เยือนเมือง Clunesเราไม่เคยเห็นและรู้จักเมืองที่ชื่อว่า “Clunes” เลย จนกระทั่งตัดสินใจออกเดินทางไปค้นหา และนั่นก็ทำให้เราได้ค้นพบว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้สมชื่อและสมควรได้อยู่ในทำเนียบเมืองเล็กน่าเที่ยวประจำรัฐวิคทอเรียเหมือนอย่างที่เขาคัดสรรและเลือกมาแนะนำเอาไว้ในเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวประจำรัฐไว้อย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่อแรกที่เห็น Clunes ในเว็บไซต์ที่ท่องเที่ยวของรัฐวิคทอเรีย เราใช้เวลาทำความรู้จักกับเมือง Clunes ทั้งอ่านประวัติ นั่งดูรูปและเส้นทางการเดินทางอยู่ไม่กี่นาที ก่อนที่เราจะตัดสินใจกันอย่างง่ายๆ ว่าวันหยุดหนึ่งวันต้นสัปดาห์ก่อนการทำงานในวันอื่นๆ ติดต่อกัน เราจะใช้มันไปอย่างคุ้มค่าที่ Clunes
เมื่อเช้าวันเดินทางมาถึง แดดออกแรงจ้าพอสมควรในช่วงสายของวัน และมันก็พอจะทำให้เราใจชื้นอยู่บ้างว่าการเดินทางไปท่องเที่ยวแบบไปกลับภายในวันเดียวคงจะไม่น่าเบื่อเพราะฝนพรำอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงจะอย่างนั้น ในใจลึกๆ ของเราก็รู้ดีว่าสภาพอากาศที่รัฐวิคทอเรียแห่งนี้เลวร้ายแค่ไหน เราไม่สามารถจะคาดเดาว่าในหนึ่งวันนั้นจะเจอกับอะไรบ้าง ในบางหนจะมีฝน ลมแรง แดด และความเหน็บหนาวมาผสมคละปนกันไป ขณะที่หน้าร้อนก็อาจจะร้อนจนผิวไหม้ ขณะที่ตอนสายๆ ฝนก็อาจจะเทลงมาทำให้ฉ่ำใจและหายวับไปกับสายลม ดังนั้น เราจึงเปลี่ยนใจเสียใหม่ว่า หากตั้งใจจะออกเดินทางไกลแล้ว ให้หลงลืมและทิ้งพยากรณ์อากาศเอาไว้ข้างหลัง เรียกว่า หากไม่เลวร้ายถึงขนาดห้ามปรามเข้าเขตนั้นเพราะมีพายุหนักหนา พยากรณ์อากาศระบุว่าห้ามเด็ดขาด ก็ให้เดินทางกันได้เลย… สำหรับเส้นทางการเดินทางจากบ้านเราไป Clunes นั้นไม่แปลกตาสำหรับเรานัก เราเคยใช้เส้นที่วิ่งทะลุผ่านเมืองหลวงเมลเบิร์น เข้าอุโมงค์หลัก และขึ้นสะพานใหญ่ที่สุดของเมืองอย่าง West Gate Bridge ก่อนจะวิ่งไปในเส้นทางของ M80 Ring Road หรือ Western Ring Road และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Metropolitan Ring Road ถนนฟรีเวย์เส้นใหญ่ที่เชื่อมต่อเขตอื่นๆ ของเมืองหลายเส้น โดยเฉพาะแยกไปในเส้นทางของการเดินทางไปเมืองแห่งเหมืองทองสำคัญของรัฐอย่าง Ballarat อันเป็นเส้นทางเดียวกันกับการขับทะลุไปยัง Adelaide อีกรัฐหนึ่งของออสเตรเลียเพียงระยะทาง 700 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น เราขับเรื่อยไปตามทางที่จีพีเอสบอก เพราะถึงแม้จะเคยใช้เส้นทางนี้อยู่แล้วในการเดินทางมา Ballarat และเมืองแห่งน้ำแร่ของออสเตรเลียอย่าง Daylesford แต่จีพีเอสก็ยังจำเป็นในฐานะของการช่วยชี้แนะเส้นทางที่มีการเปลี่ยนเงื่อนไขการเดินรถอยู่ตลอดเวลา เมื่อผ่าน Ballarat เมืองแห่งเหมืองทองที่เคยร่ำรวยสุดๆ เราต้องขับเลยมาอีกเป็นระยะทางราว 20 กว่ากิโลเมตร อันเป็นที่ตั้งของ Clunes กินระยะเวลานับจากตัวเมืองเมลเบิร์นมาก็เพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ก่อนถึงตัวเมือง Clunes นั้นถนนเริ่มคับแคบลงอย่างเห็นได้ชัด และฝนก็เทกระหน่ำลงอย่างมาอย่างหนัก เมื่อเราเข้าเขตตัวเมืองเล็กๆ ของ Clunes รถเราขับเลยพ้นป้ายแสดงความต้อนรับการมาเยือนของแขกต่างถิ่น เรายังไม่เห็นอะไรน่าสนใจในตัวเองมากนัก จนกระทั่งรถเลี้ยวซ้ายเข้าเขต Town Center เราก็เห็นว่า Clunes น่าสนใจขึ้นมาในทันที