// you’re reading...

Travel

ท่องลาวเหนือตอน 2 : ล่องโขงลงปากแบง

อยากจะไปเมืองลาว ไปหาท้าวคำแปง อยู่ที่เมืองปากแบ่ง แขวงอุดมไซ …..

เป็นเพราะ “น้อย” เพื่อนสาวที่คบหารู้จักกันมานานตั้งแต่ชั้น ป.5 เปิดกิจการนำเที่ยวไทยลาวเป็นล่ำเป็นสันและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวตาน้ำข้าวที่หอบเอาหนังสือบนโลกเหงาๆ หรือเจ้า lonely planet ติดตัวมาด้วย ส่งผลให้เราโชคดีตลอดการเดินทางที่ไม่เพียงแต่ได้เดินทางแบบที่ชาวบ้านชาวช่องของเขาไม่ได้ทำ แต่เรายังจะได้คุยกับเจ้าของกิจการการท่องเที่ยวหลากประเภทในทริปนี้ ที่สำคัญนั่นมาพร้อมกับการค่าใช้จ่ายที่ต่ำและบางครั้งก็ถึงกับฟรีกันเลยทีเดียว

ขาออกจากห้วยทรายมายังปากแบงในวันที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง (อีกหนึ่งเดือนถัดมาใจเดินทางไปปากแบงอีกครั้งปรากฎว่าไฟฟ้าหรือที่คนลาวเรียกว่าไฟหลวงเข้าไปเยือนแล้ว) มีน้อยออกแบบการเดินทางเอาไว้คร่าวๆ หลังจากนั้นเราจะเดินทางกันตามมีตามเกิด ตามชีวิตของนักท่องเดินทางอย่างแท้จริง

น้อยเลือกที่จะให้พวกเรานั่งเรือที่เรียกกันเสียหรูว่า “สปีดโบ๊ท” แต่หากแปลภาพให้มันไม่หรูมันก็คือเรือหางยาวดีๆ นี่เอง เพียงแต่ว่ามันไม่เหมือนเรือหางยาวคนอื่นเขาก็ตรงที่วิ่งด้วยความเร็วสูงบนแม่น้ำโขง คนขับจะอาศัยความชำนาญเลี้ยวซ้ายขวา หลบและลัดเลาะไปตามโขดหินของแม่น้ำโขงในหน้าฤดูน้ำไม่หลาก ขณะที่ผู้โดยสารก็ต้องสวมหมวกกันน็อคและเสื้อชูชีพด้วย

ในตอนแรกนั้นใจไม่ค่อยจะเข้าใจความหมายของการใส่หมวกกันน็อคบนเรือหางยาวนั่นนัก จนกระทั่งในเวลาต่อมา เมื่อจบทริปการเดินทางถึงได้รู้ว่า หมวกกันน็อคไม่ได้มีไว้ป้องกันการกระแทกในเวลาเรือล่มอย่างที่เขาเข้าใจกันหรือเหมือนนักซิ่งบนท้องถนนหรอก แต่หมวกกันน็อคใบนั้นเอาไว้เพื่อกันลมโดยเฉพาะ ลมที่แรงปะทะหน้าอาจจะทำให้หน้ายับเยินน้ำลายไหลไปโดนเพื่อนที่นั่งข้างหลัง พอๆ กับทรงผมก็คงจะดูไม่ได้เอาเสียเลยเมื่อไปถึงจุดหมาย….เรียกว่าดูไม่ได้เห็นจะถูกต้องยิ่งกว่า

ในความจริงของการเดินทางจากเชียงของมายังหลวงพระบางนั้น นักท่องเที่ยวสามารถเลือกออกแบบการเดินทางหลากหลายแบบ นอกจากรถยนต์ที่จะขับเองบนถนนที่กำลังก่อสร้างมุ่งตรงหลวงพระบางด้วยตนเองแล้ว เราก็ยังเลือกนั่งรถโดยสารแบบข้ามคืน รุ่งเช้าถึงหลวงพระบางได้เหมือนกัน

แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ต้องการความเร่งด่วนและอยากชมความงามทางน้ำ ก็ต้องเดินทางด้วยเรือโดยสารแม่น้ำโขงที่มีทั้งแบบเร็ว หรือสปีดโบ๊ท หรือสโลว์โบ๊ท หรือ เรือเช้า ซึ่งราคาต่างกันเพียงไม่กี่ร้อยบาท แต่ได้รสชาติการเดินทางที่ต่างกันตามชื่อที่เรียกขานนั่นเอง

เรือช้านั้น เจ้าของเรือจะแวะจอดให้นักท่องเที่ยวค้างคืนแบบแกมบังคับที่เมืองปากแบง โดยเรือจะถึงเกือบค่ำหรือบางทีก็ค่ำมืดกันไปเลยแล้วแต่ฤดูกาลของพระอาทิตย์ที่มีเวลาตกไม่เท่ากัน รุ่งเช้าเรือจะเดินทางต่ออีกทั้งวันไปถึงที่หลวงพระบางในช่วงค่ำ หรือโพล้เพล้เช่นกัน ดังนั้นนักท่องเที่ยวก็ต้องมีเวลาเผื่อสำหรับการเดินทางแบบนี้ถึงสองวัน  หนึ่งคืนกว่าจะถึงหลวงพระบาง โดยเรือช้าสามารถซื้อตั๋วแบบถึงหลวงพระบางเลย สองต่อหรือว่าจะซื้อแบบถึงปากแบงแล้วก็เลือกการเดินทางอย่างอื่นด้วยตนเองก็สุดจะแล้วแต่

สำหรับเรือเร็วนั้นก็สามารถซื้อได้แบบสองต่อถึงหลวงพระบางแบบแวะเปลี่ยนเรือที่ปากแบงแล้วนั่งกันต่อก็ได้ หรือไม่ก็แวะนอนที่ปากแบงต่อแล้วจะเลือกเดินทางแบบไหนต่อก็แล้วแต่เช่นกัน แต่โดยมากเรือเร็วที่ปากแบงเอาแน่เอานอนไม่ได้เสียเลย ว่ากันว่า บางวันเรือก็ไม่ออกเพราะผู้โดยสารน้อย หากใครไม่อยากคอยก็ต้องเสียเงินมากขึ้นเพื่อเหมาเรือไปเอง ไม่ก็ต้องเลือกซื้อตั๋วเรือช้าไปหลวงพระบางแบบทั้งวันอีกรอบ

นอกจากนี้แล้วท่าเรือเร็วและเรือช้าตั้งอยู่คนละทิศ เรือช้าใกล้หน่อยเร็วเรือไกลออกไปอีกนิดจากด่านตรวจคนเข้าเมืองเมืองห้วยทรายของลาวตรงกันข้ามกับเชียงของบ้านของใจ  นักท่องเที่ยวก็มักจะต้องเลือกรถโดยสารหรือสองแถวบนเนินติดกับด่านตรวจคนเข้าเมืองไปยังท่าเรือที่ว่า ราคาก็ไม่กี่บาทหากว่ามีเพื่อนร่วมทางมาก แต่ก็แพงขึ้นหากว่าเหมาไปเอง

พวกเราทั้งสี่ชีวิตเรียกรถโดยสารไปส่งที่ท่าเรือเร็ว เพื่อนั่งเรือหางยาวใส่หมวกกันน็อคไปแวะนอนที่ปากแบง นอกเหนือจากเราแล้ว มีฝรั่งร่วมทางที่พกเอาแสงโสมแบบแบนเอาไว้ในกระเป๋าอีกหนึ่งชีวิตและพี่ลาวอีกหนึ่งหน่อก็ขอติดสอยห้อยตามกันไปด้วย

อันที่จริงใจเว้นที่ว่างเอาไว้เสียนานไม่ยอมเขียนถึงตอนนี้มาร่วมหลายเดือน ทิ้งไว้จนต้องไปปากแบงอีกหน และก็ได้สัมผัสการเดินทางอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากทริปนี้ จึงพอจะบอกได้ว่า เรือเร็วจากห้วยทรายมาปากแบง เมื่อเทียบกับเรือเร็วจากปากแบงไปยังหลวงพระบางนั้นให้ความน่ากลัวที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

