// you’re reading...

Travel

ท่องลาวเหนือตอน 5 : เมืองขวา เมืองที่หลับใหลในสายตาเรา

“ในปี 2007-2008 มีนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 2,038 คน มีคนลาว 1,000 คน เฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 67 คน ต่อคืน และ 169 คนต่อเดือน” นี่คือความหมายที่เขียนได้เป็นภาษาไทย หากแปลจากภาษาลาวในท้ายกระดาษเอสี่ที่จั่วหัวว่า “statistic of tourist arrival to Muong Khoua 2007-2008″ ซึ่งแปะเอาไว้ข้างฝา ณ ที่ทำการหน่วยงานท่องเที่ยวเมืองขวา

เมื่อเริ่มแรกเดิมที ที่มาถึงเมืองขวา ซึ่งอยู่ในเขตของแขวงพงสาลี ส่วนบนสุดของประเทศลาว พวกเราต่างก็สังเกตกันว่าไม่เจอนักท่องเที่ยวชาวไทยสักราย ที่เราเห็นนั่นก็คือฝรั่งหัวทอง นอกเหนือจากนั้นก็คือชาวเวียด และชาวจีนเสียส่วนใหญ่

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ข้อมูลที่เราเห็นบนฝาหนังของหน่วยงานท่องเที่ยวเมืองขวาก็ไม่ผิดเพี้ยนไปจากนั้นนัก ในปี 2008 นั้นมีคนไทยมาที่นี่เพียง 55 คน ขณะที่ชาวเยอรมนีเหมือนจะให้ความสำคัญกับเมืองนี้มากที่สุดเพราะทั้งปีมีนักท่องเที่ยวมามากถึง 269 คน ถัดลงมาถึงจะเป็นชาวนิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเดนมาร์ค และโดยมากที่เหลือก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากฝั่งยุโรปเสียมาก

“ทำไมคนไทยไม่ค่อยมาเที่ยวที่นี่” คือ คำถามสั้นๆ ที่ผุดขึ้นในหัวสมองของใจในเช้าวันที่ตื่นมาพบปะกับความหนาวเหน็บที่เมืองขวา หลังจากเมื่อวานเย็นเรามาถึง และเดินสำรวจเมืองกันเล็กน้อย ก่อนพักผ่อนนอนหลับไปกับความมืดมิดของเมืองที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากหน่วยงานราชการให้บริการ มีเพียงเสียงไฟฟ้าที่มีเสียงดังระงมของเครื่องปั่นไดนาโมใช้น้ำมันเป็นแรงงาน และแสงไฟจากเทียนไขทำหน้าที่ของมันได้ดีในยามไร้แสงเช่นนี้

คำตอบอาจจะมีหลายอย่าง หนึ่ง คือคนไม่ชอบเมืองเล็กๆ ที่ต้องเดินทางกันเกินสี่ชั่วโมงจากแขวงอุดมไซ (ไม่นับการเดินทางจากเมืองไทยมาถึงอุดมไซซึ่งก็ใช้เวลาอย่างที่ใจเคยผ่านมา) สอง คือ เมืองขวาไม่ใช่เมืองแห่งแสงสีที่ใครมาแล้วจะมีไฟฟ้าใช้ มีน้ำอุ่นให้อาบกันสบายตัว สามคือ เรายังไม่รู้จักเมืองนี้ เพราะเราเอาแต่ไปที่หลวงพระบาง เวียงจันทร์ และวังเวียง

แม้เมืองขวา จะมายาก ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้ในยามค่ำคืน หากเดินไปทั่วๆ ก็จะเห็นว่าเมืองค่อนข้างสกปรกเสียด้วยซ้ำ แต่ใจก็ยอมรับว่า เมืองขวาเป็นเมืองหนึ่งที่ใจยกนิ้วให้ว่า “สวยงามและน่าค้นหา”

อาจจะเพราะความเป็นเมืองเล็กๆ มีแต่คนท้องถิ่น หรือไม่ก็เพื่อนบ้านอย่างชาวเวียดนามซึ่งอยู่ห่างกันเพียงแม่น้ำกั้น ต้องใช้เวลายาวไกลกว่าจะเดินทางมาถึง รวมถึงการเป็นเมืองที่มีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกันและตัดผ่ากลางเมือง เมืองบนที่สูงมองลงมาหาแม่น้ำที่อยู่ต่ำกว่า รวมกันแล้ว กลายเป็นเมืองที่ใจถึงได้ยกนิ้วให้ง่ายๆ

ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดซึ่งหนุ่มชาวลาวผู้เป็นสามีของหญิงสาวที่นั่งติดกันกับใจ ระหว่างการเดินทางบนรถโดยสารจากแขวงอุดมไซมาที่เมืองขวาบอกกับใจว่า “จากอุดมไซถึงเมืองขวาหลายร้อยกิโลเมตร ขวามือของเราจะเป็นแม่น้ำอูทั้งเส้น”  นั่นหมายถึงว่า ตลอดระยะเวลาการเดินทางหลายชั่วโมงของเรากว่าจะถึงจุดหมาย เราต่างได้นั่งมองชื่นชมความงามของแม่น้ำเส้นหลักของแขวงนี้ตลอดเวลา ใจเองตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งรถโดยสารลัดเลาะไปกับแม่น้ำที่ยาวขนาดนี้มาก่อนในชีวิต และดูเหมือนสิ่งนี้เองจะติดตามาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้

