ใจไปไม่ถึงที่หมายที่อยากจะไป อย่างน้อยก็เพราะว่าเวลาที่รีบเร่ง และเกรงว่าจะกลับบ้านไม่ทันเวลา ยิ่งกว่านั้น การเดินทางกลับจากเมืองไทยมุ่งหน้ามายังเมืองที่ใจกำลังอาศัยอยู่พาลจะเสียแผนที่ตั้งใจเอาไว้ด้วย ดังนั้น การเดินทางในลาวเหนือในหนนี้ จึงยังคงวนเวียนอยู่กับเมืองเก่าๆ ที่เคยไป มีเพียงเมืองสิงห์ และหลวงน้ำทาเท่านั้นที่เป็นที่หมายใหม่ของใจ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เบื่อการใช้ชีวิตอยู่กับที่ ในเมืองที่ทุกอย่าง เงียบและนิ่งสงบหลังห้าโมงเย็น หรือไม่ก็เพราะคิดถึงบ้าน ทำให้ใจต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งไปกับการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับเมืองไทย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ใจกับจดจ่ออยู่กับบ้านไม่ได้ เรียกว่า ยังหาเรื่องออกจากบ้านอยู่เนืองๆ
ไม่ว่าจะเพราะอากาศที่ร้อนหรือเป็นเพราะแสงแดดแรงกล้าที่ลอดผ่านผ้าม่านมาในห้องนอน ต่างก็มีส่วนทำให้ใจต้องลุกจากที่นอน เพื่อมองหาอะไรทำในเช้าวันเสาร์แดดออก มากกว่าการนอนหลบแสงแดดแยงตาเช่นนั้น และดูเหมือนว่าการมานั่งจับเจ่าใช้สมาธิเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในหน้า blog ของตัวเองจะเป็นความพยายามที่คุ้มค่าที่สุดในการตื่นเช้าในรอบหลายเดือนมานี้
หลายคนแวะเวียนมาไถ่ถามใจว่า “หายไปไหน” ไม่ก็ “ไม่เขียนอะไรแล้วหรืออย่างไร” ไม่ก็ทักว่า “ยุ่งมากหรือใจ” ในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมในชีวิตของใจในช่วงนี้มีอะไรไม่มากนัก มันไม่ซับซ้อน พาลทำให้ปวดหัวเหมือนเช่นดังเก่าก่อน ใจเพียงแต่เข้านอนดึกเพราะมัวแต่สนใจดูถ่ายทอดสดเทนนิสออสเตรเลียน โอเพ่น ซึ่งกำลังอยู่ช่วงของการแข่งขันกันในเมืองที่ใจอาศัยอยู่ทุกวี่ทุกวัน
แสงแดดยามบ่าย ส่องกระทบเม็ดทรายสีส้มที่ถูกลมพัดมากองทับถมเป็นเนินทรายสูงหลายสิบเมตร จนผู้มาเยือนอย่างเราต้องหรี่ตาลงข้างหนึ่งเพื่อหลบแสงแดดจ้า บางทีการเดินทางไกลเกือบพันกิโลเมตรก็คงจะสิ้นสุดตรงนี้ ตรงที่เราได้เห็นแสงแดดจ้ากับเนินทรายสีส้มที่อยู่ตรงหน้าเรานั่นเอง
หลังจากหมดเวลาที่เราใช้ไปกับการพักผ่อนอิริยาบท ผ่อนปรนความเมื่อยล้าตลอดการเดินทางทั้งวันที่ผ่านมา เราขยับตัวหิ้วข้าวของและกล้องดิจิตอล ตัดสินใจจะออกจากห้องในช่วงที่ตะวันยังอยู่บนฟ้า และมุ่งหน้าออกจากตัวเมือง Mildura เมืองชายขอบของรัฐวิคทอเรียไปราว 25 นาที เพื่อหวังจะได้ไปเห็นเมือง Went Worth เมืองเล็กๆ ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ติดกันนั้น และอย่างน้อยก็เพราะเรามีเวลาท่องเที่ยวในหนนี้เพียง 2 วันเท่านั้น เมื่อมีโอกาสเราก็อยากจะเก็บเกี่ยวสถานที่รายทางเอาไว้ก่อนที่จะพักผ่อนในยามค่ำคืนและถึงเวลาต้องเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น
