ท่องลาวเหนือตอน 3 : แวะอุดมไซเป็นเพราะใจเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะออกจากบ้านแบบมีแผนการณ์ส่วนตัวตั้งแต่แรก ดังนั้น ใจจึงไม่แปลกใจอะไรเลย หากเพื่อนร่วมทริป ซึ่งเป็นผู้ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปกับเจ้าหล่อน เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับทำธุรกิจท่องเที่ยวลาวโดยเฉพาะ จะออกปากด้วยเช่นกันว่า “เธอก็ไม่มีแผนการณ์เดินทางแบบเจาะจงเวลา สถานที่ ที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน” ดังนั้น การเดินทางของเราทั้งสี่ อันประกอบไปด้วยเพื่อนสาว ที่รู้จักกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ของเราสองคน เพื่อนร่วมงานของสาวเจ้า และรุ่นน้องของเพื่อนร่วมงานเจ้าหล่อน จึงเป็นอย่างที่คาดคิดไว้ คือ ไม่สนใจเวลา และเปลี่ยนตารางกันได้ตลอดเวลา
เช่นเดียวกันกับ เช้าวันนี้ หลังจากที่ใช้เวลากับปากแบงกันข้ามคืน เราก็ตื่นไม่ทันรถโดยสารรอบเช้าที่ออกเดินทางไปอุดมไซ เราจึงต้องนั่งรอเพื่อจะโดยสารรถคันต่อไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ ใจว่าการท่องเที่ยวโดยลาว หากไม่ได้ขับรถข้ามประเทศไปเอง สิ่งที่เราจะต้องพบเจอก็คือ เวลาครึ่งหนึ่ง จะหมดไปกับการนั่งเรือ ต่อรถ ต่อราคา เรียกได้ว่า เสียเวลาไปกับการเดินทางไปไม่น้อย นั่นคือ สิ่งที่เราต้องก้มหน้ายอมรับว่าจะต้องเจอะเจอกับมันหากคิดจะเดินทางข้ามไปเยือนถิ่นลาว รถบัสโดยสารของลาวมักจะมีหน้าตาเหมือนรถตู้ขนาดที่ใหญ่กว่ารถตู้ที่รับส่งผู้โดยสารในบ้านเรา กระจกรอบคันรถจะบานใหญ่และกว้างกว่ากันมาก ไม่มีการติดฟิล์มกันแดดและผ้าม่านให้เสียเงินตรา เก้าอี้โดยสารจะเล็กและแคบกว่าปกติ ขณะที่ เก้าอี้เสริม แบบเก้าอี้พลาสติกในร้านข้าวข้างทางเหมือนบ้านเรา จะถูกจัดเตรียมไว้ในกรณีที่มีผู้โดยสารมากกว่าจำนวนเก้าอี้นิ่มๆ วันนี้ การเดินทางจากปากแบงมายังตัวแขวงอุดมไซนั้น มีผู้โดยสารร่วมเดินทางไปกับเราจนเต็มรถ เก้าอี้พลาสติกจึงถูกดึงมาวางเรียงตรงกลางทางเดิน ผู้สารที่หย่อนก้นลงต้องใช้มือข้างหนึ่งจับเบาะนิ่มที่อยู่ติดกันเมื่อรถโค้งไปตามทาง เผลอปล่อยมือเมื่อไรก็มีหล่นจากเก้าอี้ได้เมื่อนั้น นี่เป็นภาพที่ไม่มีให้เห็นที่บ้านเรา นอกเหนือจากไม่แบ่งให้กันนั่งแล้ว หลังๆ เราชักจะไม่ช่วยคนถือของแล้วด้วยเช่นกัน รถต้องผ่านหลายจุด