// you’re reading...

My Mind

ในวันที่แดดส่องสะท้อนหิมะขาวบน Mt.Buller

ปีกลายชายหนุ่มพาใจไปชมหิมะบนภูเขาที่เราต้องขับรถไปกลับเกือบ 8 ชั่วโมง แต่อาจจะเพราะละล้าละลังกันอยู่นาน ทำให้หิมะเริ่มละลาย ฤดูกาลแห่งความเหน็บหนาวเลยอันตรธานหายไปกับกาลเวลาที่เราไม่ตัดสินใจจะเดินทางไปหามัน แม้จะมีหิมะปกคลุมอยู่เหมือนเดิม แต่ความหนา ความเหน็บหนาวและปริมาณของหิมะที่จะทำให้พื้นที่แถบนั้นสวยงามก็ไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวัง

เมื่อฤดูหนาวมาเยือนอีกหนในปีนี้ เราเลยตัดสินใจเดินทางขึ้นเขาเพื่อชมหิมะกันตั้งแต่เริ่มเปิดฤดูกาล เพื่อไม่ให้ต้องเสียใจทีหลังว่า “ทำไมถึงไม่ไป และทำไมถึงไม่ทำ”

โดยปกติแล้ว แม้ทวีปออสเตรเลียจะเป็นเขตที่เต็มไปด้วยทะเลทราย แต่ในห้วงเวลาเดียวกันที่นี่กลับมีฤดูที่อากาศหนาวเย็นเกิน 8 เดือนต่อปี โดยช่วงฤดูหนาวจริงๆ ของทุกปีจะมีหิมะตกในบางพื้นที่ โดยเฉพาะเขตพื้นที่บนภูเขา โดยมากที่นี่มักจะเรียกกันว่า “Mt.” หรือเมาท์ อันย่อมาจากคำว่า Mountain หรือภูเขา ดังนั้นภูเขาหลายลูกของที่ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ในเขตรัฐที่ใจอาศัยอยู่จึงมีคำว่า Mt. นำหน้าชื่อของภูเขาเสียมาก

นอกเสียจากนี้เมื่อฤดูหนาววนมาถึงแต่ละปี แต่ละเมาท์ทั่วประเทศก็จะมีการกำหนดวันเปิดฤดูกาลชื่นชมหิมะ แล้วแต่ว่าแต่ละเมาท์นั้นจะมีหิมะร่วงหล่นมากแค่ไหน ปริมาณของหิมะที่หล่นลงมาทับบนพื้นดินส่งผลต่อการเปิดให้บริการเล่นกีฬาบนหิมะ จำพวกสกี สโนว์บอร์ด หรือแม้แต่การเปิดให้บริการกระเช้าไฟฟ้าแต่ละจุด

แต่ละเมาท์อาทิ Mt.Donna Buang, Mt.St Gwinear, Mt. Stirling, Mt. Baw Baw, Mt. Buffalo, Lake Mountain, Mt.Buller, Fall Creek, Mt.Hotham, Charlotter Pass จะมีหน้าเว็บไซต์ที่ประกาศวันเปิดฤดูกาลของตนเอง มีการรายงานปริมาณสโนว์ทั้งแบบข้อความและวิดิโอ บางที่จะมีกล้องเว็บแคมที่เราสามารถคลิกดูภาพสดๆ ได้ทันที หรือแม้แต่บอกว่า ปัจจุบันเปิดให้เล่นอะไรได้บ้าง และเปิดบริการกระเช้ากี่จุดแล้ว

สำหรับปีนี้ เราสองคนยังจงรักภักดีต่อ Mt.Buller เหมือนเช่นปีที่แล้ว เราเลือกที่จะไป Mt.Buller ตั้งแต่สองวันแรกของการเปิดฤดูหนาวหรือ Winter Festival แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะทิ้งช่วงทำงานเก็บเงินและไปเยือนหลายๆ เมาท์ที่เหลือเท่าที่จะเป็นไปได้

