้มของตัวเองอย่างจัง ใจร้องเสียงหลงในทันทีที่รู้สึกเจ็บ
ป้าที่ทำงานกะเช้าด้วยกัน นั่งปอกกระเทียมอยู่ใกล้ ๆ เห็นความเป็นไปหมดทุกอย่าง แกยังไม่วางมีดและละมือจากกระเทียมหัวโต ที่ใจไม่เคยเจอจนกระทั่งอายุเกิน 25 เข้าไปแล้ว แกพูดออกมาราวกับเหมือนจะปลอบใจไปกลายๆ โดยที่เขาไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเลยในชีวิตของใจ
“เห็นไหมใจ ปากเรา ลิ้นเรา เราเองยังบังคับมันไม่เห็นจะได้เลย….”
Recent Comments