ในบรรดาตลาดทั้งหมดในเมลเบิร์น ไม่ว่าจะตลาดนัดขายของมือสองทุกวันอาทิตย์ที่ Camberwellตลาดนัดขายของราคาถูกทุกวันเสาร์ที่ชื่อ Caribbean หรือตลาดขายของฝากประจำรัฐอย่าง Queen Victoria Market ใจยกให้ตลาด South Melbourne Market เป็นตลาดอันดับหนึ่งในหัวใจ
อาจจะเป็นเพราะความสะดวกในการเดินทางไป South Melbourne Market ตัวตลาดอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมืองมากนัก ใจมักอาศัยรถไฟบนรางอย่าง tram สาย 96 ซึ่งเป็นทางเดียวกันกับที่จะเดินทางไปหาด St.Kilda ไปที่นั่นเสมอ
เมื่อรถไฟจอดที่สถานี ก็เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น เหนือทางรถไฟนั่น มีตลาด South Melbourne Market ตลาดขนาดเล็กที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่กว่า 140 ปี นับเป็นตลาดที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาตลาดที่เปิดให้บริการในเมลเบิร์น
ตัวตลาดออกแบบมาให้เหมือนกับตลาดขายสินค้าท้องถิ่น ไม่ได้เน้นขายของฝากเกินครึ่งเหมือนอย่างที่ Queen Victoria Market เป็น ภายใต้หลังคาตลาดมีร้านค้าราว 130 กว่าร้าน สินค้าแต่ละร้าน มีตั้งแต่ผักผลไม้ประจำถิ่น ร้านขายเนื้อสัตว์ ไวน์ ดอกไม้ เสื้อผ้า สินค้าใช้ในครัวเรือน ร้านขายเครื่องประดับ ร้านขายต้นไม้ ไม่เว้นแม้กระทั่งร้านขายกาแฟ และร้านอาหารหลากประเภทที่ตั้งอยู่โดยรอบตัวตลาด
ตลาดเปิดทำการทุกวันยกเว้นวันจันทร์และอังคาร ชั้นบนของตัวตลาด แปรสภาพเป็นที่จอดรถสำหรับผู้มาจับจ่ายใช้สอยให้หลังอีกหลายสิบปีที่เปิดให้บริการตลาด [...]
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ใจรู้สึกหลงใหลไปกับความสูงของตึกระฟ้า เพราะกว่าจะรู้สึกตัว ใจก็ไปยืนอยู่บนตึกที่ขึ้นชื่อว่าสูงสุดในแต่ละเมืองหลายตึกเข้าไปแล้ว
ใจพอจะจำได้ว่า ปีหนึ่งของการทำงานเป็นนักข่าว บรรณาธิการโต๊ะข่าวหนังสือพิมพ์หัวธุรกิจที่ใจเคยทำงานอยู่ ตัดสินใจส่งใจไปทำข่าวที่มาเลเซียเป็นเวลาสามวัน ในช่วงเวลาว่างเว้นจากการทำข่าว ใจเดินออกจากโรงแรมเพียงลำพังนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปทัศนาตึกปิโตรนาส ตึกที่สูงที่สุดในมาเลเซีย และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่าปิโตรนาสเองก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกด้วยกระมัง
