แม้อากาศจะเหน็บหนาว หมอกลงแต่เช้า แต่พอรุ่งสายแดดก็มาเยือน ในเงาของแม่น้ำอูในยามนี้มีทั้งก้อนเมฆสีขาว สีรุ้งอันเกิดจากการส่องกระทบของแดดบางๆ บนผิวน้ำ เรือของเราแล่นออกจากที่จอดอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เราก็รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่า…เรากลับไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราจะถึงที่นั่น….
หลังจากค่ำคืนที่มืดมิดในเมืองขวาผ่านพ้นไป เช้าวันนี้เราต้องอาศัยเรือของรีสอร์ทใหญ่แห่งหนึ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองหนองเขียว เมืองในหุบเขาในเขตของหลวงพระบางที่อยู่ห่างออกไปหลายชั่วโมงของการขับเรือ
เรือที่มีชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำหน้าตาดีเป็นสารถี และมีสามีของน้องสาวหรือเขยน้องเป็นผู้คุมท้ายอีกนายหนึ่ง ค่อยๆ แล่นไปตามสายตาแบบตามกระแสน้ำแม่น้ำอู ผ่านหมู่บ้านชาวลาวหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า เรานั่งชมความงามของสองข้างทางอย่างน่าพิสมัย นี่คือช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราจะหามันได้ยากยิ่ง การนั่งเรือไปตามแม่น้ำสีเขียวใสเห็นก้อนหินข้างล่าง สองข้างทางเป็นแนวป่าเขียวขจี บางทีคนบางคนอาจจะไม่เคยได้ลิ้มรสอะไรแบบนี้อย่างที่เราได้รับเลยด้วยซ้ำ
ชีวิตที่นี่ไม่มีอะไรมากนัก นอกเหนือจากการทำงาน นอน และหาของกินแล้ว เห็นจะมีเรื่องเที่ยวนี่แหละที่ทำให้ชีวิตของใจกระชุ่มกระชวยอยู่ตลอดเวลา
แม้เราจะเริ่มหาที่เที่ยวได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา เราตระเวณไปกันมาเสียทั่ว แต่ความพยายามที่มีก็ไม่สิ้นสุด เราพยายามมองหาที่เที่ยวใหม่ๆ จากคำแนะนำของเพื่อนฝูง เปิดเว็บไซต์ และไปหาเจ้าหน้าที่แนะนำการท่องเที่ยวด้วยตนเอง
แต่หลายครั้ง เราจนด้วยปัญญา และหาทางออกด้วยการไปยังสถานที่เดิมๆ และซ้ำวนเวียนอยู่เช่นนั้น หรือไม่ก็ไปยังจุดหมายเดิมแต่ผ่านเส้นทางใหม่ เพื่อหาความแปลกใหม่ให้กับสายตาของเราเอง
มีเพื่อนพ้องหลายคนแวะเวียนมาทักทาย ไถ่ถามความเป็นไป และสรุปตรงข้อความสุดท้ายก่อนจากลาว่า “อย่าลืมหาเวลาเขียนเรื่องราวลงบนที่ว่างของใจบ้าง”
ใจเองตอบกลับเพื่อนบางคนว่า “เวลาน่ะมี แต่ที่ไม่มีคือความรู้สึกอยากจะเขียน” ผลที่ได้ก็คือ กำลังใจและคำแนะนำหลายอย่าง แต่ที่ต่างกันออกไปก็คือ มีคำพูดของน้องสาวคนหนึ่งที่บอกกับใจว่า “เล่าด้วยภาพสิคะ พี่ใจถ่ายรูปเยอะออก”
หลังจากใช้เวลาอยู่นาน เราก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าเราจะไปไหนกันดี สำหรับวันหยุดที่ไม่ต้องทำงาน 1 วันของเรา ทั้งๆ ที่เราก็รอคอยจะให้ถึงวันหยุดมาตั้ง 6 วัน แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็หาที่เที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับยากเย็นเสียเหลือเกิน บางทีเราก็สงสัยว่า มันจะยังมีทีที่ไหนที่เรายังไม่ได้ไปอีกไหมในเมืองนี้…. มันอาจจะมี และรอคอยเราอยู่ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน….
