“มีคนบอกว่า คนเรา วันนึงต้องตัดสินใจถึง 30,000 ครั้ง แต่ก็แปลกที่คนบางคน แค่เรื่องเรื่องเดียวยังตัดสินใจไม่ได้เลย…”
นี่คือคำขึ้นต้นของหนังสั้นที่ใจเจอใน Youtube ใจไม่เคยรู้ว่ามันเปิดตัวเมื่อไร และออกฉายเมื่อใด แต่คิดว่าคงเป็นหนึ่งในแผนโฆษณา
โปรโมทแบรนด์ mPAY ของ AIS
หลายวันมานี้ใจค้นพบว่า บางทีเรามักจะเจออะไรดีๆ ในชีวิตจากความบังเอิญอยู่เสมอ เหมือนอย่างที่เคยพูดไว้ บางครั้งเราแยกคำว่า “บังเอิญ” กับคำว่า “โชคชะตา” ไม่ออกสักเท่าไรนัก
“เธออยู่กับเราคงเหมือนจิ๊กโก๋กะนางฟ้า แต่คู่กะเขาคงเหมือนเกาเหลากะเลือดหมู” นี่คือ copy ซึ่งเขียนเอาไว้หลังกล่องใส่แผ่นดีวีดีของหนังเรื่อง “The Beast & the Beauty ” ที่ใจซื้อมาสักพัก แต่เพิ่งมีโอกาสได้นั่งดูมันอย่างตั้งใจเมื่อหลายวันก่อน
The Beast & the Beauty มีชื่อไทยอย่างเป็นทางการว่า “หล่อน่ากลัว กะ ยัยตัวน่ารัก” ตัวหนังทำมาหลายปีแล้ว แต่ใจเพิ่งจะซื้อติดกระเป๋ากลับบ้านจากกระบะแผ่นดีวีดีลดราคาใน IT Mall ที่ฟอร์จูนทาวน์ ตอนแรกไม่ได้ตั้งความหวังว่าหนังจะสนุกประทับใจสุดขั้ว เพราะทั้งหนังเกาหลีและหนังญี่ปุ่นชุดก่อนหน้าที่ซื้อมาดู ทำเอาผิดหวังไว้พอสมควร
เราจะอกหักไม่เป็น ถ้าเราไม่เคยรัก เช่นเดียวกันถ้าเราไม่เคยอกหักเสียก่อนเราจะไม่เคยรู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วรักมักก็มักจะทุกข์แอบซุกซ่อนอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะรักจะเป็นเช่นใด แค่ขอให้ได้ลงมือที่จะรักเสียบ้างก็ยังดีกว่าไม่เลือกที่จะรักเอาเสียเลย โดยเฉพาะในวันที่ช้าไป เมื่อหันหลังกลับมามองแล้วพบว่า รักไม่ได้อยู่ตรงที่เดิมเสียแล้ว
ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับอะไรกับ “ชาล็อตต์ เกรย์” (Charlotte Gray) หนังที่ได้ copy เด็ดๆ จั่วหัวเอาไว้ว่า “A Trilling, deeply romantic story of courage and sacrifice” โดยตรงนัก แต่ใจว่า ความรักของตัวเอกในหนังเรื่องนี้กำลังจะสื่อรักที่ไม่ควรจะรีรอ เพราะมันอาจจะช้าไป
เสียงเปียโนดังมาแต่ไกล ฉันว่ามันเพราะดี พาลคิดในใจไปเสียไกลว่า มุมขายเครื่องดนตรีของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ เปิดเพลงเอาใจลูกค้าได้เพราะดี นี่สิถึงจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรูหราใจกลางเมืองเช่นนี้ ฉันอยากให้คนที่มาเดินด้วยกับฉันได้ฟังเสียงเพลงเดียวกัน แต่เขาหายไปไหนนะ….