วันต้นเดือนตุลาคมเช่นนี้ แดดช่างร้อนแรงเสียเหลือเกิน พาลสะท้อนเข้ามาในรถ ทำให้ทั้งพลขับและผู้โดยสารอย่างใจแสบตาไม่น้อย รถของเราแล่นผ่านสองข้างทางที่รกร้างไปด้วยต้นไม้ที่ไม่สูงนัก ถัดจากไม้พกนั้นเป็นทางรถไฟที่ทอดยาวเป็นเพื่อนเดินทางไปกับเราตลอดระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ทางรถไฟสายเดียวที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อโดยสารคนแต่สร้างมาเพื่อใช้ขนพืชผลทางการเกษตรจากพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดขององุ่นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ของรัฐวิคตอเรีย รถของเรายังแล่นไปไม่หยุดจนกว่าจะถึงที่หมายที่เรียกว่า “Mildura”
เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่เราสองคนแทบไม่ได้เดินทางไปนอนค้างอ้างแรมนอกบ้าน การท่องเที่ยวแบบกระทัดรัด เช้าไปเย็นกลับ กลายเป็นกิจวัตรที่เรามักจะเลือกทำด้วยความจำเป็นอย่างเสียไม่ได้ แต่เป็นเพราะโอกาสพิเศษอย่างวันครบรอบปีเกิดปีที่ 33 ของใจ ทำให้เราตัดสินใจจะเสียเงินจำนวนหนึ่งไปกับการหยุดงานเพื่อเราจะได้เหน็ดเหนื่อยไปกับการเดินทางและออกไปค้นหาสิ่งที่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เราไม่เคยเห็นและรู้จักเมืองที่ชื่อว่า “Clunes” เลย จนกระทั่งตัดสินใจออกเดินทางไปค้นหา และนั่นก็ทำให้เราได้ค้นพบว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้สมชื่อและสมควรได้อยู่ในทำเนียบเมืองเล็กน่าเที่ยวประจำรัฐวิคทอเรียเหมือนอย่างที่เขาคัดสรรและเลือกมาแนะนำเอาไว้ในเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวประจำรัฐไว้อย่างปฏิเสธไม่ได้
เมื่อแรกที่เห็น Clunes ในเว็บไซต์ที่ท่องเที่ยวของรัฐวิคทอเรีย เราใช้เวลาทำความรู้จักกับเมือง Clunes ทั้งอ่านประวัติ นั่งดูรูปและเส้นทางการเดินทางอยู่ไม่กี่นาที ก่อนที่เราจะตัดสินใจกันอย่างง่ายๆ ว่าวันหยุดหนึ่งวันต้นสัปดาห์ก่อนการทำงานในวันอื่นๆ ติดต่อกัน เราจะใช้มันไปอย่างคุ้มค่าที่ Clunes
นิตยสาร FHM ฉบับล่าสุดมี Jennifer Hawkins ใส่บิกินี่อยู่หน้าปกหราเด่นชัด เพิ่งจะตีพิมพ์บทความการจัดอันดับ 150 สิ่งที่ควรได้รับการสรรเสริญและได้รับการจัดอันดับว่าดีที่สุดสำหรับมนุษยชาติยุคนี้ หนึ่งในนั้นเมื่อได้อ่านก็พาลแอบขำแต่คิดแบบจริงจังอีกสักครั้งก็กลับพบว่า “เออ…จริงของมัน”
ไม่ว่าจะเป็น google, iPad และ … เลดี้ กาก้า
และหากจะหาสาระและต้องเผลอคิดในใจตามไปว่า “เออ…จริงของมัน” อีกครั้ง ก็คงจะเป็นการจัดอันดับสิบสุดยอดมันสมองของโลกจาก The top 20 of Vanity Fair’s Top 100 list ที่ใจบังเอิญไปเจอในเว็บไซต์ข่าวประจำถิ่นที่นี่
ถ้าเกาหลีมีคนนามสกุล “คิม” อยู่ครึ่งค่อนประเทศเช่นไร ที่เมลเบิร์นก็คงจะมี “Smith” เป็นสัญลักษณ์ของนามสกุลประจำถิ่นเช่นกัน
