ท่องลาวเหนือตอน 4 : ริมทางที่เมืองหลา“เราอาจจะถึงที่หมายช้าไปบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ได้อะไรเลยระหว่างแวะข้างทาง” ดูเหมือนว่า ประโยคนี้จะเหมาะสมกับการเดินทางในแบบฉบับของพวกเรามากที่สุด นั่นเป็นเพราะการที่ไม่มีแผนการเดินทางที่แน่นอน เราจึงรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ถูกบังคับและเข้าข่ายเป็นทัวร์ลูกเป็ด ถือธง ใส่หมวกเดินตามไกด์เป็นเวลา แม้ในอีกแง่มุมหนึ่งมันจะทำให้เราไปถึงที่หมายแต่ละจุดได้ช้ากว่าเดิม แต่เราก็ได้เห็นอะไรเพิ่มเติมจากการแวะรายทางอยู่เสมอ เช้าวันนี้ เพื่อนน้อยออกจากที่พักก่อนใคร เธอเรียกมอเตอร์ไซค์ไปยังท่ารถที่เราลงเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ และบอกกับใจว่าเธอจะกับมาพร้อมกับข้อมูลเวลาการเดินรถของรถโดยสารที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองขวา แขวงพงสาลี ซึ่งเป็นจุดหมายของเราวันนี้
เมื่อน้อยกลับมาถึง เธอบอกว่า เราจะออกจากที่พัก ขึ้นรถสองแถวไปแวะไหว้พระที่หลา (La) ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก แวะไหว้พระสำคัญของแถบนี้ก่อนที่จะนั่งรอรถโดยสารไปเมืองขวาซึ่งจะผ่านที่เมืองหลาในเวลาไล่เลี่ยกันพอดี แต่ทว่า พวกเราใช้เวลาไปกับการนั่งรอรถสองแถวที่จะไปเมืองหลานานกว่าที่คิด ผู้โดยสารจำนวนน้อยนิด ไม่ยั่วใจให้ชายเจ้าของรถออกเดินทางตามกำหนดเวลาได้ เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงเสนอที่จะซื้อที่นั่งที่เหลือให้เต็ม เพื่อให้รถได้ออกเร็วกว่าที่จะนั่งรอเวลาที่เนิ่นนาน พาลจะทำให้เราพลาดรถโดยสารที่จะไปถึงเมืองหลาในเวลาที่เราตั้งใจได้ เมื่อมีการเสนอ จึงการตอบสนอง รถจึงค่อยๆ เลื่อนล้อออกไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว แต่ไม่สูงชัน ผู้โดยสารที่ร่วมเดินทางมีเด็กหนุ่มชาวลาวนั่งอยู่ท้ายรถ ชาวไทยอย่างเรานั่งปะปนไปทั่วรถอีกสี่ชีวิต ที่เหลือเป็นคุณยายใส่ผ้าซิ่นพร้อมด้วยสัมภาระจำนวนหนึ่ง ใจถ่ายรูปยาย ก่อนส่งให้ยายชมจากหน้าจอกระจกกล้องแบบดิจิตอลที่เมื่อก่อนไม่เคยมี ยายเห็นหน้าตัวเองในนั้น พร้อมกับหัวเราะชอบใจ นี่คงเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเขาเหล่านั้น ความรู้สึกตื่นเต้นกับการเห็นของใหม่ที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อนช่างน่าโหยหา แต่ว่า มันนานเท่าไรแล้วนะ ที่เราไม่เคยได้พบเจอกับมัน… บทสนทนาตอนหนึ่งของใจกับยายเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราต่างหยิบยื่นมิตรภาพให้แก่กันบนรถสองแถวคันนั้น ใจ (เมื่อยื่นกล้องให้ยายชมภาพของตัวเองในนั้น) : สวยเนอะยาย ประโยคสั้นๆ แต่กินใจและให้ความหมายได้ดียิ่งนัก บางครั้งความงามก็หดหายไปกับการกาลเวลา ความสวยงามภายนอกหาจีรังไม่ ต่อให้งามบาดตาเพียงใด เมื่อถึงเวลา ทุกอย่างก็โรยราและร่วงลงสู่ดินในท้ายที่สุดนั่นเอง บรรยากาศช่างเป็นใจสำหรับการเดินทางยิ่งนัก ในช่วงที่เราเริ่มต้นเดินทาง ฤดูหนาวกำลังย่างกรายเข้ามาเยือนลาวเหนือ ลมเย็นพัดโชยเข้ามา สายตาของใจจับจ้องไปทั้งสองข้างทาง อากาศในลาวช่างบริสุทธิ์ พอๆ กับผู้คนที่นี่ เขาถึงว่า “อยากเห็นเมืองไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้วอย่างไรก็ให้ไปที่ลาว” ใจก็เห็นด้วยว่าจริงอย่างที่เขาบอกเอาไว้ เมื่อรถมาถึงที่หมาย พวกเราเป็นกลุ่มสุดท้ายที่โดยสารรถสองแถวคันนั้น คนขับเลี้ยวเข้าซอยในหมู่บ้าน ก่อนจะขึ้นเนินที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ ไม่เพียงแต่เนื้อตัวเลอะเทอะไปด้วยฝุ่น