แวะพักข้างทางก็หายครั้ง ผู้โดยสารชาวลาวขึ้นรถมาพร้อมกับสัมภาระ จำพวกผ้าห่ม ข้าวสาร ของคาว ของแห้ง ลูกเด็กเล็กแดง และคนขับก็แวะ “เบ้า” ข้างทางกันหลายหน คำศัพท์ง่ายๆ จำพวก “เบ้า” หรือ ฉี่ นั้นเป็นคำศัพท์ที่เราต้องเรียนรู้ไว้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อใดที่ปวดท้องอยากจะถ่ายเบาหรือฉี่ขึ้นมา หากบอกคนขับว่า “อยากเบ้า” เขาก็จะจอดรถเข้าข้างทาง ให้เราวิ่งเข้าป่าละเมาะได้ทันที อย่าได้หวังจะฉี่ในปั้ม หรือรอจนถึงปลายทาง เพราะว่า ทางที่ลาดชัน อุดมไปด้วยโค้งจำนวนมาก การแวะเบ้ารายทางเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในลาว เรานั่งรถกันเกินสามชั่วโมง รถของเราก็มาถึงอุดมไซในช่วงบ่ายคล้อย ชะรอยทำให้เราตกรถที่จะเดินทางไปเมืองขวา อันเป็นเมืองเป้าหมายที่เพื่อนสาวหมายมั่นปั้นมือว่า อย่างไรเสียก็ต้องไปเหยียบสักหนให้ได้ เราทำอะไรไม่ได้ เมื่อรถที่จะเดินทางไปเมืองขวานั้นเพิ่งจะออกเดินทางก่อนเรามาถึงที่สถานีขนส่งของอุดมไซไปได้ 5 นาทีเท่านั้น ครั้นนายท่าจะเรียกรถทั้งคันกลับมารับพวกเราเพียงสี่คนก็หาใช่จะทำได้ เราจึงตัดสินใจว่า ค่ำคืนนี้จะหาที่ซุกหัวนอนกันที่อุดมไซกันสักคืน แล้วค่อยว่ากันต่อกับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ สำหรับอุดมไซ (Oudomxai) แล้วการเป็นเมืองแขวงที่แยกตัวออกจากแขวงหลวงพระบางมาได้ยังไม่ถึง 50 ปี และโอบล้อมหรือเชื่อมต่อเข้ากับแขวงสำคัญๆ อาทิ แขวงพงสาลี หลวงน้ำทา หรือแม้แต่หลวงพระบาง ทำให้อุดมไซ กลายเป็นเมืองท่าสำคัญในการขนส่งในระแวกของลาวเหนือ นอกเหนือจากนี้แล้ว อุดมไซยังเป็นเมืองท่าสำคัญในการขนส่งขนและข้าวของจากจีน เข้าลาว จากลาวเข้าจีน ที่สถานีขนส่งของอุดมไซ จึงกว้างกว่าสถานีขนส่งไหนๆ ในระแวกนี้ แถมยังมีรถโดยสารคันยักษ์ที่นั่งต่อผ่านไปยังจีนได้ทันที นอกจากนี้ตัวตึก อาคาร และสถานที่ค้าขายจำนวนมาก ยังถูกจับจองทำการค้าด้วยพ่อค้าแม่ขายชาวจีนที่อาศัยวิถีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างรัฐบาลข้ามถิ่นมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ตัวอักษรภาษาจีนจำนวนมากมีให้เห็นที่เมืองนี้ พอๆ กับสินค้ายี่ห้อที่ผลิตจากจีนโดยเฉพาะ ก็วางกันเกลื่อนกลาดในตลาดกลางเมืองอุดมไซ ที่นี่จึงไม่ได้เป็นหัวใจของการเดินทางย่านนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของการบุกตลาดลาวของจีนไปด้วย