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าว่า การเดินทางไปชมหิมะในจุดที่มีการให้บริการที่เรียกเหมารวมกันว่า “สกีรีสอร์ท” นั้น จะเต็มไปด้วยค่าใช้จ่าย ยิ่งระยะทางไกลขึ้นนั่นหมายถึงค่าน้ำมันที่จะแพงขึ้นไปด้วย หากใครไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าสำหรับกันน้ำเอาไว้ การเช่าก็หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยปกติ ค่าใช้จ่ายแต่ละทริปนั้นจะรวมถึง ค่าเช่าเสื้อ กางเกง รองเท้าสำหรับเดินหิมะอย่างเดียว รองเท้าเล่นสกี หรือสโนว์บอร์ด ไม่รวมค่าเช่าอุปกรณ์จำพวกสกี สโนว์บอร์ด หรือจะเช่าถุงมือ และหมวก แต่หากว่าใครซื้อไว้ใช้เองแล้วก็ถือเป็นการลงทุนระยะยาวไม่ต้องเสียค่าเช่าไปตลอด นอกจากนี้หากไม่ได้เล่น การเช่ารองเท้าสำหรับเดินบนหิมะอย่างเดียวก็พอได้

ค่าใช้จ่ายยังมีค่าเช่าโซ่ ในกรณีที่ขับรถขับเคลื่อนสองล้อขึ้นไปบนภูเขา ทางหน่วยงานและเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาติให้มีการขับรถแบบสองล้อขึ้นโดยไม่มีโซ่ติดไปด้วย ยกเว้นรถที่ขับเคลื่อนแบบสี่ล้อไม่ต้องใช้โซ่ ไม่นับค่าเข้าพื้นที่ ค่านั่งลิฟต์หรือกระเช้า ซึ่งราคาจะแตกต่างไปตามการเลือกใช้ลิฟต์ หากใครเล่นสกี ค่าเช่าลิฟต์จะแพงมาก สำหรับนักท่องเที่ยวที่แค่อยากจะนั่งชมวิวก็เสียค่าใช้จ่ายที่ถูกลง แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อถึงฤดูกาลที่ผู้คนหนาแน่นหรือช่วงพีค

นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายที่แพงหูฉี่เหมือนจะเป็นค่าห้องพักบนสกีรีสอร์ทที่โดยมากผู้คนมักจะจองกันล่วงหน้าข้ามปีหรือหลายเดือน ราคาจะแพงในช่วงพีคถึงสองเท่าตัวเทียบกับช่วงปกติหรือช่วงเปิดเทศกาลเล่นหิมะ

หนก่อนเพื่อนที่เรียนร่วมชั้นในโรงเรียนที่นี่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันราว 250 เหรียญต่อวัน สำหรับการเดินทางไปที่สกีรีสอร์ทกับทัวร์ของโรงเรียนแบบเช้าไปเย็นกลับ

ใจว่าหนหนึ่งของการเดินทางไปที่นี่ หากคิดบวกค่าที่พักแบบค้างคืน 1 คืนแล้ว อาจจะมากถึงหนึ่งพันเหรียญเลยทีเดียว นั่นหมายถึงว่า เราจะต้องเสียเงินแบบนอนคืนเดียวเพื่อมองหิมะที่นี่มากถึง 30,000 บาทต่อคน

ในเช้าวันที่เราออกเดินทาง เราไม่แวะไหนเลย ยกเว้น Mansfield เมืองเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวมักแวะเติมน้ำมัน และหาของกิน ตลอดจนเช่าอุปกรณ์การเล่นหิมะทุกอย่างก่อนขึ้นเขายาวอีก 50 กิโลเมตร

เราแวะทานอาหารมื้อเช้า จิบกาแฟ และนั่งมองผู้คนที่ดูหนาตากว่าปีที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะหลายคนรอคอยหิมะให้ตกบนเขาที่นี่มานานร่วมปี เมื่อถึงเวลานี้ก็ไม่มีอะไรที่จะรั้งพวกเขาไว้ได้อีกแล้ว