ในแง่ของโลเกชั่นแล้ว เมืองขวาอาจจะไม่สวยเท่าวังเวียงที่มีภูเขาซ้อนทับกันหลายอัน แต่ในแง่ของความบริสุทธิ์แล้ว เมืองขวามีมากกว่านั้น ภูเขาไม่สวยเท่า แต่ภูเขาที่อยู่ตรงหน้า มีแม่น้ำผ่ากลางก็สวยไม่เบา

เช้าวันนั้นใจตื่นมาพร้อมกับหมอกหนา ลมหนาวมาเยือน ดูเหมือนใครๆ บางคนจะรู้มาอยู่บ้างว่า เมืองที่หนาวกว่าเมืองขวาคือใจกลางของเขตพงสาลี หรือเมืองพงสาลี ซึ่งใจยังไม่เคยไปถึง ยกเว้นเพื่อนน้อย คล้อยหลังที่ใจกลับออสเตรเลียมาแล้ว เธอดั้นด้นกลับไปถึงพงสาลีอีกหนเพียงลำพัง สร้างความอิจฉาให้กับใจยิ่งนัก และหากมีโอกาสที่จะกลับไปที่นั่นสักหน…ใจจะขอกลับไปยลพงสาลีสักครากับตาของตนเอง แต่ถึงจะอย่างนั้น เมืองขวาก็หนาวขึ้นชื่อพอที่จะทำให้คุยกับคนลาวที่อยู่ในอาณาเขตที่ต่ำกว่าเช่น หลวงพระบาง ว่าเราไปเมืองขวามาแล้วและหนาวเพียงใด

ตลาดเช้าเล็กๆ ที่มุงด้วยสังกะสีกลางเมืองขวา เป็นที่นัดชุมนุมของแม่บ้าน และพ่อครัว ที่มาจับจ่ายใช้สอยกันตั้งแต่เช้ามืด ดังนั้น เราใจจึงไม่พลาดที่จะไปเก็บภาพ และหาของกินลงท้องก่อนที่วันนี้ทั้งวันจะต้องเดินทางจากที่นี่ไป

ผู้คนคราคร่ำยิ่งนักในเช้าวันนี้ หลังจากอิ่มท้องใจก็เดินไปเรื่อยๆ ทั่วเมือง แวะเวียนไปที่ทำการไปรษณีย์ส่งไปรษณียบัตรข้ามประเทศในราคาที่พอยอมรับได้ ก่อนเดินย้อนกลับและมองหาที่น่าสนใจกว่านี้

โดยปกติแล้ว หากใครเดินทางมาที่เมืองขวา รถโดยสารมักจะมาไม่ถึงตรงกลางชุมชน ที่ทำการขนส่งเล็กๆ อยู่ห่างเมืองออกไปเล็กน้อย ก่อนที่จะต้องเสียค่าบริการรถสองแถวเข้ามาที่เมืองขวา ตรงกลางลานที่รถจะจอดนี่เองดูเหมือนจะเป็นลานกว้าง ข้างๆ ลานเป็นที่ทำการของเจ้าหน้าทหารที่คอยดูแลความเป็นไปของเมือง เนื่องจากเมืองนี้อยู่ติดกับชายแดนเดียนเบียนฟูของประเทศเวียดนาม หากข้ามแม่น้ำไปและนั่งรถไปสักหลายอึดใจก็จะถึงเวียดนามทันที

ด้านหลังของที่ทำการทหาร มีถนนเดินขึ้นไปยังบ้านเรือนของชาวลาวที่ลาดชันพอสมควร มีบ้านอยู่หลายหลังด้านบน พอให้เราได้ยลความงามแบบระยะที่สูงกว่าได้อีก ขณะที่ด้านขวามือตรงกันข้ามกับที่ทำการทหาร มีซอยเล็กๆ เดินทะลุเข้าไป ด้านในจะเป็นบ้านคนอีกเล็กน้อย ก่อนจะเห็นสะพานเหล็กรุ่นเก่าที่เขาใช้งานกันมานาน

ใจยอมรับว่าใจไม่กล้าพอที่จะข้ามสะพานนั่นได้ สะพานเหล็กที่เห็นเหมือนสนิมเกาะ แม้จะรู้ว่าทนเท่าไร แต่ใจกลับกลัวความสูงที่มองเห็นเบื้องล่างเป็นแม่น้ำนั่นมากกว่า ขณะที่สะพานจะส่ายไปมาตามแรงเหวี่ยงที่เกิดจากการย่ำลงบนแผ่นเหล็กหนาของเท้าคน และแรงบดของรถมอเตอร์ไซค์ที่คนลาวใช้สัญจรข้ามระหว่างฝั่งแม่น้ำนั่นเอง