หลังจากที่เราเดินเท้าเข้าไปถามราคาที่พักที่อยู่ห่างจากสถานีขนส่งของอุดมไซอยู่หลายที่ เราก็มาตกลงปลงใจกับที่พักสะอาดสะอ้านราคาสองร้อยกว่าบาทต่อคืน เราตัดสินใจวางกระเป๋า และเดินออกจากโรงแรม เพื่อหาอะไรลงท้องที่ตอนนี้ว่างเปล่าเสียนี่กระไร เราเดินออกจากโรงแรมไปตามทาง แวะสนามฟุตบอลยืนดูผู้คนแข่งบอลซึ่งดูเหมือนจะเป็นนัดสำคัญพอควร ก่อนเดินต่อไปข้างหน้า ในเวลาเลิกงานเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า ท้องถนนของอุดมไซเต็มไปด้วยรถรา และผู้คนที่มุ่งหน้าไปยังจุดหมาย หรือแม้แต่มุ่งหน้ากลับบ้านของตัวเอง ฟ้าเริ่มโพล้เพล้เข้าไปทุกที ควันไฟที่สาวชาวจีน และ สาวชาวลาวใช้หุงหาอาหารเพื่อขายรายทางเริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้น ในเพลานี้แหละ ภาพที่เห็นจะทำให้เราคิดถึงบ้าน และคิดถึงคนไกลได้จับใจ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน เราก็จะคิดถึงบ้าน และคิดถึงคนที่เรารักเสมอ ต่อให้เดินทางไกลสักเท่าไร ที่ๆ เราจะใกล้กันที่สุดนั่นก็คือ “ความคิดถึง” นั่นเอง เราเดินเลยจากโรงแรมไปจนถึงตลาดกลางเมือง ที่นี่มีสินค้าทุกอย่างจากจีนวางขาย ก่อนหยิบเอาถุงเท้าติดมือกลับมาเพื่อใช้งานกันคนละคู่สองคู่ และแวะซื้อไวน์อีกหนึ่งขวดติดมือกลับมา ก่อนจะหันหลังย้อนกลับมาทางเดิม และตัดสินใจที่จะนั่งจิบระหว่างทานข้าวมื้อเย็นในร้านอาหารลาวที่อยู่ตรงกันข้ามกับโรงแรม ทั้งๆ ที่เดินไปเสียไกลหลายร้อยเมตร ไฟเริ่มดับมืดลงไปแล้ว แสงสว่างจากไฟฟ้าเริ่มเข้ามาแทนที่ เราอิ่มท้องกันแล้ว และวางแผนกันต่อว่า ค่ำคืนนี้เราจะพาตัวเองโลดแล่นไปกับเสียงเพลงของคนลาว มันจะเป็นที่ไหนเสียไม่ได้ หากไม่ใช่ “ดิสโก้เทค” ซึ่งที่นี่นอกจากจะมีเสียงเพลงของคนลาวแล้ว เราก็จะได้เห็นรูปแบบการเต้นแบบบัดสลบ หรือ การรำวงแบบลาว ใจยอมรับว่า ตัวเองไม่เหมาะกับการสำเริงสำราญ ออกท่าทางบนลานเต้นรำอะไรพวกนี้นัก หนก่อนเคยข้ามโขงไปกับเพื่อนสาว เพื่อร่วมงานดอง หรืองานแต่งของชนชาวลาว ใจก็ไม่สามารถตอบสนองพี่น้องลาวด้วยการเต้นตามจังหวะเหมือนพวกเขาได้ ดังนั้นค่ำคืนที่อุดมไซนั้น ใจจึงได้แต่นั่งจิบเบียร์ลาวไปพลางๆ กับนั่งชมเพื่อนฝูงออกไปขยับแข้ง เขย่าขาบนฟลอร์เต้นรำกับสาวและหนุ่มชาวลาว แต่ถึงจะไม่ได้ออกไปเต้นรำกับใครเขา