กิ๊บเก๋ที่ยูเรก้า !ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ใจรู้สึกหลงใหลไปกับความสูงของตึกระฟ้า เพราะกว่าจะรู้สึกตัว ใจก็ไปยืนอยู่บนตึกที่ขึ้นชื่อว่าสูงสุดในแต่ละเมืองหลายตึกเข้าไปแล้ว ใจพอจะจำได้ว่า ปีหนึ่งของการทำงานเป็นนักข่าว บรรณาธิการโต๊ะข่าวหนังสือพิมพ์หัวธุรกิจที่ใจเคยทำงานอยู่ ตัดสินใจส่งใจไปทำข่าวที่มาเลเซียเป็นเวลาสามวัน ในช่วงเวลาว่างเว้นจากการทำข่าว ใจเดินออกจากโรงแรมเพียงลำพังนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปทัศนาตึกปิโตรนาส ตึกที่สูงที่สุดในมาเลเซีย และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่าปิโตรนาสเองก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกด้วยกระมัง
ในหนนั้นใจใช้ความพยายามถึงสองวันซ้อนในการเดินทางขึ้นไปยังจุดชมวิวของปิโตรนาส นั่นเป็นเพราะว่าตึกปิดทำการให้ขึ้นชมวิวในช่วงสี่โมงเย็นของทุกวัน ดังนั้นใจจึงใช้พยายามในวันที่สอง เดิมดุ่มๆ เข้าไปต่อคิวขึ้นชมวิวอีกครั้ง และอย่างที่เขาว่ากันไว้ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ทั่นั่น” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความหลงใหลได้ปลื้มกับการยืนอยู่บนตึกสูงแล้วมองสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง หลายปีต่อมา ใจใช้ความพยายามในการกางแผนที่อยู่กลางเกาะแมนฮัตตัน ทั้งๆ ที่ใครต่อใครก็รู้จักใครดีว่า “มันเป็นพวกชอบงงทิศอยู่เป็นประจำ” แต่เพื่อให้ถึงจุดหมายในการเยือนตึก Empire State ตึกที่สูงที่สุดในนิวยอร์ก ดังนั้น ใจจึงใช้ความพยายามอย่างไม่ลดละจนถึงตึกอย่างสวัสิดิภาพเสียเงินในกระเป๋าไปพันกว่าบาทเป็นค่าทางผ่าน เปิดกระเป๋าทุกซอก แกะโน้ตบุ๊กกางแล้วเปิดเครื่องให้พนักงานเอาเข้าไปตรวจในมุม เพียงเพราะหวังอยากขึ้นชมวิวบนตึกสูงเท่านั้นเอง หลายปีก่อนหน้าโน้น ตารางท่องเที่ยวของใจในสามรัฐใหญ่ของออสเตรเลีย ทั้งโกลด์โคสต์ ซิดนีย์ รวมถึงที่เมลเบิร์นแห่งนี้ มีตึกสูงที่สุดของแต่ละเมืองอยู่ในนั้นด้วย ในหนนี้ใจได้ค้นพบว่า ไม่เพียงแต่วิวที่ตึกสูงระฟ้ามอบกลับคืนมา แต่มันมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราสามารถทำได้บนตึกสูงที่ว่า ที่เมลเบิร์น ตึกสูงที่สุดของเมืองมีชื่อว่า “ยูเรก้า สกายเด็ค ทาวเวอร์” (Eureka Skydeck Tower) หากเงยหน้ามองจากเบื้องล่าง เราจะเห็นสีทองวับวาวอยู่บนยอดตึก ทองคำของแท้ไม่มีปลอมถูกฉาบเอาไว้บนยอดตึกคิดแล้วเป็นจำนวนหลายชั้น กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของตัวตึกไปในตัว ยิ่งเมื่อมองจากมุมด้านหน้า เพ่งสายตาตรงไปที่ตัวตึก เราจะเห็นรูปปั้นผึ้งสีทองหลายตัวติดอยู่ที่ตัวตึก ซึ่งต่อมาใจได้รับคำอธิบายจากผู้จัดการตึกที่ออกมาต้อนรับว่า ที่เมลเบิร์นมีกฎหมายที่ไม่เหมือนใคร ใครที่สร้างตึกต้องยอมรับเงื่อนไขว่าคุณจะต้องทำอะไรก็ได้ที่บ่งบอกถึงความเป็นศิลปะบนตัวตึก อะไรก็ได้ที่จะบอกว่า คุณทำให้มันเป็นศิลปะ เพราะเมืองแห่งนี้พยายามขายความเป็นศิลปะ เพื่อดึงดูดคนมาท่องเที่ยว เราจึงเห็นศิลปะ ปฏิมากรรม และอะไรต่อมิอะไรในเชิงศิลป์อยู่ทั่วทั้งเมืองเมลเบิร์นไปโดยปริยาย ไม่เว้นแม้แต่แผ่นไม้อัดธรรมดาๆ ที่เอาไว้กั้นสถานที่กำลังก่อสร้างตึก ก็ถูกละเลงด้วยสีสัน และลวดลายอย่างตั้งใจ และส่งผลให้ทางผ่านไม่ธรรมดาขึ้นมาในบัดดล เมื่อตอนที่ใจไปถึง Eureka Skydeck Tower เพิ่งสร้างเสร็จได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น (ไม่นับทุกวันนี้ที่เข้าเมืองเมื่อไรก็ได้เห็นตึกนี้ตลอดเวลา) ว่ากันว่าตึกสูงสุดของเมืองนี้ใช้เวลาก่อสร้างถึง 4 ปีกับอีก 2 เดือนเต็มๆ เพิ่งจะเปิดเปิดทำการเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมปี 2006 