หลายวันมานี้ ใจใช้เวลาไปกับการอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษมากเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะสนุกกับการอ่านข่าว หรือไม่ก็เพราะช่วงเช้าของวันว่างเว้นจากการทำงานให้มีเวลาเหลือเฟือที่จะทำอะไรต่อมิอะไรที่ต้องการพอสมควร ยิ่งพอหวนคิดในอีกแบบหนึ่งแล้ว พอไม่ได้ทำงานที่ใช้สมองอย่างหนักหน่วงอย่างแต่ก่อน การอ่านข่าวแบบนี้ทุกวันก็กลายเป็นกิจวัตรที่ช่วยบำรุงสมองได้ดีเลิศ
หลังจากที่เฝ้ารอคอยดอกไม้ที่เก็บเอามาจากหลังบ้าน เพราะไม่มีใครใส่ใจมาเก็บไว้ในความดูแลของตัวเองให้ออกดอกเบ่งบาน ล่าสุดดอกไม้ที่เลี้ยงดูปูเสื่อเอาไว้ ออกดอกสีชมพูงดงามอยู่ในกระถางมาร่วมสัปดาห์แล้ว
ดอกไม้สีชมพูก้านตรงดิ่งขึ้นไปยังที่สูง อยู่รวมตัวกันเป็นกระจุกตรงกลางกระถาง ปล่อยให้ใบสีเขียวล้อมรอบดอกไม้อยู่ในที่ที่ต่ำกว่า ดูแปลกตาสำหรับผู้มาเยือนในถิ่นของมันอย่างเรา
24 ชั่วโมงที่ผ่านพ้น มีพายุหิมะที่ตกหนักที่สุดในรอบ 25 ปีเท่าที่หิมะเคยตกในออสเตรเลีย ทำให้หิมะบนภูเขายิ่งหนาขึ้นกว่าครั้งไหนๆ และไม่เคยเป็นเช่นนี้ในช่วงเวลานี้ของปี….
รายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพหิมะบนภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของสกีรีสอร์ทหลายแห่งในออสเตรเลียซึ่งใจสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสารเอาไว้ใน Facebook บอกเช่นนั้น ทำให้ใจแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมใจถึงมีโอกาสได้เจอะเจอกับหิมะตกที่ Lake Mountain เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ใจเพิ่งจะได้ความรู้ใหม่ในการเช็ดช้อนและส้อม บางทีก็อดคิดเสียไม่ได้ว่า “ถ้าเราฟังคนอื่นมากขึ้น และหยุดพูดให้น้อยลง เราคงจะได้มุมมองใหม่จากใครหลายคนเลยทีเดียว”
หลังจากแอบเห็นผู้จัดการร้านที่ทำงานด้วยกัน เช็ดช้อนและส้อมด้วยอะไรบางอย่าง และมันก็เงาวับถึงขนาดเห็นหน้าตัวเองไปโผล่อยู่ในช้อนตักข้าว ใจก็อดรนทนไม่ไหว ถามไถ่ด้วยความอยากรู้ และใคร่อยากจะเห็นด้วยตาตัวเองบ้างว่าหากทำเช่นนั้นแล้วช้อนของเราจะเงางามอย่างเขาบ้างไหม
สัปดาห์ที่ผ่านมา ใจออกนอกบ้านไปตลาด “Prahran Market” ตลาดที่เปิดทำการมายาวนานที่สุดในออสเตรเลีย แต่ถึงจะเอากล้องติดต่อไปด้วย กลับไม่ได้รูปมามากมายนัก อาจจะเพราะตลาดเล็กกว่าที่คิดเอาไว้ เมื่อเทียบกับตลาดขายของที่ระลึกสำคัญของเมืองเมลเบิร์นอย่าง Victoria Market หรือตลาดที่มีอายุเก่าแก่ไม่แพ้กันอย่าง South Melbourne Market ซึ่งใจก็ตระเวณไปมาหมดแล้วก่อนหน้านี้
ตลาด Prahran Market เป็นตลาดที่เก่าก็จริง แต่ของที่ขายกลับแพงกว่าตลาดทั้งสองแห่งในเมลเบิร์น หากให้คาดเดาก็คงจะเป็นเพราะดันไปตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจที่ขึ้นชื่อพอสมควร อย่างน้อยก็เป็นย่านที่ถนนทั้งสายเป็นถนนแห่งการนั่งกิน เที่ยว ดื่ม ดูหนังและช็อปปิ้งแบรนด์เนมสารพัด ที่เรียกว่า “Chapel Street”
หลังจากประคบประหงมมันมาหลายวัน ล่าสุดต้นไม้ต้นเล็กก็ออกดอกงอกเงยให้เห็น ที่เหลือใจก็รอคอยเวลาให้มันเบ่งบานอย่างที่มันควรจะเป็น แอบหวังอยู่เล็กๆ ว่า ดอกจะงดงามเหมือนที่เคยเห็นในร้านขายต้นไม้ ไม่ร่วงโรยลาจากกันไปก่อนวัยอันควรเพราะพิษอากาศที่เหน็บหนาวในระยะนี้