ใจก็อยากจะแนะนำเหลือเกินว่า หากมีโอกาสได้แวะพักนอนค้างคืนในลาวกันสักหน การเดินทางไปดิสโก้เทคของลาว เพื่อชมวัฒนธรรมการเต้นรำของลาวก็เป็นอะไรที่จำเป็นยิ่งนัก บนฟลอร์เต้นรำนั่น หนุ่มสาวจะเต้นรำในท่าทางเดียวกัน จังหวะเพลงรำวงที่สนุกและเร้าใจในสไตล์ของชนชาติลาวจะถูกบรรเลงเอาใจนักเต้นรำโดยเฉพาะ ก่อนจะเว้นวรรคด้วยการเล่นเพลงฝรั่ง เพลงไทย สลับกันไป ก่อนกลับมาให้เราได้เต้นรำที่เรียกว่า บัดสลบกันอีกหน วนเวียนกันไป มันน่าแปลกก็ตรงที่ ในดิสโก้เทคแห่งนี้เต็มไปด้วยหนุ่มสาวชาวลาวที่ใส่กางเกงยีนส์แทนผ้าซิ่นเหมือนอย่างช่วงกลางวัน หลายคนสั่งเครื่องดื่มมึนเมามาตั้งบนโต๊ะเพื่อดื่มกิน แต่เมื่อออกไปวาดลวดลายบนฟลอร์เต้นรำ ทุกคนกลับเต้นรำวงแบบดั้งเดิมที่ชนชาติเคยมีมาแต่นานนมได้แบบไม่ขัดเขิน สลับกับความเพลิดเพลินแบบสากลได้ด้วยเช่นกัน ต่างกับชนชาติอย่างเรา ที่เมื่อต้องออกไปวาดลวดลายเต้นรำทีไร เพลงไทยก็หาว่าเชย เพลงฝรั่งเท่านั้นที่ถือเราต้องการ…. อย่างน้อยลาวก็ยังหลงเหลืออะไรอยู่บ้าง อย่างที่เราไม่เคยได้มันกลับมา ปล. แวะไปชมภาพในทริปลาวทั้งหมดได้จากคลังภาพของใจที่ http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157623207701337/ Related PostDiscussion4 comments for “ท่องลาวเหนือตอน 3 : แวะอุดมไซ”Post a comment |
ประเทศลาวน่าอยู่ไหมครับคุณใจ อยากไปอยู่ที่สงบๆ ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน แล้วถ้าจะย้ายไปตั้งรกรากที่ลาวต้องทำไงบ้างครับ คนไทยไปซื้อบ้านซื้อที่ที่ลาวได้หรือป่าว
ตอบคำถามง่าย ๆ ก่อนได้ไหมคะ…ประเทศลาวน่าอยู่มากก็จริง แต่ที่ไหนก็ใช่จะไม่มีเรื่องให้ปวดหัว เขาว่าแวะไปเที่ยวชั่วคราวก็ยังจะโอเคอยู่ อยู่นานๆ ก็มีเรื่องให้ปวดกบาลอย่างที่ว่านิดหน่อย แต่อย่างไรเสีย คนที่บอกก็ยกขบวนไปตั้งรกรากอยู่ที่ลาวเช่นกันค่ะ ส่วนเรื่องการย้ายไปตั้งรกรากที่นั่นจะต้องทำอย่างไร คนไทยซื้อบ้านที่ลาวได้หรือไม่ ขอไปถามเพื่อนฝูง และเจ้านายแล้วจะมาตอบค่ะ พอดีเจ้านายปัจจุบันเป็นคนลาว เพื่อนร่วมงานก็ลาวหมดเหมือนกัน แปะไว้ก่อน แล้วจะมาตอบนะคะ
เก่งจริงๆ เลย ไปมาตั้งนานแล้วยังเล่าให้ฟังเป็นฉากๆ เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยเลย
อย่างน้อยลาวก็ยังหลงเหลืออะไรอยู่บ้าง
อย่างที่เราไม่เคยได้มันกลับมา…..
โดนใจจี๊ด ๆ อย่างแรงพี่กับคำนี้