ถนนที่กว้างแปลกตากว่าปกติ พื้นไม่ได้ถูกลาดด้วยซีเมนต์หรือยางมะตอยอย่างที่ควรจะเป็น หากมองด้วยสายตาแล้ว ก็เหมือนกับถนนแถวบ้านนอกของเมืองไทย ดินสีแดงจะถูกบดและอัดแน่นเป็นแผ่นกว้าง ก่อนเททับด้วยกรวดเม็ดเล็กๆ ที่นานๆ ไปก็กลายเป็นแผ่นถนนกว้างใช้งานกันได้ปกติ เราจอดรถที่หน้าร้านขายยา ซึ่งแปะป้ายที่ทำการไปรษณีย์ประจำเมืองด้วย ก่อนที่จะดับเครื่องและเดินเข้าไปหยิบโปสการ์ดสำหรับเขียนข้อความเล็กสั้นๆ ส่งกลับบ้านของเราเพื่อยืนยันว่าเราได้มาเยือน Clunes แล้วในวันนี้ โปสการ์ดแผ่นเล็กที่มีข้อความสั้น ๆ จะถูกส่งกลับมาที่บ้านของเราหลังทริปการเดินทางไกลเพียงแค่หนึ่งวันให้หลังเสมอ สิ่งนี้กลายเป็นกิจวัตรเล็กๆ ที่เราคิดค้นขึ้นมาระหว่างการเดินทางในพักหลังมานี้ อย่างน้อยก็เพื่อเอาไว้นั่งดูในยามแก่เฒ่าว่าเราได้เดินทางไปไหนมาบ้างในยามหนุ่มสาว และดูเหมือนวันนี้ Clunes ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำในการเดินทางของเราไปเสียแล้ว ผู้คนที่ Clunes ไม่มากนัก เราสังเกตเห็นว่ามีกลุ่มคนที่พอจะเดาได้ว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่นและกลุ่มสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเดินขวักไขว่ไปมาในย่านนั้น และดูคึกคักกว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่ขึ้นว่าเป็นเมืองแรกของรัฐที่ขึ้นทะเบียนว่ามีการค้นพบทองคำ และนั่นกลายเป็นที่มาของยุคตื่นทองของรัฐวิคทอเรียในยุคอดีต หลังจากการสนทนากับพนักงานไปรษณีย์ โดยเฉพาะการสอบถามเส้นทางการเดินทางไปยังสถานที่ตั้งของ Wind Farm หรือกังหันลมผลิตพลังงานไฟฟ้าซึ่งเรามองเห็นได้จากไกลๆ ก่อนที่รถของวิ่งเข้า Clunes เราถึงได้รู้ว่า เรามาเที่ยวในวันหลังน้ำท่วมใหญ่ของย่านนี้ อาจจะเพราะเราปิดหู ปิดตาของตัวเองไม่ได้ดูข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์หรือสองวันติด ทำให้เราไม่ล่วงรู้เลยว่า วันก่อนหน้า Clunes ไม่เพียงแต่มีฝนเทหล่นมาจากฟ้าอย่างหนัก แต่มันกลับเอ่อล่นเข้าท่วมบ้านของคนแถวนี้และทำให้ทางบางเส้นตัดขาดไปอีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีมานี้ที่ Clunes ถูกน้ำท่วม อย่างเพียงกระนั้นเลย ดูเหมือนจะเป็นทุกขลาภของคนทั้งรัฐวิคทอเรียไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่รัฐวิคทอเรียเคยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองวิบากกรรมที่ขาดน้ำใช้งานอยู่ทั้งปี การจำกัดการใช้น้ำในบางพื้นที่ของรัฐ มีหลายขั้นตอน ทั้งการจำกัดการรดน้ำต้นไม้ ล้างรถ และอะไรอีกหลายอย่าง เพราะฝนที่ตกไม่มาก และทิ้งช่วงอยู่เสมอ ทำให้รัฐมีนโยบายกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง ขณะที่ผ่อนปรนในบางพื้นที่ที่มีน้ำจากแหล่งธรรมชาติอย่างเพียงพอ แต่ปีนี้ฝนกลับเทหนักกว่าปีไหนๆ ถึงขนาดที่พื้นที่แถบนี้ต้องท่วมหนัก และอีกหลายท้องถิ่นกลับจมอยู่ใต้บาดาลอยู่หลายวันในช่วงวันที่เราไปถึง Clunes นั่นเอง แต่ถึงจะอย่างนั้น ผู้คนก็ยังใช้ชีวิตได้ปกติในวันที่เราไปถึง อาจจะเพราะที่ Clunes น้ำไม่ทำลายข้าวของมากนัก เหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆ ที่รัฐประกาศเป็นเขตอันตรายและห้ามเข้า ผู้คนยังออกมานั่งดื่มกาแฟในร้านคอฟฟี่ช็อปกลางเมืองกันอย่างสบายใจ ร้านค้ายังเปิดให้บริการกันอยู่บ้างตามอัตภาพมีเพียงบางร้านเท่านั้นที่ปิดทำการเพราะเป็นวันแรกของสัปดาห์และดูทีท่าว่าฝนจะเทลงมาหนักกว่าปกติไหม