ฉันใช้เวลาหลายนาทีตามหาตัวเขา ก่อนจะพบว่า…เขากำลังนั่งอยู่หน้าเปียโนสีดำเขื่อง นิ้วทั้งหมดวางระนาบอยู่กับแป้นสีดำขาวนั้น….เสียงเพลงเพราะๆ นั่นมันมาจากเขาผู้นี้นั่นเอง…..ฉันบอกไม่ถูกว่าทำไมผู้ชายเล่นเปียโนเป็นถึงดูอบอุ่น แต่เมื่อได้ยืนฟังเสียงเปียโนเบาๆ ที่เขาเล่นอยู่นั่น ฉันก็ได้รู้ว่า…มันช่างดูอบอุ่นจริงๆอย่าหาว่าใจเริ่มต้นบริบทแบบเว่อร์หรือเกินเลยไปเลยค่ะ แต่หากคุณได้ดูฉากหนึ่งที่ปรากฎในหนังเรื่อง Twilight
เมื่อราวต้นปีใจมีโอกาสไปเดินดูจอแอลซีดี ซึ่งหลายๆ ร้านขนทัพแอลซีดีมาจัดโปรโมชั่นอยู่ที่ลานของเอสพละนาด รัชดาภิเษก ในหนนั้นใจจำได้ว่า ใจไปยืนมองจอของยี่ห้อหนึ่งจำชื่อไม่ได้แล้วในตอนนี้ ด้วยเหตุผลไม่ใช่เพราะหลงใหลในความงามของจอภาพ และความชัดที่ได้จากจอยี่ห้อนั้นไม่ แต่เป็นเพราะว่าใจสนใจภาพยนตร์ที่เขากำลังเปิดฉายอยู่ต่างหาก ใจว่าดูเหมือนมันจะสนุก สร้างความมันส์ในอารมณ์ได้ดี เลยมีโอกาสได้ถามพนักงานที่ยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ แต่เขากลับไม่รู้ว่าหนังเรื่องที่เรากำลังยืนดูกันอยู่นั้น มันเรื่องอะไรกัน…
ใคร ๆ ก็ว่า Zathura หรือชื่อไทยที่ว่า “ซาทูร่า เกมทะลุมิติจักรวาล” เป็นภาคต่อของ Jumanji ที่เคยสร้างตำนานในแง่ของจินตนาการและเทคนิคพิเศษเอาไว้
ก็เห็นจะเป็นยังงั้นแหละ เพราะว่าผู้เขียนบทคือ คริส แวน ออลส์เบิร์ก ซึ่งก็คือผู้เขียนเรื่อง Jumanji มาก่อนนั่นเอง คริส แวนนี่แหละ ฝากผลงานเรื่อง The Polar express เอาไว้ด้วย
ใจเองตอนแรกที่ตัดสินใจจะดูเรื่องนี้ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก ก็เห็นว่าเนื้อหาหนังก็น่าสนใจ ดูตัวอย่างที่โปรโมทเอาไว้ ดูจะตื่นเต้นดี…ที่อยู่ดีๆ อวกาศก็มาลอยอยู่หน้าบ้านซะยังงั้น
คงดีไม่น้อย ที่จะมีใครสักคน ส่งดอกไม้มาให้หน้าบ้านหรือที่ทำงานทุกวัน โดยที่เปิดเผยชื่อ…คงจะดีไม่น้อย ที่ใครบางคน ติดตาม เฝ้ามอง และเป็นห่วงเป็นใยเรา โดยที่ไม่คิดเกรงกลัวกับความยากลำบาก ….คงจะดีไม่น้อย ที่จะมีชายหนุ่ม รูปหล่อ นิสัย และรักเราอย่างแท้จริง ปรารถนาดีกับเราอย่างแท้จริง โดยไม่คิดหวังผล แต่…มันคงไม่ง่ายนัก เพราะความรัก มักมีเงื่อนไขเสมอ
เช่นเดียวกันกับ “Daisy ….ล่าหัวใจ ยัยตัวร้าย …. ” หนังเกาหลี ที่มีกำหนดฉายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ แต่ใจและเพื่อนฝูงมีโอกาสได้ชมฟรีรอบสื่อมวลชนด้วยการอุปการะคุณจาก Samart i-mobile ที่โรง SF Cinemacity เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา
หลังจากที่รอมาเป็นเดือน….ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตเสียที กับ “My Girl & I ” …..เคยบอกแล้วว่า ใจชอบดูหนังเกาหลีมากๆ….หากนับแล้วก็หลายสิบเรื่อง ซึทาญ่ามีเท่าไรก็เช่ามาดูแทบจะหมดร้านละ แต่หากให้จำว่าใครเป็นใคร ชื่ออะไร คงไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ดูมาก็เยอะพอควร ยิ่งเข้าโรงก็ไม่ค่อยจะพลาดไปชมด้วยตัวเองทุกที…
นอกจาก My Girl & I จะมีคู่พระนางที่คุ้นตากันดี เพราะพระเอกนั้นดังเปรี้ยงปร้างในบ้านเราจากเรื่อง My sassy girl จนเรียกชื่อกันติดหูว่า “นายเจี๋ยมเจี๊ยม” และนางเอกดังมาจากเรื่อง “full house”
เนื้อหาของเรื่อง ที่เน้นรักโรแมนติก หวานแหวว ภาพวิวสวย และก็หักมุมเศร้าสุดๆ ในตอนท้าย ตามแบบฉบับหนังเกาหลีในหัวใจคนไทย (ซึ่งใจก็เน้นย้ำบ่อยๆ) ยังคงสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ My Girl & I ด้วยในเวลาเดียวกัน
ก็ว่าคุ้นๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าโรงหนังแล้ว ไปยืนดูแล้วดูอีก ก็คุ้นๆ เหมือนดูมาแล้ว สำหรับเรื่อง My boyfriend is type B …
จำได้คลับคล้ายคลับคราว่า เมื่อครั้งที่บินไปนิวยอร์กช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้บน fligth แบบ non-stop ถึงสองรอบ แต่ตอนนั้นเป็นซับ eng และเสียงในฟิล์มเกาหลีเต็มๆ
ชั่วโมงบินที่ยาวนานถึง 17 ชั่วโมงไม่มีหยุดของการบินไทย ทำให้ดูหนังวนแล้ววนอีกได้ หนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน ใจเลยดูมันซะตั้ง 2 รอบ เพราะเห็นว่ามันหนุกและซึ้งดี ยิ่งเป็นหนังเกาหลีซะด้วย ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยไม่พลาด
เมื่ออาทิตย์ก่อนโน้นนนน มีโอกาสแวบไปดู Final Destination 3 มา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดูภาคแรกและภาคสองไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปนานแล้ว
ภาพโปรโมทที่เห็นหลายๆ สื่อ ก็ค่อนข้างน่ากลัวอยู่แล้ว พอไปดูเข้าจริงก็โหดอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ นั่นแหละ ออกมาถึงออฟฟิศ ก็ต้องกินยาแก้ปวดหัวไปสองเม็ดซะยังงั้น….