ในเวลาต่อมา เราต่างเห็นพ้องที่จะนอนตื่นสายเพื่อพักผ่อนร่างกายที่ทำงานมาเหนื่อยล้าตลอดช่วงสัปดาห์ และออกจากบ้านไปยังสถานที่ใกล้ๆ ไม่ต้องเดินทางไกลนัก ตัดใจกับการเดินทางไกลๆ ซึ่งต้องขับรถยาวนานติดต่อกันร่วมสามสี่ชั่วโมง และใช้เวลาในช่วงเย็นที่เหลือหลังการท่องเที่ยวใกล้บ้านไปกับการเดินทางไปซื้อของเข้าห้องนอนใหม่ของเรา
“ในปี 2007-2008 มีนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 2,038 คน มีคนลาว 1,000 คน เฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวมาพักแรมอยู่เมืองขวา จำนวน 67 คน ต่อคืน และ 169 คนต่อเดือน” นี่คือความหมายที่เขียนได้เป็นภาษาไทย หากแปลจากภาษาลาวในท้ายกระดาษเอสี่ที่จั่วหัวว่า “statistic of tourist arrival to Muong Khoua 2007-2008″ ซึ่งแปะเอาไว้ข้างฝา ณ ที่ทำการหน่วยงานท่องเที่ยวเมืองขวา
เมื่อเริ่มแรกเดิมที ที่มาถึงเมืองขวา ซึ่งอยู่ในเขตของแขวงพงสาลี ส่วนบนสุดของประเทศลาว พวกเราต่างก็สังเกตกันว่าไม่เจอนักท่องเที่ยวชาวไทยสักราย ที่เราเห็นนั่นก็คือฝรั่งหัวทอง นอกเหนือจากนั้นก็คือชาวเวียด และชาวจีนเสียส่วนใหญ่
“เราอาจจะถึงที่หมายช้าไปบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ได้อะไรเลยระหว่างแวะข้างทาง”
ดูเหมือนว่า ประโยคนี้จะเหมาะสมกับการเดินทางในแบบฉบับของพวกเรามากที่สุด นั่นเป็นเพราะการที่ไม่มีแผนการเดินทางที่แน่นอน เราจึงรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ถูกบังคับและเข้าข่ายเป็นทัวร์ลูกเป็ด ถือธง ใส่หมวกเดินตามไกด์เป็นเวลา แม้ในอีกแง่มุมหนึ่งมันจะทำให้เราไปถึงที่หมายแต่ละจุดได้ช้ากว่าเดิม แต่เราก็ได้เห็นอะไรเพิ่มเติมจากการแวะรายทางอยู่เสมอ
เช้าวันนี้ เพื่อนน้อยออกจากที่พักก่อนใคร เธอเรียกมอเตอร์ไซค์ไปยังท่ารถที่เราลงเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ และบอกกับใจว่าเธอจะกับมาพร้อมกับข้อมูลเวลาการเดินรถของรถโดยสารที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองขวา แขวงพงสาลี ซึ่งเป็นจุดหมายของเราวันนี้
เป็นเพราะใจเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะออกจากบ้านแบบมีแผนการณ์ส่วนตัวตั้งแต่แรก ดังนั้น ใจจึงไม่แปลกใจอะไรเลย หากเพื่อนร่วมทริป ซึ่งเป็นผู้ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปกับเจ้าหล่อน เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับทำธุรกิจท่องเที่ยวลาวโดยเฉพาะ จะออกปากด้วยเช่นกันว่า “เธอก็ไม่มีแผนการณ์เดินทางแบบเจาะจงเวลา สถานที่ ที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน”
ดังนั้น การเดินทางของเราทั้งสี่ อันประกอบไปด้วยเพื่อนสาว ที่รู้จักกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ของเราสองคน เพื่อนร่วมงานของสาวเจ้า และรุ่นน้องของเพื่อนร่วมงานเจ้าหล่อน จึงเป็นอย่างที่คาดคิดไว้ คือ ไม่สนใจเวลา และเปลี่ยนตารางกันได้ตลอดเวลา
Recent Comments