ปกติแล้ว Clunes จะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเพราะว่าเป็นเมืองที่ยังคงสภาพสถานที่จำพวก ตึกเก่าๆ บนถนนเส้นหลักของเมืองได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังเป็นเมืองเล็ก ที่มีนักเขียน ช่างภาพมืออาชีพ ศิลปิน เข้ามาอาศัยอยู่เป็นอย่างมาก จนเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลหนังสือประจำปี หรือ Back to Booktown ซึ่งแต่ละปีจะมีนักเขียน นักพูด ศิลปิน ผู้ค้าหนังสือ ผู้พิมพ์ และผู้เกี่ยวข้องกับวงการหนังสือจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงาน และถือเป็นงานเทศกาลหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียอีกด้วย โดยงานนี้จะเริ่มต้นขึ้นในสุดสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมนั่นเอง นอกจากนี้แล้ว การที่เป็นเมืองเก่าแก่ที่ดำรงความเป็นเมืองต้นกำเนิดของยุคตื่นทอง และตึกไม้ ตึกปูนเก่าที่ยังคงสภาพอย่างดีเยี่ยม ร้านค้าที่ตกแต่งในสไตล์แบบเก่าของชนชาวออสเตรเลีย รวมขายเนื้อสัตว์ ร้านขายหนังสือมือสอง และพิพิธภัณฑ์กลางเมืองที่โดดเด่นน่าค้นหา ทำให้ Clunes เข้าไปอยู่ฉากละคร และภาพยนตร์หลายเรื่องเลยทีเดียว หลังจากใช้เวลาเดินวนไปทั่วเมืองเล็กๆ เก็บภาพที่อยากจะได้มาจนครบ เราก็ขับรถวนตัวเมืองอีกหนึ่งรอบ ก่อนพารถขึ้นเนินไปยังโบสถ์ของอเมริกันชน ที่มาตั้งเอาไว้บนเนินยอดสุดของตัวเมือง รถจอดแน่นิ่งที่หน้าทางเข้าโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างมานานแล้ว เราถือวิสาสะเดินผ่านรั้วเหล็กเตี้ยที่เปิดทิ้งเอาไว้ เพื่อเข้าไปชมความงามของตัวโบสถ์ใกล้ๆ และก่อนที่จะตัดสินใจหันหลังให้โบสถ์เพื่อลาจากเมือง Clunes ไปในเวลาเดียวกัน เสียงเรียกของยายผู้ซึ่งมีบ้านติดกันกับรั้วของโบสถ์ที่เราเห็นตั้งแต่แรกมาจอดรถหนแรกก็ทำให้เราหยุดชะงักก่อนจะฟังและจับใจความได้ว่า แกเชื้อเชิญให้เราเข้าไปชมความงามภายในโบสถ์ เพราะแกมีกุญแจโบสถ์อยู่ในมือ แม้จะละล้าละลังด้วยความเกรงใจ แต่เราก็ปฏิเสธน้ำใจที่เขาหยิบยื่นให้อย่างเสียไม่ได้ เราเดินตามคุณยายซึ่งเวลานี้สีผมเปลี่ยนไปเป็นสีขาวสว่างจ้าจนแสบตาเข้าไปในโบสถ์ เมื่อเสียบกุญแจและออกแรงผลัก ก็พบความงามที่ถูกซ่อนไว้ด้านใน จำพวกกระจกสี และระแนงไม้ที่ปิดทับกันฝนจากหลังคาอีกชั้น เราใช้เวลาไม่นาน ก่อนร่ำลามาด้วยความประทับใจ ในน้ำใจของคนเมือง Clunes ตั้งแต่พนักงานไปรษณีย์ที่ช่วยเหลือเราเป็นอย่างดีในฐานะผู้แนะนำเส้นทางการเดินทางไปยังสถานที่อื่นๆ ให้กับเรา ชาวเมืองคนอื่นที่เสียเวลาให้กับเราในการถามเส้นทางจากพนักงานไปรษณีย์ผู้นั้น ไปจนถึงยายผู้มีสีผมขาวมากพอๆ กับน้ำใจของเขา เราจากลา Clunes มาพร้อมกับความทรงจำที่ดี เมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ให้ยื่นถ่ายรูปงามๆ เมืองที่ถนนยังคงความงามเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน พอๆ กับน้ำใจงามๆ ของคนจำนวนหนึ่งที่ชุ่มฉ่ำกว่าฝนที่เทกระหน่ำลงมาเสียอีก….. ปล. แวะไปชมภาพของ Clunes ได้เพิ่มเติมได้ที่ http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157624788015883/ หรือคลิกที่ภาพ Related PostDiscussionOne comment for “เยือนเมือง Clunes”Post a comment |
อ่านแล้วเพิ่งนึกได้ว่า ถ้าจะถามทางถามบุรุษไปรษณีย์น่าจะดีที่สุด จริงแหะ