ขอได้ แต่อย่าขอเยอะหลังจากใช้เวลาอยู่นาน เราก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าเราจะไปไหนกันดี สำหรับวันหยุดที่ไม่ต้องทำงาน 1 วันของเรา ทั้งๆ ที่เราก็รอคอยจะให้ถึงวันหยุดมาตั้ง 6 วัน แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็หาที่เที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับยากเย็นเสียเหลือเกิน บางทีเราก็สงสัยว่า มันจะยังมีทีที่ไหนที่เรายังไม่ได้ไปอีกไหมในเมืองนี้…. มันอาจจะมี และรอคอยเราอยู่ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน…. ในเวลาต่อมา เราต่างเห็นพ้องที่จะนอนตื่นสายเพื่อพักผ่อนร่างกายที่ทำงานมาเหนื่อยล้าตลอดช่วงสัปดาห์ และออกจากบ้านไปยังสถานที่ใกล้ๆ ไม่ต้องเดินทางไกลนัก ตัดใจกับการเดินทางไกลๆ ซึ่งต้องขับรถยาวนานติดต่อกันร่วมสามสี่ชั่วโมง และใช้เวลาในช่วงเย็นที่เหลือหลังการท่องเที่ยวใกล้บ้านไปกับการเดินทางไปซื้อของเข้าห้องนอนใหม่ของเรา
พักนี้อากาศที่นี่ก็ยังไม่เลิกหนาวเหน็บ แม้แดดจะออกแต่นั่นก็แค่ช่วยให้แสงสว่างและทำให้ท้องฟ้าเปิดกว้าง ไม่ได้ช่วยเพิ่มอุณหภูมิ หรือทำให้อบอุ่นขึ้นแต่อย่างใด แต่ใจก็ยอมรับว่า แค่ฟ้าเปิดทางให้เราได้ถ่ายรูปได้สะดวกก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่จะช่วยประทังความเหน็บหนาวได้เป็นอย่างดี วันนี้ก็เช่นกัน อากาศก็ยังเหน็บหนาว แต่ว่าฟ้าเปิดกว้างอย่างที่เราหวัง เราขับรถมุ่งหน้าไปยังสถานที่ไม่ไกลจากบ้าน เรียกว่า Mt. Dandenong หนทางลาดชันเพราะขึ้นเขา สองข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่สูง มีช่องว่างให้แดดลอดผ่านให้เห็นเป็นลำแสงสวยงาม เราขับรถขึ้นทางลาดชันนั้นไปอีกนาน ก่อนจะแวะจอดพักที่หมู่บ้าน Olinda หมู่บ้านเล็กๆ ที่ใจเคยเห็นในหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวของย่านนี้ บางทีความเงียบของวันต้นสัปดาห์เช่นนี้ก็ทำให้ Olinda ดูมีเสน่ห์ไม่น้อย ความพลุกพล่านของผู้คน ไม่ได้เป็นเครื่องหมายการันตีว่าที่แห่งนั้นจะน่าพิสมัยเสมอไป …ใจเชื่อเช่นนั้น เราเสียเวลากับ Olinda ไม่นานนัก ก่อนเดินทางมุ่งหน้าไปยัง SkyHigh จุดชมวิวที่เลื่องชื่อของ Mt.Dandenong รถของเราแวะจอดที่ทางเข้าเพื่อเสียค่าเข้าชม 5 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ก่อนเลี้ยวเข้าจอดที่ลานจอดรถกว้างขวาง อาจจะเพราะเป็นวันที่ผู้คนยังไม่ได้หยุดพักผ่อนเหมือนเรา สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้มีผู้คนมากนัก พอๆกับการหยุดให้บริการบางจุด อาทิ เขาวงกตต้นไม้ อันเป็นสถานที่ยอดฮิตของเด็กๆ และครอบครัว ใจเดินห่างมาจากที่จอดรถไม่ไกลนัก ก็เห็นต้นไม้รูปร่างแปลกตา แม้มันจะเหมือนต้นไม้ในฤดูกาลนี้ที่ไร้ใบ ปล่อยให้เห็นแต่กิ่งก้านสาขา ก่อนรอคอยให้ถึงเวลาผลิใบในฤดูกาลหน้าก็ตามที แต่เป็นเพราะรูใหญ่ใจกลางลำต้นของมันทำให้ใจอดเดินเข้าไปหามันเสียไม่ได้ ใต้ต้นไม้นั่น มีป้ายบอกเล่าถึงความเป็นมาและความน่าสนใจของตัวมันเอง “The wishing tree” เขาเรียกต้นไม้ที่มีช่องวงกลมว่าแบบนี้…ตำนานของต้นไม้เริ่มต้นขึ้นราวปี คศ.1900 ในช่วงนั้นในย่านนี้หนาแน่นไปด้วยต้นไม้ เรียกว่าเป็นป่าใหญ่กว่าปัจจุบัน วันหนึ่งเด็กน้อยวัย 4 ขวบปี ชื่อ Billy Langton ได้พลัดหลงเข้าไปอยู่ในป่าแห่งนี้ ผู้เป็นพ่อของเขาค้นหาทุกที่ก็ไม่พบ ในระหว่างการค้นหานั้น เขาหยุดพักที่ต้นไม้แห่งนี้ เขาเริ่มต้นอธิษฐานให้เขาหาลูกชายพบ และเมื่อเงยหน้ามองลอดผ่านช่องตรงกลางลำต้นของต้นไม้นี้ไป เขาก็เห็น Billy ลูกชายของเขาอยู่ใกล้ลำธารอีกฟากหนึ่ง และนั่นเป็นที่มาของ The wishing tree ผู้คนแถวนี้เชื่อกันว่า หากคุณอธิษฐานและมองลอดช่องต้นไม้นั้นไป จะเกิดปาฏิหาริย์ทำให้พรที่คุณอธิษฐานเป็นจริง เพียงแต่ว่า….อย่าขอมากไปเท่านั้นเอง ใจไม่มีเรื่องเล่าอื่นใดระหว่างการท่องเที่ยวนี้อีกแล้ว เพราะตั้งใจจะพูดถึงเรื่องเล่านี้เท่านั้นเอง บางทีมันอาจจะจริงก็ได้ ทุกอย่างอาจจะเป็นจริง หากเราไม่ได้คาดหวังที่อยากจะได้มากเกินไป อยากได้แต่พอดี และแต่พอตัว ใจเชื่อว่าเราจะได้มันทุกอย่างที่เราหวัง…. ว่าแล้วใจก็สูดลมหายไป อธิษฐานสิ่งที่หวังเอาไว้และมองลอดช่องต้นไม้บ้าง..ขออย่างเดียว ถูกหวยสักร้อยล้านดอลลาร์ ขออย่างเดียวเท่านั้น มากไปไหมนะ?? Related PostDiscussion3 comments for “ขอได้ แต่อย่าขอเยอะ”Post a comment |
ขอให้โลกสงบสุข รักเด็กค่ะ 5555555555
ออกแนวนางสาวไทยมากๆ เลยพี่
ขอให้….พี่ใจมีรูปภาพและข้อความดีๆมาให้อ่านเรื่อยๆ นะคะ อิอิ