Eureka Tower Pty Ltd เจ้าของตึก ตั้งใจจะให้เป็นตึกระฟ้าสำหรับการพักอาศัย และหวังจะให้ติดในอันดับ“The world’s tallest residential tower” หรือตึกที่พักอาศัยของมนุษยชาติที่ดันทะลึ่งสูงที่สุดในโลก แผ่นประวัติของตัวตึกที่อยู่ในมือของใจบอกว่าบริษัทเจ้าของตึกใช้เงินในการก่อสร้างทั้งสิ้นราว 500 ล้านเหรียญออสเตรเลีย อีกทั้งลิฟต์ที่นี่ยังเป็นลิฟต์ที่ได้ชื่อว่าเร็วที่สุดในบรรดาตึกที่ตั้งอยู่ทางใต้ของออสเตรเลีย คำนวณความเร็วได้ที่ 9 เมตรต่อวินาที ความสูงของตึกอยู่ที่ 300 เมตร ใช้กระจกติดรอบตึกกินพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร โดย 10 ชั้นบนสุดของตึกเป็นกระจกที่เคลือบด้วยทองคำ 24 กะรัต โดยมี Fender Katsalidis Pty Ltd เป็นบริษัทรับออกแบบ และมี Grocon Constructions Pty Ltd เป็นคนก่อสร้าง สถิติการก่อสร้างตึกยังใช้คอนกรีต 110,000 ตัน น้ำหนักราว 200,000 ตัน มีบันได 3,680 มีชั้น 92 ชั้น หน้าต่างของตึกกินพื้นที่ถึง 52,000 ตารางเมตร ชั้น 88 ของตึกถูกจัดบุด้วยไม้อายุราว 200 ปีเพื่อใช้เป็นสถานที่ให้ผู้คนรับชมวิวของเมลเบิร์น สองชั้นเกือบบนสุดของตึกคือ 90 และ 91 รองรับแรงลมที่พัดแรง หรือแม้แต่แผ่นดินไหว วิศวกรออกแบบให้มีการใส่แทงค์น้ำใหญ่ยักษ์ บรรจุน้ำด้านใน 300,000 ลิตร น้ำจะเลื่อนไปทางซ้ายขวาเพื่อทำให้ตึกไม่สั่นไปมา หลักการสร้างความเร้าใจง่ายๆ ของห้อง The Edge นี่ก็คือ เมื่อนักท่องเที่ยวเอาข้าวของออกจากตัววางไว้ในล็อคเกอร์ เพื่อป้องกันของหล่นโดนพื้นกระจกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะเปิดประตูให้ทุกคนเข้าไปยืนอยู่ตามมุมห้อง ก่อนที่จะปิดประตูทำให้ตัวห้องมืดสนิท ในชั่วไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น แสง สี และเสียง จะกระหน่ำ อำพรางให้ประหนึ่งว่าทุกคนกำลังอยู่ในห้องมืดและได้ยินแต่เสียงฟ้าร้อง ทันใดนั้นไฮโดรลิกจะทำหน้าที่ของมัน พาตัวห้องค่อยๆ เลื่อนออกจากตัวตึก ทันใดนั้นเสียงดังก็เร่งถึงขีดสุดเหมือนกระจกแตก ความมืดที่ปิดบังสายตาเราจากภายนอกเอาไว้ก็จางหาย กลายเป็นห้องกระจกทั้งหมดสว่างไสวจากแสงแดดข้างนอก ทำให้สายตาทั้งหมดมองเห็นว่าห้องนั่นยื่นออกจากตัวตึกเท้าสองคู่ยืนอยู่บนกระจกใส ที่ไร้อะไรกั้นอีกแล้วนอกจากนั้น ใจเองยอมรับว่าไม่สามารถจัดประเภทตัวเองว่าอยู่ในกลุ่มกลัวความสูงหรือไม่ เพราะแม้จะรู้สึกตื่นเต้นและกลัวความสูงแต่ใจกลับโหยหาที่จะทดลองของเล่นที่อยู่บนที่สูงอยู่เสมอ รวมถึงในห้อง The Edge แห่งนี้ด้วย หนหนึ่งใจไปปีนสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ ความสูงของสะพานทำให้มองเห็นอ่าวและเมืองที่อยู่เบื้องล่างได้ชัดเจน เจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยระหว่างการเดินเลาะขอบสะพานขึ้นไปยังจุดสูงสุดของสะพานเก่าแก่หลายสิบปีนั้นบอกว่า “ผมว่าคนที่กลัวและตื่นเต้นไปทุกครั้งที่ได้ปีนสะพานแบบนี้แหละจะสนุกกับมันมากที่สุด” ใจเองเห็นว่ามันคงจะจริงอย่างที่ชายแก่ที่พาผู้คนปีนสะพานข้ามอ่าวเกินหนึ่งพันครั้งคนนี้พูดเอาไว้ เพราะหาก The Edge ไม่ได้ทำให้ผู้คนที่ไปเยือนตื่นเต้นเสียแล้ว ภาพของ Eureka Skydeck Tower ก็คงจะยังเป็นเพียงตึกสูงที่สุดที่ให้ผู้คนดูวิวได้รอบทิศของเมืองเพียงอย่างเดียว และไม่คงคุณค่าแก่การจดจำแม้แต่น้อย เพราะนี่กระมังทำให้ Eureka Skydeck Tower มีค่าที่จะเราควรจะยอมเสียเงินในกระเป๋าแลกกับการเยี่ยมชมสักครั้ง Related Post |
Discussion
No comments for “กิ๊บเก๋ที่ยูเรก้า !”
This website uses IntenseDebate comments, but they are not currently loaded because either your browser doesn't support JavaScript, or they didn't load fast enough.
Post a comment