ท่องลาวเหนือตอน 6 : กว่าจะถึงปลายทาง…หนองเขียวแม้อากาศจะเหน็บหนาว หมอกลงแต่เช้า แต่พอรุ่งสายแดดก็มาเยือน ในเงาของแม่น้ำอูในยามนี้มีทั้งก้อนเมฆสีขาว สีรุ้งอันเกิดจากการส่องกระทบของแดดบางๆ บนผิวน้ำ เรือของเราแล่นออกจากที่จอดอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เราก็รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่า…เรากลับไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราจะถึงที่นั่น…. หลังจากค่ำคืนที่มืดมิดในเมืองขวาผ่านพ้นไป เช้าวันนี้เราต้องอาศัยเรือของรีสอร์ทใหญ่แห่งหนึ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองหนองเขียว เมืองในหุบเขาในเขตของหลวงพระบางที่อยู่ห่างออกไปหลายชั่วโมงของการขับเรือ เรือที่มีชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำหน้าตาดีเป็นสารถี และมีสามีของน้องสาวหรือเขยน้องเป็นผู้คุมท้ายอีกนายหนึ่ง ค่อยๆ แล่นไปตามสายตาแบบตามกระแสน้ำแม่น้ำอู ผ่านหมู่บ้านชาวลาวหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า เรานั่งชมความงามของสองข้างทางอย่างน่าพิสมัย นี่คือช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราจะหามันได้ยากยิ่ง การนั่งเรือไปตามแม่น้ำสีเขียวใสเห็นก้อนหินข้างล่าง สองข้างทางเป็นแนวป่าเขียวขจี บางทีคนบางคนอาจจะไม่เคยได้ลิ้มรสอะไรแบบนี้อย่างที่เราได้รับเลยด้วยซ้ำ
นอกเหนือจากหน้าคอมพิวเตอร์แล้ว เขาก็แทบจะไม่เห็นอะไรรอบข้าง หลายครั้งใจมักจะเชื่อประโยคของตัวเองที่เคยพูดกับเพื่อนพ้องบางคนเสมอมา “เรื่องง่ายๆ อย่างการนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกในแต่ละวัน บางครั้งก็กลายเป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจเสียเหลือเกินสำหรับคนบางคน” บางทีใจก็อยากจะนึกขอบคุณเพื่อนสาวของใจเสียเหลือเกิน อาจจะได้กลับบ้านในช่วงที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของใจในหนนี้ จะไม่มีประโยชน์และผ่านไปอย่างเชื่องช้าหากไม่มีเพื่อนคนนี้คอยพาไปไหนต่อไหน ทำให้เห็นอะไรอีกหลายอย่าง รวมถึงการเดินทางในแบบที่ไม่เคยได้เจอแบบหนนี้ด้วย เรือแล่นมาไม่ถึงชั่วโมง ก็มาเทียบท่าตรงหมู่บ้านชาวลาวแห่งหนึ่ง สองหนุ่มเทียบเรือแล้วเชื้อเชิญเราขึ้นไปริมตลิ่ง เขาเดินนำเราขึ้นเนินดินที่ถูกปรับพื้นให้เหมือนขั้นบันไดไปยังจุดที่ตั้งของหมู่บ้านที่อยู่สูงกว่าแม่น้ำหลายเมตร เราเดินตามไปยังบ้านของเขา ซึ่งเปิดบริการขายของชำจำนวนหนึ่ง ก่อนได้รับคำบอกเล่าว่า เขาจะออกไปหาปลาพร้อมกับญาติของเขาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หน้าที่ของพวกเราคือต้องรอเขา ตามคำสัญญาและการเจรจาที่มีต่อกันเมื่อวานค่ำว่า “หากเรายอมรับเงื่อนไขจะจ่ายค่าเรือในการเดินทางไปหนองเขียวที่น้อยกว่าปกติ เราต้องยินดีนั่งรอเขาไปหาปลากับญาติพี่น้องของเขาก่อน” แม้จะมิอาจเลี่ยงการเจรจาได้ แต่นัยหนึ่งแล้ว เรากลับโหยหาที่จะได้พบเจอการเดินทางที่แปลกใหม่เช่นนี้ หลังจากที่ขอเข้าห้องน้ำในตัวบ้านของชายหนุ่ม เราก็ตัดสินใจจะซื้อปลาตัวหนึ่งที่แม่ของเขาขังเอาไว้ในถังน้ำ เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับมื้อกลางวันของเรา เราหยิบไข่จากลังไข่ในร้านขายของชำนั้นมาด้วยจำนวนหนึ่ง พร้อมกับบะหมี่ไวไวที่ขายดีนักหนาในประเทศลาวมาอีกสองสามห่อ ก่อนหันหลังให้กับหมู่บ้าน ล่องเรือไปยังจุดหมายอันเป็นที่พักพิงเพื่อให้ชายหนุ่มทั้งหมดออกไปหาปลาตามคำขอ เรือเลี้ยวตัดเข้าไปจอดริมตลิ่งกว้าง ซึ่งเป็นทางตัดของลำคลองขนาดย่อมที่ต่อเชื่อมกับแม่น้ำอูซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากหมู่บ้านที่เราเพิ่งจากมา สารถีจอดเรือและผูกมันเอาไว้กับหลัก ก่อนเปลี่ยนไปนั่งเรืออีกลำของญาติที่ล่องติดตามกันมา พวกเขาทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังลำคลองเล็กๆ นั้น และลับสายตาไปกับหัวโค้งของคลองน้ำไหลเชี่ยวตรงหน้า ขณะที่พวกเรามีหน้าที่นั่งรอเขานับจากนี้เป็นต้นไป เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง การนั่งรอเฉยๆ ผ่านพ้นไปแล้ว เราตัดสินใจที่จะทำให้ท้องอิ่มแทนที่จะต้องนั่งรอปลาที่พวกเขาจะหาได้ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมาเยือน มาถึงตรงนี้ เราเริ่มนึกถึงวิชาลูกเสือและเนตรนารี หรือยุวกาชาดที่ได้ร่ำเรียนมาในวัยเด็ก การหากิ่งไม้ และใช้ไฟเช็คจุดกิ่งไม้ก่อเป็นกองไฟ หยิบก้อนหินใหญ่ๆ มาล้อมรอบเป็นที่ตั้งหม้อดำๆ เพื่อหุงหาอาหารนั้น เป็นสิ่งที่เราเองก็ไม่ค่อยได้ทำ หากไม่ได้เดินทางมาในถิ่นธุรกันดารหรือมีเหตุจะต้องมาติดเกาะติดป่าเช่นนี้ เราทำสิ่งที่ว่าข้างต้นทั้งหมด ก่อนเทน้ำในขวดในหม้อต้มที่ชายหนุ่มเจ้าของเรือติดมาด้วยจากบ้าน เราเอาบะหมี่ไวไวใส่ลงไปเมื่อน้ำเดือด ตอกไข่ใส่ลงไปเล็กน้อย และเทเครื่องปรุงลงคลุกเคล้า ส่วนเมนูถัดมาคือไข่เจียว ใจว่าเมนูที่ว่าทำให้อาณาเขตแถวนี้มีกลิ่นฟุ้งไปทั่ว แอบนึกอยู่ว่าหากใครแล่นเรือผ่านมามีอันต้องหิวท้องร้องเพราะกลิ่นที่ว่าเป็นแน่ เพื่อนน้อย ใจ และน้องเอ๋ สามคน เริ่มกินบะหมี่และไข่เจียวไปล่วงหน้า พลางคิดถึงเพื่อนอีกหนึ่งคนที่เดินทางไปหาปลากับชายหนุ่มเมืองลาวก่อนหน้านี้ เขาคงจะเสียดายหากได้รับรู้ว่าเรากำลังกินไข่เจียวและไวไวไปก่อนเขาแล้ว…. เมื่อเราอิ่มท้อง ทุกคนก็ทะยอยกลับมาพร้อมกับสายน้ำ ชายหนุ่มทั้งหมดได้ปลามาจำนวนหนึ่ง เขาเริ่มก่อไฟอย่างเชี่ยวชาญ ไม่ทันไรกองไฟก็ใหญ่และให้เปลวไฟร้อนแรง แตกต่างกับพวกเราที่กิ่งไม้ก็เล็ก เปลวไฟเลยไม่ร้อนแรง แถมเน้นไปทางมีควันคลุ้งเสียมากกว่า เขาตัดไม้ไผ่ ผ่ามันออกเป็นส่องซีก ประกบปลาตัวเล็กเอาไว้ตรงกลาง รัดปลายไม้สองซีกที่ผ่าเอาไว้ด้วยตอกไม้ไผ่ ก่อนย่างปลาทั้งหมด ส่วนปลาตัวที่เราซื้อมา เขาจัดการผ่ามันเป็นชิ้นๆ โยนใส่หม้อ พร้อมกับเกลือและน้ำขามเปรี้ยว กลายเป็นปลาต้ม ชายหนุ่มสารถีเดินกลับไปที่เรือลำเดิมที่เราอาศัยมา ขนเสื่อ ขันโตก ข้าวเหนียว ถ้วย จาน และช้อน และที่นั่งเตี้ยๆ ออกมา