แต่ทำเอาเกือบสำลักฝุ่นกันเป็นทิวแถว รถมาหยุดกลางเนิน ด้านขวามือเป็นบันไดไม่สูงนัก ทอดยาวขึ้นเนิน ด้านบนมองเห็นชัดเจนว่าเป็นประตูวัด เราหอบสัมภาระทั้งบนขึ้นไหล่และเดินขึ้นบันได มุ่งตรงสู่วัด ก่อนใช้เวลาเดินรูป ไหว้พระ และหันหลังให้วัด เดินลัดเลาะออกอีกประตูหนึ่ง เข้าสู่ตัวหมู่บ้านอีกฟากหนึ่งซึ่งติดกับคลองขนาดเล็ก อันที่จริง เราอยากจะข้ามไปฝั่งตรงกันข้าม แต่ติดก็ตรงที่หามีสะพานให้เราข้ามไปฝั่งโน้นได้ไม่ สาวเจ้านางหนึ่งเดินผ่านมา เราถามไถ่จึงได้ความว่า เขาใช้เรือข้ามไปฝั่งตรงกันข้ามแทนสะพาน เราเลิกล้มที่จะข้ามน้ำ หันมาเดินชมความงามของหมู่บ้าน และเดินผ่านถนนที่ทอดยาวไปยังถนนหลักที่รถสองแถวคันก่อนหน้าใช้ในการเดินทางมา อย่างน้อยก็เพราะเวลาที่รถโดยสารจะไปเมืองขวาใกล้ถึงเวลาจะผ่านมาทางนี้แล้วนั่นเอง ใจแวะถ่ายรูปชาวบ้านกำลังตาก “ไค” หรือสาหร่ายน้ำจืด สาหร่ายสีเขียวที่ว่ากันว่า อยากจะกินของดีก็ต้องมาที่เมืองลาว น้ำที่ใส สะอาดและไหลอยู่ตลอดเวลา เป็นที่ที่อุดมไปด้วยไคเสมอ ชาวบ้านจะใช้มือสาวไคขึ้นมา ก่อนล้างอยู่หลายรอบเพื่อให้เศษดิน หิน และทรายออกไปให้หมด ไคที่สะอาดและล้างจนหมดจดจะถูกนำมาแผ่เรียงเป็นแผ่นบนแตะไม้ไผ่ที่สานขัดกันดูงามตา ผึ่งแดดจนแห้ง เมื่อถึงเวลาจะกิน ไคจะถูกย่าง ผ่านไฟเบาๆ หรือ ทอดกรอบ ปรุงรสด้วยเกลือ หรืองาว่ากันไปแล้วแต่ความชอบ ละจากไก เราก็ไปที่ถนนหลักอย่างที่ตั้งใจไว้ ระหว่างทาง เราสังเกตเห็นรีสอร์ทที่มีรั้วสูงกั้นไม่ให้เห็นด้านใน แต่เราสัมผัสได้ว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของชาวบ้านเป็นแน่ อย่างน้อยก็ศิลปะในการออกแบบตัวอาคารเรือนไม้ที่สูงเลยรั้วพอให้เราเห็นจากด้านนอกได้ พอๆ กับต้นไม้ที่ถูกตกแต่งประดับประดาอย่างดี หรือไม่ก็เพราะมีการรดน้ำฝุ่นหนาหน้ารีสอร์ทเอาไว้เพื่อไม่ให้ฝุ่นคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณได้ น้อยเล่าให้เราฟังว่า อันที่จริงแล้ว เมืองหลา เคยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว เพราะเคยเป็นแหล่งน้ำแร่ที่ขึ้นชื่อ ในเวลาต่อมา คนของรัฐให้สัมปะทานแก่ฝรั่ง สร้างรีสอร์ททับผืนดินที่เป็นแหล่งบ่อน้ำแร่สำคัญ ฝรั่งผู้นั้นได้ปรับปรุงที่ และเปลี่ยนวิถีของเส้นทางการเดินน้ำในคลองหลักของหมู่บ้าน เราเองก็ตอบไม่ได้ว่า ชาวบ้านได้อะไรกับรีสอร์ทบ้าง แต่ที่พอจะเดาได้คือ ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนแถบนี้คงจะแตกต่างไปพร้อมๆ กับสายน้ำที่ถูกเขาทำให้ต้องไหลไปอีกทางหนึ่งเป็นแน่ เมื่อเดินมาถึงถนนหลัก เราใช้เวลาไปกับการนั่งรอรถโดยสารอยู่พักใหญ่ และเมื่อก้าวเท้าขึ้นรถโดยสารคันที่จะมุ่งหน้าไปเมืองขวา เราก็ได้พบปะกับฝรั่งตาน้ำข้าวนายเดิมที่คืนก่อนหน้า อาสาพาพวกเราเข้าไปยังดิสโก้เทคอันเลื่องชื่อในเมืองอุดมไซด้วยตัวเขาเอง ฝรั่งที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาทำงานในเมืองลาว กำลังจะเดินทางไปในเส้นทางเดียวกันกับเรา และเขาผู้นี้นี่เองที่จะแนะนำที่พักพิงในราคาย่อมเยาให้กับเราในค่ำคืนที่มืดมิดเพราะไร้แสงไฟ หรือ ไฟจักร ค่ำคืนนี้…. ค่ำคืนที่มีปีๆ หนึ่งมีคนไทยไปเยือนไม่ถึง 100 คน…. พบกันตอนหน้ากับเมืองขวา เมืองชายแดนเดียนเบียนฟู ปล. แวะไปชมภาพการเดินทางในลาวเหนือได้ที่คลังภาพของใจได้เช่นเดิมที่ http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157623207701337/ Related PostDiscussionOne comment for “ท่องลาวเหนือตอน 4 : ริมทางที่เมืองหลา”Post a comment |
เห็นด้วยนะ เรื่องที่ว่าอยากเห็นเมืองไทยเมื่อ30ปีที่แล้วให้ไปลาว