เมื่อเสร็จธุระเรื่องปากท้อง เราจึงขับรถเลยจุดกลางใจเมืองเล็กน้อย ที่นั่นจะมีจุดให้แวะเช่ารองเท้าเดินหิมะ กางเกงกันน้ำ จากในเมืองนั้น ซึ่งมีให้บริการหลายจุด รวมถึงโซ่ด้วย หากใครขับรถขับเคลื่อนแบบสองล้อก็สามารถหาเช่าโซ่ในราคา 25 เหรียญต่อวันได้ที่นี่ ของทุกอย่างที่เช้าไปต้องคืนให้กับเจ้าของก่อน 6 โมงเย็น หลังจากนั้นคิดเป็นสองวัน ราคาเช่าจะคูณสองทันที

จากจุดนี้เราจะต้องขับรถเลยมาอีกสักพักจะถึงจุดทางขึ้นเขา Mt.Buller เราต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นค่าผ่านทาง ซึ่งคิดเป็นค่าบริการแบบต่อรถหนึ่งคัน และแยกประเภทของรถเอาไว้เรียบร้อย

ทางขึ้นเขานับจากจุดเก็บค่าผ่านทาง หากว่าเป็นช่วงวันที่หิมะตกจะต้องพันล้อด้วยโซ่ หรือขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อไปเรื่อยๆ หากไม่มีหิมะตกวันนั้นก็ขับปกติไปได้จนถึงจุดบนสุดของภูเขาซึ่งเป็นจุดบริการของสกีรีสอร์ท แต่ในวันที่เราไปถึง แดดออก หิมะตกไปแล้ววันก่อนหน้า ซึ่งเป็นวันเทศกาลเล่นหิมะ ทำให้เราขับรถขึ้นเขาได้สบายๆ ไม่ต้องใช้โหมดขับเคลื่อนแบบสี่ล้อเหมือนเมื่อปีกลายที่แม้หิมะจะไม่ตกแต่ถนนก็ลื่นและทางข้างหน้าก็มีแต่หมอกไม่เห็นอะไรเอาเสียเลย

ใจเพิ่งสังเกตว่า จนถึงปีนี้ ที่ Mt.Buller ก็ยังไม่ได้ทำราวกั้นเหวไว้ให้กับเรา และใจก็ยังเก็บเอาความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจจนถึงตอนนี้ เหวลึกฝั่งที่ใจนั่งไม่มีราวกั้นขอบถนนเลย ทำให้สายตาของเรามองเลยไปถึงเหวนั่นได้ชัดเจน พาลทำเอาเหงื่อออกทั้งๆ ที่อากาศข้างนอกเหน็บหนาวเสียเหลือเกิน

ดังนั้นถนนขึ้น Mt.Buller ถึงเป็นถนนที่หากใครขับรถไม่เก่งนัก ใจก็ไม่แนะนำให้หาเช่ารถขึ้นไปเองสักเท่าไร แม้แต่ชายหนุ่มของใจก็ยอมรับว่าขับขึ้น Mt.Buller ทีไรก็รู้สึกเกร็งไปเสียทุกที

เมื่อมาถึงลานจอดรถบน Mt.Buller นอกจากเจ้าหน้าที่และผู้ที่อาศัยอยู่บน Mt.Buller แล้ว รถนักท่องเที่ยวทุกคันต้องจอดที่ลานจอดรถ และนั่งรถบัสโดยสารฟรีขึ้นไปยังจุดของ Village ที่อยู่เหนือขึ้นไปอีก

 

