Albury : อีกเมืองที่กั้นระหว่างเราและนิวเซาท์เวลส์เราไม่ได้วางแผนว่าเราจะนอนที่ไหน จนกระทั่งขับรถมาถึง Albury เมืองในเขตของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งอยู่ติดกับรัฐวิคทอเรียที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องเวลาที่ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆ แล้วหรือเป็นเพราะเมืองก่อนหน้าน่ากลัวว่าจะมีผีฝรั่งสมคำเล่าและลือกันต่อๆ มาก็ตามที นั่นก็ล้วนแล้วแต่รวมเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องหาที่พักในยามค่ำคืนนี้ที่ Albury ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ในระยะหลังมานี้ ใจมักเป็นนักเดินทางที่ไม่ค่อยมีระบบแบบแผนในการเดินทางมากนัก เราเพียงแค่มีปัจจัยพื้นฐานสำคัญ คือ “อยากจะออกไปนอกบ้านไกลๆ” บวกเพิ่มด้วยความ “เบื่อสถานที่ใกล้ๆ” เราเลยทำเพียงการเติมน้ำมันให้เต็มถัง มีเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งและเงินในกระเป๋าพอที่จะใช้ได้กันสองคนในจำนวนวันที่เรามีให้กับการเดินทาง
ใจมักทำหน้าที่หาที่เที่ยว และมักจะเป็นการหาที่เที่ยวแบบก่อนเวลาออกเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมง เรียกง่าย ๆ ได้ว่า “ตัดสินใจวินาทีสุดท้าย” กันเลยทีเดียว เราจึงไม่มีข้อมูลเรื่องที่เที่ยวมากนัก และจะทำความรู้จักกับมันระหว่างการเดินทางไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับ Albury ที่เรารู้แต่เพียงว่าติดกับเมืองเป้าหมายที่เราอยากจะไป และอยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้นเอง เมื่อเรามาถึง Albury เราขับรถวนไปรอบเมือง ชมความเป็นไปโดยรอบ และมักเป็นกิจกรรมที่เราทำมันเสมอเมื่อไปเยือนเมืองใหม่แต่ละหน เราวนไปมาก่อนพาตัวเองขึ้นมาอยู่บนยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของ Albury War Memorial ซึ่งเราสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองได้โดยรอบ สำหรับ Albury แล้ว ถือว่าเป็นหัวเมืองใหญ่แห่งหนึ่งของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ตั้งอยู่ขนาบข้างของทางหลวงแผ่นดินอย่าง Hume Highway ที่ตัดผ่านจากวิคทอเรียทะลุรัฐหลายรัฐ ไม่เพียงแค่นั้นยังเป็นเมืองที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับสองของรัฐอีกด้วย แต่ความกว้างใหญ่ไพศาลของหัวเมืองแห่งนี้ กับ สวนทางกับจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่โดยรอบ ที่ระบุเอาไว้เพียงครึ่งครึ่งแสนเท่านั้น การเดินทางไปมาสะดวก สำหรับคนซิดนีย์หากจะมาเยือนที่นี่ก็ต้องขับรถกันไกลเกือบ 600 กิโลเมตร ขณะที่จากตัวเมืองเมลเบิร์นก็เพียง 300 กิโลเมตรเท่านั้น เราใช้เวลาไปกับยอดเขาอยู่พอประมาณ ก่อนขับรถวนหาที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ที่ Albury …. ในช่วงสายของวันรุ่งขึ้น เราเดินทางไปเยือนสถานีรถไฟประจำเมือง สถานีรถไฟ Albury เป็นสถานีหลักที่รถไฟระหว่างรัฐจะทำการแวะพักเพื่อส่งและรับผู้โดยสารในเวลาเดียวกัน สถานีรถไฟใหญ่ยักษ์ ที่มีชานชาลาสีเหลืองอ่อน เหมือนชานชาลาสถานีรถไฟหัวหินก็ไม่ปาน เพียงแต่ว่าขนาดใหญ่ต่างกันนัก หากจะเทียบกันจริงๆ แสงแดดอ่อนๆ พาเคลิบเคลิ้มไปกับชานชาลาแห่งนี้ เก้าอี้สีน้ำเงิน ทำให้รู้สึกได้ว่ามันเข้ากันเหลือเกินกับชานชาลาสีเหลือง และอิฐสีส้มเกือบแดงที่มีแสงแดดส่องกระทบในยามนี้ อันที่จริงแล้ว Albury ยังมีสถานที่ให้แวะชมอีกหลายแห่ง รวมถึง Lake Hume และผับรูปร่างแปลกตาที่ต้องขับออกนอกเมืองไปอีกราว 4 กิโลเมตร ผับที่ได้ชื่อว่า มีสถาปัตยกรรมในการออกแบบได้ “น่าชม” ซึ่งเราก็ไม่พลาดเดินทางไปชมมาแล้ว ก่อนตะวันจะตกดินในวันก่อนหน้า ไม่นับรวมกับตึกเก่าๆ อีกหลายแห่งในเขตธุรกิจกลางเมืองของ Albury สำหรับเราแล้ว Albury อาจจะไม่สวยงามเท่ากับเมืองก่อนหน้า ที่รายล้อม Albury เอาไว้ ทั้ง Rutherglen, Beechworth และ Yackandandah ที่เราล้วนแล้วแต่ไปเยือนมาครบถ้วนหมดแล้ว แต่ Albury ก็สวยงามในแบบฉบับของการเป็นเมืองท่าและเมืองกั้นกว้างระหว่างสองรัฐ เส้นทางรถไฟที่ตัดผ่าเมืองออกออกเป็นสองข้าง ทำให้ภูมิศาสตร์ออกเมืองดูแปลกตา การขึ้นไปบนยอดเขาแล้วมองลงมาชม Albury ทำให้เห็นการวางผังเมืองที่ดีมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้ามายึดถืออาณานิคมออสเตรเลียเอาไว้ พอๆ กับการเป็นเมืองที่สะอาดสะอ้าน หาอะไรก็ได้ง่ายๆ เพราะถนนสายหลักของเมืองเป็นเส้นตรงดิ่งนั่นเอง เราลาจาก Albury ในช่วงเที่ยง ก่อนขับรถทางไกลมุ่งหน้ากลับเมลเบิร์นก่อนตะวันจะตกดิน เรามีน้ำมันเต็มถังเหมือนขามา และหวังว่า หนหน้าจะขับมาแวะ Albury เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ไกลยิ่งกว่านี้…. ปล. แวะไปชมภาพ Albury เพิ่มเติมได้ที่อัลบั้มภาพของใจ http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157625452230140/ Related PostDiscussionOne comment for “Albury : อีกเมืองที่กั้นระหว่างเราและนิวเซาท์เวลส์”Post a comment |
นึกว่าจะไม่ได้ดูภาพสวยๆของคุณใจแล้วเสียอีก พักหลังไม่อัพเลยนะค่ะ ^^