ถึงใครจะว่าอย่างไร ใจก็ยังเชื่อว่า เรือเร็วจากปากแบงไปยังหลวงพระบางในระยะทางที่เท่ากันนั้น น่ากลัวว่าเป็นไหนๆ โค้งที่ต้องลัดเลาะมากกว่า แถมความสามารถของนักขับเรือก็ต้องช่ำชองกว่าถึงจะหลบหลีกแก่งและแหล่งน้ำวนที่มีให้เห็นตลอดเวลาได้

ทว่าเรือของเราที่นั่งจากห้วยทรายมาปากแบงนั้นเจอกับโค้งและน้ำวนไม่มากนัก ทำให้ใจกับน้อยหลับและหมวกกันน็อคชนกันได้เมื่อเรือแล่นมาแล้วเป็นชั่วโมงด้วยความเร็วและเสียงแบบเดิมๆ

เรือเร็วนั้นจะไม่แวะที่ไหนเพื่อรับผู้โดยสารเลยเพราะเรานั่งกันมาเต็มแล้ว ยกเว้นเจ้าของเรือจะแวะเติมน้ำมันหรือเปลี่ยนถังแก๊สหุงต้มที่ใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเรือไปยังจุดหมาย

พวกเรานักท่องเที่ยวมีหน้าที่มองและชมบรรยากาศรอบข้างผ่านหมวกกันน็อค น้อยและเพื่อนผู้ชายอีกสองหน่อ เปิดกระป๋องเบียร์ลาวชนกันบนเรือหางยาวโดยไม่ยี่หระต่อความเร็วลมที่จะพัดเอาเบียร์ปลิวไปตามลมแต่อย่างใด พอๆ กับพี่ฝรั่งที่นั่งตรงกลางก็ยกเอาแสงโสมแบนนั้นขึ้นมาจิบให้อารมณ์จิบวิสกี้เคล้าลมยิ่งนัก

เรือแวะจอดเปลี่ยนแก๊สหนเดียว และแวะให้พวกผู้ชายที่มีความสามารถในการอั้นฉี่ได้น้อยกว่าผู้หญิงฉี่ทำรอยไว้บนเนินทรายของแม่น้ำโขงอีกหนึ่งเทียว จึงแล่นไปเรื่อยๆ ตามแม่น้ำโขง ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตของลาวทั้งซ้ายและขวา จนกระทั่งเรือถึงที่หมายคือเมืองปากแบงของเรา

อย่างที่ใจบอกเอาไว้ เมืองปากแบงเคยเป็นเมืองที่ใครหลายคนไปเยือน เพราะความงามที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน ใจว่ามนต์เสน่ห์ของมันก็คือสิ่งนั้นจนกระทั่งหนหลังใจได้ไปเยือนอีกครั้งก็พบว่าความงามที่ว่าไม่ได้ลดเลือนหายไป แต่ความมืดมนที่เคยเป็นกลับถูกแทนที่ด้วยแสงไฟฟ้าที่เพิ่งชักลากสายเข้ามาให้บริการแก่ชุมชน

“ไฟจักร” หรือ ไฟฟ้าที่เกิดจากแรงปั่นไดนาโม ที่คนลาวเรียกกัน เคยทำเสียงระงมบนเขาของที่เมืองปากแบง ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าจากรัฐหรือไฟหลวงใช้ในช่วงหลายปีก่อนหน้า ชาวบ้านอยู่ได้ด้วยเทียนและไฟจักรที่ว่า