ใจเคยไปรอดูเพนกวินยกโขยงขึ้นมาจากทะเล ก่อนจะเดินโยกเยกแยกย้ายเขาไปนอนในโพรงประจำของตนเอง ถึงสองครั้งสองครา ก็นับได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่เราจะบอกกับใครๆ ได้ว่า “ฉันมาแล้ว” แต่ถึงจะอย่างนั้น ถึงตอนนี้ยังคิดว่าการไปดูเพนกวินจะดูมีสีสันขึ้นอีกมาก หากเราได้พบกับ ”The Nobbies” ด้วยในคราวเดียวกัน….โดยปกติแล้ว ทัวร์เพนกวินเดินพาเหรด (Penguin Parade) นับเป็นทัวร์ยอดฮิตของเมลเบิร์น เรียกว่าจะมาเมลเบิร์นต้องไม่อดเพลิดเพลินกับการเดินพาเหรดของเพนกวิน หากใครไม่เคยมาก็จะเผลอเข้าใจได้ว่า เพนกวินที่นี่แสนฉลาดจนสามารถเดินพาเหรดได้เหมือนผู้คน แต่ทว่าที่จริงแล้ว Penguin Parade เป็นชื่อที่เขาตั้งให้ดูสวยงามและเปรียบเปรยกับสถานการณ์ที่เราจะได้เห็นตรงหน้า ก็คือ การที่เพนกวินพันธุ์เล็กที่สุดในโลกเดินขึ้นจากน้ำทะเล รอเพื่อนฝูงและเดินเข้าที่พักเป็นกลุ่มๆ นั่นเอง
มีภาพหลายภาพที่ใจไม่สามารถเล่าเรื่องราวของสถานที่ตั้งของภาพนั้นได้ นั่นเป็นพราะภาพนั้นเก็บได้ระหว่างใช้มันเป็นทางผ่านไปยังจุดหมายหรือปลายทางที่ต้องการเสียส่วนใหญ่ และแม้ถึงจะบอกได้ว่าภาพที่ได้นั้นมาจากสถานที่แห่งใด แต่กลับลงรายละเอียดอะไรไม่ได้เอาเสียเลย แต่ถึงจะอย่างนั้น ใจก็ยังคงความเชื่อดั้งเดิมส่วนตัวที่มีเสมอมาว่า “บางทีเราก็ไม่ได้สนใจจุดหมายนัก ความสวยงามรายทางและสิ่งที่เราได้ระหว่างทางต่างหากที่ล้วนแล้วแต่ทำให้เราลืมไม่ลง”
ในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ใจใช้เวลาไปกับการเดินทางด้วยรถยนต์มากกว่าสิ่งอื่นใด หลายต่อหลายครั้งการเดินทางของใจใช้เวลาการเดินทางด้วยรถยนต์ชนิดไปกลับเกิน 1500 กิโลเมตร หรืออาจจะมากกว่านั้นในระยะเพียงสามวัน ขณะที่บางเส้นทางเราขับรถกันเสียนานตั้งแต่เช้ายันเย็นเพียงแค่จะได้พักค้างคืน ณ ที่หมายเพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้น
ตึกเก่าๆ ที่ Maldon พาลทำให้รู้สึกราวกับว่าทั้งเมืองเงียบร้างไร้ซึ่งผู้คน ขณะที่ฝนและความเหน็บหนาวก็ยิ่งทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่า Maldon เงียบเหงาขึ้นทวีคูณ แต่….ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ความเงียบงัน ฝนพรำและความเย็นฉ่ำของฤดูหนาว ในตึกเก่านั้นกลับมีผู้คนและกิจกรรมบางอย่างดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น ผู้มาเยือน Maldon อย่างเราจึงเห็นความเป็นไปของตึกเก่าในสมัยใหม่เฉกเช่นทุกวันนี้
เราขับผ่าน Maldon เมืองเล็ก ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงของรัฐวิคทอเรียอย่างเมลเบิร์นเพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ อยู่หลายหน ตั้งแต่เราเดินทางข้ามรัฐไปนิวเซาท์เวลส์สองหนก่อนหน้า ไปเมืองแห่งดอกไม้เปลี่ยนสีหนก่อน และอีกหลายหนในช่วงสองปีมานี้ แต่กลับไม่ได้สนใจใยดี Maldon สักครั้ง ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่า Maldon ก็เป็นอีกเมืองเก่าในยุคตื่นทองของออสเตรเลียที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจอยู่เช่นกัน
เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ที่ใจเพียรพยายามในการตามเก็บที่รองแก้วจากสถานที่ต่างๆ ที่ได้ไปเยือนในรัฐแห่งนี้ เพียงเพราะในหนหนึ่งใจเก็บที่รองแก้วจำนวนหนึ่งกลับมาบ้าน และถามเพื่อนฝูงบน facebook ว่ามีใครสะสมมันไหม
จนกระทั่ง พี่สาวคนหนึ่งที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักข่าวตอบกลับมาอย่างไม่รีรอว่าพี่เขาสะสมมันอยู่ และนั่นเป็นเหตุผลทำให้ใจมักจะหยิบกระดาษรองแก้วหลากหลายลวดลายกลับมาบ้านด้วยเสมอหากมีโอกาสพบเจอ
วัฒนธรรมการกินอย่างหนึ่งของฝรั่งที่แม้ใจจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สักพักแล้ว ก็ยังอดรู้สึกขัดหูขัดตาเสียไม่ได้ พอๆ กับแม้จะทำงานอยู่ในร้านอาหาร แต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกว่า…วัฒนธรรมการกินอย่างนี้มันผิดปกติจากที่เราเคยเห็นมาตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมายิ่งนัก
โดยปกติแล้ว การเดินเข้าร้านอาหาร สั่งของที่อยากจะได้ นั่งกินแล้วก็จ่ายเงินเดินกลับบ้าน และหากคิดถึงคนที่บ้านหรืออยากจะพกไปนั่งกินที่บ้าน ก็สั่งกลับบ้านติดมือกลับไป คือสิ่งที่เราเคยชินเสมอมาสำหรับวัฒนธรรมการกินอาหารนอกบ้านของไทยเรา ขณะที่ฝรั่งออสเตรเลียเขามีวัฒนธรรมการกินที่ใกล้เคียงเราในประมาณหนึ่ง คือ ออกนอกบ้าน สั่งอาหาร นั่งทานแล้ว กลับบ้าน หากอยากได้กลับบ้านก็สั่งกลับเช่นเดียวกันกับบ้านเรา
วันหนึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราโผล่ไปที่ธนาคารหนึ่งในสองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรเลีย โดยในมือมีเงินจำนวนหนึ่งที่จะฝากไปให้แม่ที่อยู่เมืองไทย เรารอจนธุระที่เราต้องการผ่านพ้นและเสร็จสิ้นเสียก่อน ก่อนที่จะตบท้ายด้วยการถามพนักงานธนาคารแห่งนั้นว่า “ฉันต้องการกระปุกออมสินตุ่นปากเป็ดตัวนั้น ฉันจะต้องทำอย่างไร” ถามไปก็พลางชี้นิ้วไปที่ตุ๊กตาตุ่นปากเป็ดอันเป็นสัตว์ประจำถิ่น ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะของพนักงานต้อนรับเยื้องกับประตูทางเข้าของธนาคาร
ชายหนุ่มของใจหลงใหลได้ปลื้มกับตุ๊กตาตุ่นปากเป็ดอยู่นานพอสมควร ด้วยความที่มันอ้วนกลมสีน้ำตาลเข็มจัด ปากของตุ่นมีสีเหลืองยาวยื่นออกมา สีเดียวกับเท้าของมัน รวมกันแล้วเป็นสีประจำของธนาคารแห่งนี้ ตรงกลางลำตัวตุ่นมีปุ่มตัวเล็กๆ กลมๆ ลักษณะคล้ายคลึงกับรหัสตู้เซฟที่เห็นในทีวี ทำให้เขาอยากจะได้มันมาครอบครองอยู่นานพอสมควร
ช่วงนี้ฝนฟ้าไม่เป็นใจนัก อากาศไม่เพียงแต่จะเริ่มเหน็บหนาวเพียงเท่านั้น แต่ฝนกลับเทกระหน่ำลงมา ทำให้อุณหภูมิความเหน็บหนาวนั้นเพิ่มทวีคูณยิ่งขึ้น บางทีใจก็ไม่รักหน้าหนาวเอาเสียเลย แม้ถึงคราวหน้าร้อนมาถึงก็แอบถวิลหาหน้าหนาวเสียเต็มประดาก็ตามที