ก่อนย้ายมาพำนักในย่านใหม่ ใจหยิบเอากระถางดอกไม้ต้นหนึ่งหลังบ้านเก่าติดมือมาด้วย กระถางพลาสติกสีน้ำเงินมีต้นไม้สีเขียวพุ่มเล็กๆ อยู่ข้างในถูกทิ้งเอาไว้อยู่หลายเดือน ใจเห็นมันล้มนอนตะแคงอยู่กับพื้นตั้งแต่ใจมาถึงที่นี่
กว่าใจจะยอมลุกจากที่นอนก็ปาเข้าไป 11 โมงเช้า อาจจะเพราะวันนี้เป็นวันหยุดว่างเว้นจากการทำงาน ใจเลยรู้สึกไม่ต้องเร่งรีบตื่นขึ้นมาล้างหน้า แปรงฟันและอาบน้ำ เตรียมตัวไปทำงานเหมือนวันอื่นๆ
อันที่จริงจะบอกว่าตื่นเองก็ดูเหมือนผิดไปจากความเป็นจริงนัก เพราะใจตื่นเสียงชายหนุ่มปลุกให้มาดูแปรงสีฟันที่แม่ส่งมาจากเมืองไทย หลังจากรอคอยร่วมสัปดาห์ของทุกอย่างที่สั่งไปก็มาอยู่ตรงหน้าสมใจ
แม้จะบอกว่ามันมาตรงเวลาคือใช้เวลาไปสัปดาห์กว่า แต่อันที่จริงของทั้งหมดควรจะมาถึงมือเราเมื่อวานหรือไม่ก็วันศุกร์ที่แล้ว ใจเพิ่งจะสังเกตเห็นที่ข้างกล่องมีแถบพลาสติกสีเหลืองแปะเอาไว้ และนั่นเองเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าทำไมของที่แม่ฝากมาให้ถึงได้มาช้ากว่ากำหนด
หลายวันก่อน เปิดหนังสือพิมพ์ The Herald Sun อ่านระหว่างชั่วโมงการทำงาน ในหน้ากลางของหนังสือพิมพ์ฉบับวันนั้นพูดถึงเรื่องราวค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้คนในรัฐวิคทอเรียที่ใจอาศัยอยู่ แต่โดยเฉพาะค่าครองชีพที่หมดไปกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อยในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น หมา แมว นก ไม่เว้นแม้กระทั่งสัตว์เลื้อยคลาน
ใจเสียเวลาไปกับการอ่านข่าวนั้นอยู่นาน และอ่านอย่างตั้งใจ อาจจะเพราะ ความน่าสนใจของตัวเลขและสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่า บ้านเมืองต้องเป็นระบบระเบียบมากแค่ไหนถึงจะมีข้อมูลให้เราได้เห็นกันขนาดนี้ หากใครไม่เคยชินกับเมืองไทย ก็ต้องตกใจกับที่นี่ ที่ที่มีการเก็บข้อมูลสัตว์เลี้ยงอย่างเคร่งครัด มีการลงทะเบียนทั้งรัฐเอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้บทความเล็กๆ ที่ตีพิมพ์ลงในหน้าหนังสือพิมพ์เพียงครึ่งดูโดดเด่นและน่าสนใจขึ้นมาในทันที
“โรตี” ในความทรงจำของใจ คือ แผ่นแป้งสดที่คนขายมักจะป้อนเป็นก้อนกลม ใส่ในโถหรือถังพลาสติกปิดผามิดชิด พอสั่งหนึ่งแผ่น เขาหรือเธอก็มักจะหยิบมันออกมาวางบนรถเข็นซึ่งมีแผ่นอะลูมิเนียมปูทับยาวทั้งคัน
เขาจะใช้น้ำหนักของส่วนมือติดกับข้อมือกดทับแป้งก้อนกลมนั้นให้คลี่ออก ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างจับแป้งแผ่นนั้นตวัดไปตวัดมา จนแป้งมีลักษณะเป็นแผ่นกว้างขนาดเท่าจานรองถ้วยกาแฟ ว่าแล้วก็แผ่แผ่นแป้งลงกลางกะทะแบนที่ฝังเอาไว้บนตัวรถเข็น ตักเนยลงผสมให้เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้โรตีสุกและหอมได้ที่
Recent Comments