จากคำพูดของคนแถบนี้ สะพานคอนกรีตแห่งใหม่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเราก็พอจะเห็นด้วยสายตาอยู่บ้าง สะพานใหม่จะทำให้ผู้คนข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งที่จะไปเวียดนามได้ง่าย แทนที่จะใช้เรือขนานยนต์หรือเรือหางยาวขนคนข้ามไปมาอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่ถึงจะอย่างนั้น ดูเหมือนสะพานเหล็กเก่าที่ยังอยู่ก็คงจะเป็นที่พึ่งของคนแถวนี้ไปอีกนาน

นอกเหนือจากตลาดเช้า และสะพานแล้ว สินค้าของจีนยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะเห็นที่นี่ ร้านค้าหลายแห่งมีสินค้าของจีนวางขายอยู่ทั่ว บางทีก็ทำให้นึกกลัวเสียไม่ได้ อิทธิของจีนไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุน แต่หมายถึงการแผ่ขยายความเคยชินในการเสพย์สินค้าของจีนต่างหาก

ใจเดินเมืองขวาจนทั่ว เก็บภาพหลายมุมจนฉ่ำใจ ก็เดินกลับทางเดิมเข้าซอยที่ลัดเลาะกลับมาถึงห้องพักราคาร้อยกว่าบาทต่อหนึ่งคืน ห้องพักที่อยู่บนชั้นสองของตัวบ้านไม้หลังเก่า จากหน้าต่างของพักเราจะเห็นแม่น้ำและอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำได้ชัดเจน  เสน่ห์ของห้องพักไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของวิวตรงหน้าเพียงอย่างเดียว แต่การที่ใจได้เดินลัดเลาะผ่านบ้านเรือของผู้คนซึ่งตั้งอยู่บนเนินชัน และลดหลั่นที่ต่ำลงมา ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรให้ทำมากกว่าการเดินผ่านป่าและต้นไม้ที่ขุดมาปลูกยามที่มันโตเต็มที่แล้ว

สายแล้ว ใจคว้ากระเป๋าลงจากเรือนพัก เดินมุ่งหน้ามายืนรอเรือที่เราจะเดินทางไปยังเมืองหนองเขียว เขตหลวงพระบางในวันนี้ เรือของรีสอร์ทหรูที่นักท่องเที่ยวเช่าเหมาเรือมาส่งที่นี่ และพลขับก็จะตีเปล่ากลับหนองเขียว แต่เป็นเพราะความสามารถของเพื่อนน้อยที่ช่างเจรจาเป็นภาษาลาวได้คล่อปรื๋อ เราเลยสามารถเหมาเรือลำนั้นกลับหนองเขียวได้ราคาที่ต่ำกว่าการเหมาเรือปกติ ว่ากันว่า จากที่นี่หากจะเดินทางไปหนองเขียวทางเรือ คุณจะต้องโดยสารเรือในราคาต่อหัว 100,000 กีบ แต่หากว่าผู้โดยสารนั่งไม่เต็มเรือ เรือลำเล็กก็จะให้คุณเหมาในราคา 1,000,000 กีบต่อลำ

แม้เราจะเหมาเรือได้ในราคาที่ต่ำแต่เรามีเงื่อนไขที่ไม่สามารถปฏิเสธได้จากพลขับเรือของเรา…นั่นก็คือ เราต้องแวะบ้านกับเขาระหว่างการเดินทาง นั่งรอเขาหาปลา จนกว่าจะเสร็จ เราถึงจะได้เดินทางต่อ นี่คือเงื่อนไขที่เราต้องเผชิญระหว่างการเดินทางทางน้ำทั้งวัน….

ของถูกมักจะมีเงื่อนไขเสมอ …. เห็นจะจริง

ปล. ตอนหน้าเราจะล่องเรือยาวทั้งวัน แวะหาปลา กินมาม่าต้มฟืน ก่อนถึงที่หมายในพลบค่ำที่หนองเขียว

Related Post


Discussion

2 comments for “ท่องลาวเหนือตอน 5 : เมืองขวา เมืองที่หลับใหลในสายตาเรา”

This website uses IntenseDebate comments, but they are not currently loaded because either your browser doesn't support JavaScript, or they didn't load fast enough.

  1. ชอบภาพ สีแบบนี้จังเลยค่ะ ทำยังไงให้ถ่ายออกมาเปงแบบนี้ค่ะ สาวกแคนนอน เหมือนกันคะ แต่ฝีมือยังอ่อนหัดนัก มุมมองก็ยังอ่อนหัด อิอิ

    Posted by Chimomome | July 13, 2010, 6:59 pm
  2. ชื่อแปลกดีนะ "เมืองขวา"

    Posted by Krit | July 19, 2010, 8:38 pm

Post a comment


 

July 2010
M T W T F S S
« Jun   Aug »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

รูปของใจ

39 3 (4) Hk44 12 13 siem9 9 53 31 (2) 16 20 a6 am12 49 31 27 (4)
View more photos >