อันที่จริงแล้ว เมลเบิร์นยังไม่เข้าหน้าหนาวอย่างเต็มตัว ฝรั่งเขาเรียกหน้านี้ว่าฤดูใบไม้ร่วง มันเป็นช่วงเวลาที่ใบไม้บนต้นเริ่มเบื่อที่จะติดกับกิ่งก้าน พาลเปลี่ยนสี และร่วงหล่นลงบนพื้นกันเป็นทิวแถว ใจเองแม้จะไม่ชอบความเหน็บหนาวที่กำลังคืบคลานเข้ามาเยือน แต่ก็ยอมรับว่า ฤดูกาลนี้ ถือเป็นฤดูกาลที่ทำให้ชีวิตรู้สึกเต็มไปด้วยสีสันมากที่สุด
เราไม่ได้วางแผนว่าเราจะนอนที่ไหน จนกระทั่งขับรถมาถึง Albury เมืองในเขตของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งอยู่ติดกับรัฐวิคทอเรียที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องเวลาที่ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆ แล้วหรือเป็นเพราะเมืองก่อนหน้าน่ากลัวว่าจะมีผีฝรั่งสมคำเล่าและลือกันต่อๆ มาก็ตามที นั่นก็ล้วนแล้วแต่รวมเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องหาที่พักในยามค่ำคืนนี้ที่ Albury
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ในระยะหลังมานี้ ใจมักเป็นนักเดินทางที่ไม่ค่อยมีระบบแบบแผนในการเดินทางมากนัก เราเพียงแค่มีปัจจัยพื้นฐานสำคัญ คือ “อยากจะออกไปนอกบ้านไกลๆ” บวกเพิ่มด้วยความ “เบื่อสถานที่ใกล้ๆ” เราเลยทำเพียงการเติมน้ำมันให้เต็มถัง มีเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งและเงินในกระเป๋าพอที่จะใช้ได้กันสองคนในจำนวนวันที่เรามีให้กับการเดินทาง
เรารู้ว่า “Wentworth” อยู่คนละรัฐกับเรา รู้ว่ามันไกลจากบ้านเราไปอีกกว่า 600 กิโลเมตร แต่ถึงจะอย่างนั้น พอถึงเวลาเดินทางเข้าจริงๆ เรากลับเหนื่อยล้า และพบว่า…มันไกล และไกล…..เหลือเกิน
ความพยายามค้นหาที่เที่ยวภายในรัฐของเรามาถึงขีดสุด หลังจากเดินทางไปหลายๆ ที่และพบว่า การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวในระยะเดินทางแบบไปกลับนั้นเริ่มหดหายเข้าไปทุกที การตัดสินใจไปค้างคืนในที่ๆ ไม่สามารถขับรถไปกลับได้ หรืออยู่ห่างไกลออกไปในระยะหลายร้อยกิโลเมตร จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่เราจำเป็นต้องทำมากขึ้น
ว่ากันว่า “Ouyen” เป็นเมืองที่มี วานิลล่าสไลซ์ (Vanilla slice) อร่อยที่สุดในออสเตรเลีย แม้เราจะไม่รู้สรรพคุณที่ว่านี้มาก่อน แต่เส้นทางไปกลับระหว่างเมลเบิร์นและ Mildura เมืองรอยต่อระหว่างรัฐที่มากกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร ต้องผ่าน Ouyen อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นทำให้เราได้มีโอกาสแวะเวียนและชิมขนมที่ว่านี้ด้วยตนเอง…
