ใจเรียนรู้วิธีการทำอาหารแบบที่แปลกมากขึ้นยิ่งเรื่อยๆ จากการมาใช้ชีวิตที่นี่ อาจจะเป็นเพราะว่าสถานการณ์หลายๆ อย่างบังคับต้องให้ทำอาการกินเอง อย่างน้อยก็เพราะว่า “หิว” และ “ถูกปาก” หรือแม้แต่ “ถูก” มากกว่าการออกไปนอกบ้าน
หลายวันก่อนใจทำพิซซ่าญี่ปุ่นกิน หลังจากที่เคยทำมาแล้วหนหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว และก็พบว่ามันอร่อยถูกปากจนต้องหามาทำกินอีกครั้ง
จริงๆ ใจควรจะเขียนถึงวิธีการทำพิซซ่าญี่ปุ่นแบบง่ายๆ มาหลายวันแล้ว แต่เป็นเพราะอุบัติเหตุระหว่างทางการเดินทางไปซื้อแป้งทำพิซซ่าถาดนี้ ใจเลยไม่มีแม้แต่อารมณ์จะเอามันมาเขียนถึง อย่างน้อยก็เพราะยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่ต้องเดินเข้าไปในโรงพยาบาล
นานเท่าไรแล้วที่ใจไม่ได้ “ต้มไข่” อย่างน้อยก็ไม่ใช่ภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา หรือไม่ก็ปีครึ่งที่ผ่านมานี้เป็นแน่ ดังนั้นไข่ต้มที่ใจต้มวันนี้จึงเป็นไข่ต้มฟองแรกในรอบปีเลยก็ว่าได้
ใครว่าไข่ต้มทำง่าย ใจเถียงหัวชนฝา พอๆ กับไข่เจียวและไข่ดาว เพราะจะว่าไปแล้ว ไข่ทั้งสามประเภทยังอาศัยศาสตร์และศิลปะในการทำอาหารอยู่บ้าง อย่างไข่เจียว เราต้องใส่น้ำมันให้พอดี ตีไข่ให้ได้ดี ใส่น้ำปลาไม่หนักมือไป ใส่เครื่องให้ได้สัดส่วน ไม่มากและน้อย จนกลายเป็นผักหรือหอมใส่ไข่ มากกว่าไข่เจียวใส่ผักหรือหอม
เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ที่ใจไม่เคยจะกล้าแตะ “ไวตามิลค์” เลยสักครั้ง เพราะความทรงจำในเรื่องรสชาติทำให้ใจเขย็ดขยาดกับมันพอสมควร ขณะที่ใจกลับมองเห็นคนรอบข้าง รวมถึงลูกค้าในร้านกลับนิยมชมชอบไวตามิลค์กันอย่างหนัก โดยเฉพาะเพศชายและเด็กชาย…(ไม่รู้ทำไม)
ลูกค้าหลายคนสั่งนมถั่วเหลืองไวตามิลค์ในร้านอยู่เสมอ ใจมีหน้าที่หยิบจากตู้แช่เย็น เปิดฝาและเสียบหลอดให้เขา เมื่อวานนี้ลูกค้าคนหนึ่งขอน้ำแข็งเอาไว้ใส่ไวตามิลค์ด้วย ใจเองก็แอบสงสัยว่า “เขาน่าจะชอบแบบนี้”
ใจเองตัดสินใจที่จะทดลองไวตามิลค์เหมือนอย่างคนอื่นเขาบ้าง อย่างน้อยก็ได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ เสียบ้างที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน ว่าแล้วก็ย้อนกลับไปประโยคเดิมๆ ที่พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่เสมอ
เดือนที่แล้ว ใจกับเอ๋ไปเดินที่ร้านขายของอาเซียนในเมือง วันนั้นเจ้าเอ๋ก็แนะนำให้ใจรู้จักซองกระดาษสีแดง มีตัวอักษรจีนแปะอยู่ด้านหน้า ซึ่งเอ๋บอกว่านี่คือเม็ดทานตะวันอบแห้งแบบที่เราชอบแทะกันเมื่อครั้งอยู่ที่เมืองไทย
จริงๆ แล้วใจรู้จักเจ้าซองกระดาษนี่อยู่ก่อนแล้ว และยังซื้อมาทานที่ห้องก่อนที่เอ๋จะบอก เพียงแต่ซองของใจเป็นสีเขียว มีภาษาอังกฤษบอกหราว่านี่คือ เม็ดทานตะวันกลิ่น “มะพร้าว” ต่างกันกับซองสีแดงของเอ๋ที่เป็นรสดั้งเดิม ไร้กลิ่นใดอย่างสิ้นเชิง
แม้ใจจะทดลองเจ้าซองสีแดงแล้ว แต่ใจก็ค้นพบแล้วว่า ของเดิมดีที่สุด… มะพร้าวเหมาะกับใจแล้ว
นั่งเรือด่วนเจ้าพระยาผ่าน “Vivi Café” ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามาเป็นเวลาหลายปี แต่ก็นั่นแหละ ยังไม่มีโอกาสลงเรือไปแวะเวียนเยี่ยมเยือนแม้แต่ครั้งเดียว จนเมื่อวันก่อนมีโอกาสแวะไปมิวเซียมสยาม ใจถึงมีโอกาสไปนั่งที่ร้านนี้สมใจอยาก เพราะว่ามันอยู่ใกล้ๆ กัน
why does crocodile taste like chicken?