กำหนดการเปิดไฟจักรชัดเจนคือช่วงเวลาหกโมงยามจะค่ำ พอตกจะสี่ทุ่มก็ปิดไฟกันมืด หลงเหลือไฟให้เห็นบ้างแล้วแต่กำลังทรัพย์ของเจ้าของกิจการที่อยากจะให้บริการนักท่องเที่ยว เท่าที่เห็นก็เห็นจะมีแต่ห้องพักแบบ 5 ดาวที่ไม่บริการนักท่องเที่ยวทั่วไปที่เดินเท้าเข้าไปถาม แต่ขายพร้อมแพ็กเก็จเรือวิ่งยาวถึงหลวงพระบางแบบแวะค้างคืนที่ปากแบง ซึ่งเราได้สิทธิพิเศษที่ต่างกับใครในค่ำคืนนี้

เมืองปากแบงตั้งอยู่ในแขวงอุดมไซ เป็นเมืองที่ใครที่จะต้องไปหลวงพระบางมักจะแวะมาชมความงามเสียก่อนเสมอ หรือไม่ก็เพราะถูกบังคับให้แวะค้างคืนกันเสียก่อนเพราะเรือไม่วิ่งต่อไปแล้วนั่นเอง จากเมืองนี้เราสามารถเดินทางไปยังหลวงพระบางด้วยทางเรืออย่างที่บอก หรือนั่งรถโดยสารซึ่งมีให้บริการไปยังตัวแขวงอุดมไซ  ซึ่งเป็นเมืองหัวใจของการเดินทางบนอาณาเขตลาวเหนือ ที่นี่มีท่ารถใหญ่ยักษ์สำหรับนั่งต่อไปยังเมืองอื่นๆ ของลาวได้อีกมาก

เมื่อค่ำลงท่าเรือของเมืองปากแบงไม่ต่างอะไรกับตลาดสด ฟ้ามืดผู้คนเพิ่งจะมาถึงก็มักจะมองหาที่พัก เสียงของเด็กหนุ่มเด็กสาวชาวลาวเรียกลูกค้าระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บางคนก็เรียกหาลูกค้าที่จองที่พักเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เรามาถึงที่นี่ตั้งแต่ช่วงบ่ายเพราะเรือเร็ว ทำให้เราได้มีโอกาสนั่งชมบรรยากาศเหมือนตลาดสดที่ว่าอย่างน่าขัน

ฝรั่งหลายคนเดินถือไฟสายส่องทางเดินทางที่ลาดชัดและขั้นบันไดก็ไม่กว้าง บางคนก็คาดไฟฉายเอาไว้บนหัว ส่องไฟไปบนพื้นและมือสองข้างก็หอบกระเป๋าดูพะรุงพะรังไม่น้อย ดังนั้นหากเป็นช่วงก่อนหน้าที่ปากแบงไม่มีไฟฟ้าใช้ใจก็อยากจะแนะนำให้เพื่อนฝูงหาที่พักผ่านอินเตอร์เน็ตกันเสียก่อนเพื่อที่จะไม่ได้ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินหาที่พักท่ามกลางความมืด แต่หากเป็นช่วงนี้หากใครไปปากแบงจะไปหาที่พักกันข้างหน้าก็ไม่ว่ากัน

ค่าที่พักที่นี่ก็ไม่ถึงกับแพงหูฉี่อยู่ในระดับที่นักท่องเที่ยวยอมรับได้ ห้องพักหนหลังของการเดินทางไปเยือนปากแบง ใจเลือกแบบธรรมดามีน้ำอุ่น ห้องน้ำกว้างขวาง เตียงใหญ่ ไฟฟ้าครบถ้วน อยู่ที่ 400 บาทต่อคืน มีที่ทั้งถูกกว่านี้และแพงกว่านี้แล้วแต่จะสรรหา

พูดถึงเมืองปากแบงแล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรให้เที่ยวนัก นอกจากตลาดสดเล็กๆ ที่เปิดให้บริการช่วงเช้าตรู่ของวัน และร้านขายของที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ขนมาจากไทยและจีนเสียมาก เพราะส่วนใหญ่ปากแบงจะกลายเป็นทางผ่านที่สร้างความจดจำในฐานะเมืองที่งดงามยามมืดค่ำอย่างที่ใจว่าเอาไว้ ความสำราญในจิตใจหาได้ในความมืดและเงียบงัน เมืองจึงกลายเป็นทางผ่านที่น่าหวยหาและกลับมาเยือนเป็นเมืองในจุดหมาย