ใจไม่รู้จักชื่อของ Ouyen มาก่อนเลย จนกระทั่งรถของเราขับผ่านระหว่างการเดินทางไกลจากเมลเบิร์นไป Mildura สายตาปะทะกับ Ouyen ในช่วงขาไป แต่โอกาสที่จะแวะเวียนเมืองในช่วงขาไปยากเย็นนัก เพราะระยะทางการเดินทางจากเมลเบิร์นถึง Mildura ที่อาศัย Calder Highway ช่างยาวไกลนัก เราต้องเร่งทำเวลาให้ไปถึงที่หมายก่อนมืด อย่างน้อยก็เพราะเราอยากเห็นสภาพของเมือง และมองหาที่พักก่อนที่เราจะมองไม่เห็นอะไรเลย
ใจรู้จักชื่อ “Yackandandah” (ยักคันดันดา) มานานพอสมควร มันนานมากพอที่จะสะสมอยู่ในความฝัน ก่อกลายเป็นความต้องการที่จะไปตามหาและทำความรู้จักมันมากขึ้น…..มากขึ้น….มากกว่าการได้รู้จักเพียงชื่อ แต่นั่นหมายถึงความคุ้นเคยและบอกใครได้ว่า “เรารู้จักกัน”
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายประการ ทำให้ใจต้องปรับเปลี่ยนทั้งวิธีคิด มุมมอง รวมไปถึงวิธีการใช้ชีวิตเรียกกันง่ายๆ ได้ง่าย เปลี่ยนทุกกระเบียดนิ้วเริ่มตั้งแต่ลมหายใจและเท้าที่ก้าว หากใครจะจดจำตัวหนังสือของใจได้ จะพบถึงความเปลี่ยนแปลงไปได้แม้กระทั่งในตัวหนังสือเหล่านี้
รถของเรามุ่งหน้าเดินทางออกจากเมืองสิงห์ ผ่านเมืองอุดมไซ อันเป็นเมืองท่าของการเดินทางในภูมิภาคลาวเหนือ แวะพักเติมน้ำมันก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมืองหนองเขียว ในเขตของเมืองหลวงพระบาง
หลายวันมานี้ ใจยังละล้าละลังว่าจะเดินทางย้อนกลับจากเมืองหนองเขียว เพื่อกลับมาทางเดิม และหาวิธีต่อรถไปยังเมืองพงสาลี เหนือสุดของลาว หรือว่าจะล้มแผนการเดินทางเพื่อเดินทางกับเรือจากหนองเขียวไปยังหลวงพระบาง และเดินทางกลับประเทศไทยดีไหม
อย่างที่บอกเอาไว้ นั่นเป็นเพราะว่า เวลาการเดินทางกลับมาเมืองไทยหนนี้ค่อนข้างจำกัดนัก ใจไม่สามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่ทั้งในไทยและลาว นั่นเป็นเพราะมีกำหนดกลับออสเตรเลียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ทว่าใจกลับหนีจากบ้านออกมาเที่ยวลาวร่วมครึ่งสัปดาห์เข้าไปแล้ว
เมื่อรถตู้มาจอดหน้าที่พัก ที่เมืองสิงห์ แขวงหลวงน้ำทาของลาว ก็มืดค่ำเสียจนมองไม่ค่อยเห็นอะไรรอบข้างแล้ว ใจจึงอธิบายความรู้สึกของตนที่มีต่อเมืองนี้ไม่ได้จนกระทั่งรุ่งเช้า….
ใจไม่เคยมาเยือนเมืองสิงห์ เขตของหลวงน้ำทา ทางเหนือของลาว นั่นคือความจริง เพราะแม้จะเดินทางข้ามไปฝั่งลาวอยู่พอสมควร แต่กลับไม่รู้จักเมืองนี้ จนเมื่อเพื่อนสาวผู้นำทางบอกว่าเป็นเมืองที่ฝรั่งเขามักจะไปเดินป่ากันมากขึ้น
ฝรั่งหลายคนดั้นด้นนั่งรถฝ่าถนนลูกรังที่รอคอยการแก้ไขร่วมหลายชั่วโมง เพื่อที่จะมานอนอยู่โยงที่เมืองอันเป็นรอยต่อระหว่างประเทศลาวและจีนเพื่อหวังจะได้เดินป่าที่เขาว่า….มักจะต้องทำเมื่อมาเยือนถึงเมืองนี้
Recent Comments