เนื้อเรื่องก็ไม่ต่างอะไรกับภาคก่อนหน้า คือพรรคพวกเพื่อนฝูงร่วมรุ่น ร่วมสถาบันพลาดการเดินทางอะไรสักอย่าง (ภาคที่แล้วเป็นตกเครื่องบิน ภาคนี้ตกรถไฟเหาะ) ทั้ง ๆ ที่การเดินทางครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายของทุกคน เรียกได้ว่า ถึงคราวตายแล้วนั่นแหละ….
พอแป๊ะ รุ่นน้องนักข่าวด้วยกันเข้ามาทักใน m ว่าว่างวันไหน จะชวนไปดูหนัง วินาทีนั้นใจแทบไม่คิดเลย บอกแป๊ะไปเลยทันที วันนี้พี่ว่างอ่ะ…555 ก็มันว่างจริงๆ ปกติแล้วหากเลิกงานไม่ได้ไปไหนก็จะมุ่งหน้ากลับบ้านก่อนทุกครั้ง แต่นี่มันโสดแล้วนี่เนาะ ก็เลยดูว่างๆ ชอบกล ไม่ต้องรีบไปไหนสักเท่าไร สบายใจพิกล…
นัดหมายกับแป๊ะข้างหน้าออฟฟิศ เพราะทำงานอยู่บ้านคนละหลัง คนละฝั่งถนน ข้ามฝั่งเจ้าพระยาไปได้ ก็นั่งแท็กซี่ไปไม่ถึง 5 นาที ก็ถึงเมเจอร์ ปิ่นเกล้า
ไปดูมาแล้ว…กระสือวาเลนไทน์ หลังจากผิดหวังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Brokeback Mountain อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะรอบที่มันฉายดึกซะเหลือเกิน ทนไม่ไหว เลยเปลี่ยนใจดูกระสือวาเลนไทน์แทน
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสชมตัวอย่างหนังเรื่องนี้ในโรง และในทีวีค่อนข้างมาก แต่กลับผิดคาดเมื่อไปนั่งดูด้วยตาตัวเอง …จิงๆ อยากจะเล่าเนื้อหาให้ฟัง แต่มันคงเสียมารยาทเพราะหนังยังไม่ออกจากโรงเลย ยังชนโรงอยู่ แม้จะมีหนังใหม่ๆ ทะยอยเข้าโรงให้ชมกันแล้วในช่วงสุดสัปดาห์นี้
วันนี้ประสบความสำเร็จในชีวิตไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะอ้วนพาไปดูหนังเรื่อง April snow เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนใจ..หลังจากที่รอให้อ้วนว่างมาตั้งหลายวัน จนหนังเหลือฉาเพียงโรงเดียวที่เมเจอร์รัชโยธิน
กว่าจะฝ่ารถติด…กว่าจะหาที่จอดรถได้ก็ใช้เวลาไปนานโข เดินไปจองตั๋ว ได้ที่ดีที่สุดในแถว B ยังเหลือเวลาอีกตั้งกว่า 2 ชั่วโมง แต่เพราะว่าทั้งอ้วนและใจไม่ค่อยจะได้มาดูหนังที่สาขานี้สักเท่าไร เลยเดินเล่นไปตามร้านต่างๆ ทั้งแวะซื้อหนังสือที่ร้านดอกหญ้า แวะกินไอติมที่ไอเบอรี่ และแวะหม่ำที่เอ็มเค ก่อนถึง 6 โมง เวลาฉายหนังพอดี
Recent Comments