ทำไมรสชาติของจระเข้ถึงคล้ายคลึงกับไก่? นี่คือประโยคคำถามที่ใจเห็นในบอร์ดของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในซิดนีย์ ซึ่งไม่เพียงแต่ใจเท่านั้นที่เห็นประโยคนี้ก็หยุดยืนยิ่งอยู่เพื่ออ่านข้อความดังกล่าว แต่ยังมีเด็กๆ นักเรียนประถมอีกหลายคนยืนอ่าน ยืนจดอยู่หน้าบอร์ดนั้นด้วยกัน
อันที่จริงแล้วใจว่า คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงรสชาติของจระเข้กันสักนิด หากว่าคุณยังไม่เคยที่จะได้ทดลองลิ้มรสกันมาก่อน แต่สำหรับใจแล้ว ได้ทดลองมาแล้ว ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับ Sydney Opera และพอได้อ่านข้อความบนบอร์ดนั่นก็ได้รู้แล้วว่า ทำไมรสชาติของจระเข้ถึงเหมือนไก่…จริงๆ…
ก่อนไปฮ่องกงเพียงหนึ่งวัน ใจขยันเปิดเว็บไซต์หาข้อมูลของกินในฮ่องกง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วมันไม่เหมือนเราอยู่กรุงเทพฯ ที่เราจะรู้ทาง หรือมีความพยายามอย่างสูงในการขับรถไปเสียไกลเพียงเพราะอยากจะไปลองกินอะไรสักอย่าง….
สถานการณ์ความเป็นจริง เมื่อเราไปถึงถิ่นต่างประเทศ เรามักจะใช้วิธีท่องคาถา “ตายเอาดาบหน้า” แทบทุกครั้ง เรามักจะมองหาของกินเมื่อท้องร้องบอกว่าหิว และเดินตรงดิ่งไปหาของกินที่ไม่ทำให้กระเป๋าสตางค์ฉีก และคิดว่าน่าจะอร่อยเอาไว้ก่อน
เมื่อเดือนที่แล้ว ใจแวะไปทำธุระที่ไบเทค บางนามาค่ะ พอเสร็จธุระก็เป็นเวลาเย็นย่ำ กระเพาะเริ่มปั่นป่วน เรียกร้องหาของกินมาย่อยได้ตรงเวลามาก ลำบากใจและเพื่อนต้องมองหาของกิน และก็บังเอิญว่า แถวไบเทคบางนาไม่มีอะไรให้เราอยากจะทานกันเลย ว่าแล้วเราก็ขับรถวนกันไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งโผล่มาแถวอุดมสุข …
ตอนแรกก็จะแวะร้านโน้นร้านนี้ตั้งหลายรอบ แต่ก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะแวะร้านไหนกันแน่ เรามักจะเป็นแบบนี้ เหมือนจะซื้อลิ้นจี่หรือลำไยออกจากจากเชียงใหม่ เราจะเลือกร้านไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็มาถึงเพิงขายลิ้นจี่ร้านสุดท้ายกันเสียแล้ว
เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่ใจแวะเวียนไปกินอาหารเหนือที่ร้านม่านเมืองอยู่เสมอ แต่พักหลังมานี้ไม่ได้ไปที่ร้านเสียนาน จนเพิ่งมาทราบข่าวทีหลังว่าเขาย้ายที่ตั้งของร้านห่างจากเดิมไปไกลอีก 10 ซอยเลยทีเดียว
“ม่านเมือง” เป็นร้านอาหารเหนือ ที่เคยได้ยินมาว่า มีต้นตำรับมาจากฟ้าฮ่าม แต่เจ้าของมาจากลำพูน ก่อนย้ายมากรุงเทพฯ ทางร้านเริ่มธุรกิจจากการขายผ้าทอและสินค้าจำพวกงานผ้า ก่อนเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหารเหนือในเวลาต่อมา จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ ม่านเมืองเคยตั้งอยู่ปากระหว่างปากซอยรามคำแหง 152-154 คนไม่รู้จักอาจจะหลงนึกว่าเป็นเพิงขายของข้างทางได้ และในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีร้านที่ชื่อ “หญ้าแมงไวน์” รองรับผู้คนในยามค่ำคืนซึ่งต้องการทานอาหารเหนือ แต่ไม่มีเวลาในช่วงกลางวันที่จะเดินทางมาไกลถึงรามคำแหง 152
เรื่องต่อเนื่องจากเมื่อวันก่อน
เมื่อครั้งที่ใจแวะไปเดินถนนข้าวสาร เพื่อมองหา Airport Bus เดินทางไปยังสุวรรณภูมิ
ระหว่างรอการเดินทางอยู่นั้น
นอกเหนือจากใจจะแวะไปนั่งสตาร์บัคส์แล้ว
ยังใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงนั้น มองหารองท้องก่อนด้วย
เดินอยู่ตั้งนาน ใจก็มาสะดุดตากับอาหารตะวันออกกลาง
ที่เขาเรียกกันว่า “Falafel”
จะว่าเป็นการฆ่าเวลาก็ไม่ผิดไปจากนี้สักเท่าไรนัก
เพราะใจเดินเรื่อยเปื่อยมาตั้งแต่ต้นถนนข้าวสารฝั่ง สน. ชนะสงคราม
จนมาถึงซอยซันเซท เดินทะลุเข้าไปจนสุดซอย
ก็เจอกับ “สตาร์บัคส์” สาขาที่ 44 ในประเทศไทย
วันนี้ใจไม่ค่อยสบาย แต่ก็ยังต้องไปส่งพี่สาวที่สนามบิน
ร่างกายรู้สึกว่าเรียกร้องของอุ่นๆ อย่างช็อกโกแลต ซิกเนเจอร์ ร้อนมากกว่ามอคค่าอย่างที่เคย
Recent Comments