อันที่จริง จะหาว่าใจเป็นเต่ามุดหัวอยู่ในกระดองก็ไม่มีผิดเพี้ยน ใจเพิ่งจะได้ยินเสียงเพลงที่พูดถึงเมืองปากแบงก็หนที่มาเยือนที่นี่ แถมเพลงนั้นก็ร้องโดยคาราบาว นักร้องสุดคลาสสิกของไทยเสียด้วย บนรถบัสที่เรานั่งในเช้ารุ่งขึ้นเพื่อมุ่งหน้าออกจากปากแบงไปยังอุดมไซบอกเล่าเนื้อหาตอนหนึ่งของเพลงว่า

“อยากจะไปเมืองลาว ไปหาท้าวคำแปง
อยู่ที่เมืองปากแบ่ง แขวงอุดมไซ
ไปล่องห้วยละหาน ไปเล่นธารน้ำใส
ไม่มีน้ำโรงงาน ไม่มีสารตะกั่ว
ไม่มีสารเคมี…โอ้ย…ยาฆ่าแมลง

อยากจะไปเมืองลาว
นอนนับดาวยามแลง
ฟ้าใสแจงแวง แต้มแต่งพร่างตา
ไปสูดลมใสๆ ได้ปล่อยใจโหยหา
ไม่มีเรื่องรถติด ไม่มีพิษควันฝุ่น
ไม่มีโรงไฟฟ้า…โว้ย…ค่าไฟโคตรแพง”

เมืองปากแบงเป็นไปตามที่เนื้อเพลงบอกเอาไว้เสียทุกอย่าง ที่นี่มีดาวให้นับเล่นยามค่ำ ไม่มีสารตะกั่ว ไม่มีโรงงาน ไม่มีสารเคมี แต่ทว่า ใจว่าจนป่านนี้น้าแอ๊ด คาราบาวคงจะรู้แล้วว่าที่ปากแบงค่าไฟจะแพงขึ้นแน่นอน….ไม่สิ….ค่าไฟโคตรแพง….แน่นอน

ปล. 1 ค่าเรือสปีดโบ๊ทจากห้วยทรายถึงหลวงพระบางต่อคน (แวะเปลี่ยนเรือที่ปากแบงแล้ววิ่งยาว) 340,000 กีบ
ค่าเรือสปีทโบ๊ทจากห้วยทรายถึงปากแบงต่อคน 160,000 กีบ

ค่าเรือสปีดโบ๊ทแบบเหมาทั้งลำ จากห้วยทรายถึงหลวงพระบาง 2,040,000 กีบ
ค่าเรือสปีดโบ๊ทแบบเหมาทั้งลำ จากห้วยทรายถึงปากแบง 960,000 กีบ
ปล. 2แวะไปชมภาพสวยๆ ของทริปลาวนี้ได้ที่อัลบั้มภาพของใจ..คลิกที่ภาพหรือลิงค์ได้เลยค่ะ

ปล. 3 ตอนหน้าเราจะนั่งรถต่อจากปากแบงไปยังอุดมไซ ….รักกันจริงต้องรอกันต่อไป….

Related Post


Discussion

One comment for “ท่องลาวเหนือตอน 2 : ล่องโขงลงปากแบง”

This website uses IntenseDebate comments, but they are not currently loaded because either your browser doesn't support JavaScript, or they didn't load fast enough.

  1. ขนาดตัวไกลถึงออสซี่ยังพาเที่ยวใกล้ๆได้เลยอิๆ

    Posted by Krit | June 4, 2010, 6:18 pm

Post a comment


 

June 2010
M T W T F S S
« May   Jul »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

รูปของใจ

39 3 (4) Hk44 12 13 siem9 9 53 31 (2) 16 20 a6 am12 49 31 27 (4)
View more photos >