บนลานของ Village ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาบนหิมะขาวว่าจะเลือกทำอะไรบ้าง เล่นสกี สโนว์บอร์ดหรือนั่งกระเช้า ใจเชื่อแน่ว่า หากใครที่เคยไปสกีรีสอร์ทหลายๆ ที่มา จะต้องชื่นชอบที่ Mt.Buller เป็นแน่แท้ ว่ากันว่าที่นี่มีเลนส์ของสกีที่ยาวเฟ้ย และคดโค้งน่าท้าทายยิ่งนัก หลายคนเดินทางมาที่นี่ทุกฤดูหนาวเพราะโหยหาความหนาวเย็นของที่นี่ไม่ต่างกับคนในท้องถิ่น

ในวันที่ใจไปถึง เป็นวันที่เราสองต่างปรารถนาจะเห็นเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ หนึ่งเราอยากเห็นช่วงที่หิมะยังปกคลุมต้นไม้แถบนั้นอยู่ สองเราอยากเห็นแดดออกส่องหิมะมากกว่าหนาวแต่หมอกลงและไม่เห็นอะไรเลยข้างหน้า ซึ่งดูเหมือนพยากรณ์อากาศของที่นี่จะทำหน้าที่ได้ดีมาก เพราะแดดออกเหมือนที่บอกเอาไว้ล่วงหน้า

Mt.Buller ในวันนั้นจึงแสบตา สว่างจ้าไปทั่วอาณาบริเวณ ใจว่า สำหรับเรา เผ่าพันธุ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว อย่าว่าแต่เล่นสกีเลย ขอแค่ได้เห็นหิมะก็รู้สึกใจเต้นตุบๆ กันแล้ว…..หรือไม่จริง??

ปล. 1 แวะไปดูข้อมูลและความงามของ Mt.Buller ต่อได้ที่เว็บไซต์ทางการของเมาท์แห่งนี้ http://www.mtbuller.com.au/ ที่นี่มี snow report ด้วย แวะไปชมกันได้

ปล.2 รูปจากฝีมือของใจรอคอยอยู่แล้วที่อัลบั้ม Flickr คลิกที่ ลิงค์ หรือรูป ได้เลย  http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157624147676127/

 

Related Post


Discussion

4 comments for “ในวันที่แดดส่องสะท้อนหิมะขาวบน Mt.Buller”

This website uses IntenseDebate comments, but they are not currently loaded because either your browser doesn't support JavaScript, or they didn't load fast enough.

  1. ตั้งแต่เกิดมาเรายังไม่เคยได้จับหิมะเลย ได้แต่เจอลูกเห็บ กับหมัดหมา
    ปล.ชอบมาก Mt.Buffalo

    Posted by Krit | June 23, 2010, 12:44 am
  2. คุณใจครับ

    ผมกับเพื่อนที่ทำงานกำลังจะวางแผนไปเที่ยวที่ Mt Buller ช่วงเดือนสิงหาคม อยากได้คำแนะนำในหลายๆเรื่อง อยากรบกวนช่วยติดต่อกันทาง email เพื่อถามข้อมูลและคำแนะนำจากคุณใจจะสะดวกไหมครับ ถ้าไม่รบกวนจนเกินไปช่วยเมล์ตอบกลับผมมาที่ tony.tui2@gmail.com หน่อยนะครับ ขอบคุณมากครับ

    Posted by Tony | July 10, 2010, 7:17 pm
  3. คิดถึง Mt buller ค่ะ
    สโนว์บอร์ดสนุดสุดยอดเลย ^^

    Posted by ืnettynet | July 12, 2010, 1:38 pm
  4. ตอนนี้กำลังวางแผนจะไป mt buller ค่ะ รบกวนสอบถามรายละเอียดเพื่อความมั่นใจจากคุณใจทางอีเมล์ได้ไหมค่ะ ที่อยู่อีเมล์ตามนี้ค่ะ ae_aeoy@hotmail.com ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

    Posted by Pan | July 25, 2010, 12:32 pm

Post a comment


 

June 2010
M T W T F S S
« May   Jul »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

รูปของใจ

49 37 (2) s34 a8 62 4 (2) 3 17 sing2 19 (2) am8 h11 a3 siem11 7 (3) chi1
View more photos >