เขาปูเสื่อ ยกขันโตกเอาไว้ตรงกลาง และเอาอาหารทั้งหมดใส่บนขันโตก ก่อนเรียกทุกคนมาล้อมวง เพื่อนทุกคนของใจเข้าร่วมวงขันโตกปลาย่างกันอย่างเต็มใจ ยกเว้นใจที่ไม่ชื่นชอบการกินปลามาแต่ไหนแต่ไร การที่จะหันหลังให้ขันโตกและเดินถ่ายรูปไปทั่วๆ บริเวณถึงเป็นอะไรที่ทำใจได้ไม่ยากเย็นนัก พวกเขาใช้เวลาไปนานร่วมชั่วโมงกับขันโตกชุดนั้น ก่อนเราจะจากลาลำคลองน้ำเชี่ยวกรากไปกับแดดยามบ่ายที่เริ่มร้อนแรงขึ้นมาทุกที เราโบกมือลาญาติพี่น้องของสารถีเรือ และเริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมายของเราอีกครั้ง ครั้งนี้คงจะไม่ได้แวะที่ไหน เรารู้ว่าเราจะไปถึงจุดหมายของเราในเร็วๆ นี้ …. จุดหมายที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปยังที่อื่นอีกในเวลาข้างหน้า เราผ่านสายน้ำระลอกแล้วระลอกเล่า ความเร้าใจของการเกาะขอบเรือเอาไว้แน่น เพราะเกรงว่าเรือจะโคลงหรือส่ายไปส่ายมาเพราะสายน้ำที่เชี่ยวนั้นเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เราตื่นเต้นเสมอ แต่ก็เผลอแอบงีบไปหลายคราเพราะลมที่พัดโชยตลอดเวลา ประกอบกับสารถีช่างขับเรือได้นิ่งในระยะที่น้ำนิ่งเสียเหลือเกิน ผ่านมาหลายชั่วโมงนับจากการเริ่มต้นเดินทางในช่วงเช้า เราผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า ผ่านความเร้าใจหลายหน แดดใกล้จะลาลับท้องฟ้าไปแล้ว เราเห็นทิวเขาข้างหน้าเริ่มสวยงามบาดตา และนั่นบ่งบอกได้ว่าเราใกล้ถึงหนองเขียวเข้าไปทุกทีแล้ว … ยิ่งใกล้เราก็ยิ่งใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ มันน่าแปลก ที่ใจไม่รู้สึกเสียดายช่วงเวลาที่ต้องนั่งรอคอยคนกลุ่มหนึ่งไปหาปลาเลยแม้แต่น้อย ร่มเงาของต้นไม้ในป่าริมตลิ่งนั้นทำให้ใจได้พักผ่อนอิริยาบทที่เมื่อยล้ามาตลอดจากการเดินทางหลายวันมานี้ แพไม้ไผ่ที่มีชาวบ้านสร้างเอาไว้และทิ้งมันไว้ริมตลิ่งทำให้ใจได้เก็บรูปแมลงปอปีกสวยๆ ที่มาเกาะเพื่อดื่มน้ำ และได้นั่งมันเอาเท้าแช่น้ำเย็นๆ อย่างสบายใจ เราได้มีโอกาสเดินลุยน้ำเย็นและใส โดยไม่กลัวว่าจะมีปลิงจะดูดกินเลือด แถมยังได้กินบะหมี่ไวไวและไข่เจียวแบบที่ไม่เคยต้องก่อไฟในป่าแบบนี้มาเสียนาน บางทีจุดหมายก็มีไว้ให้ไปถึง แต่ความสำคัญของการแวะพักข้างทางหาใช่จะลดเลือนและหายไป มันไม่เพียงแต่ทำให้เราหายเหนื่อย แต่บางครั้งมันก็ทำให้เราชุ่มชื่นหัวใจได้เทียบเท่ากับการไปถึงปลายทางเช่นกัน เพราะฉะนั้น มิควรเพียงแต่จะมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายแบบตรงดิ่งเพียงอย่างเดียว การให้ความสำคัญสิ่งรอบข้างและที่พักริมทางก็พึงจะมีเช่นกัน….อย่าสนใจแต่เป้าหมายให้ความสำคัญกับสิ่งอื่น ๆ ด้วย….วันนี้ใจก็ได้เรียนรู้แล้ว ปล. แวะไปชมภาพอัลบั้มการเดินทางทั้งทริปได้ที่ http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157623207701337/ Related PostDiscussionOne comment for “ท่องลาวเหนือตอน 6 : กว่าจะถึงปลายทาง…หนองเขียว”Post a comment |
ไปไหนก้อมาม่าเหมือนเดิมอิๆ