Port Fairy : ขอชมประภาคารอีกสักทีสิบนาทีผ่านไป เมื่อเดินมาถึงครึ่งทาง เราสองคนต่างหันมามองหน้า อาจจะเป็นอากาศที่เหน็บหนาว ทำเอาเราสองคนเหนื่อยหอบ และก็ต้องถึงเวลาที่จะต้องเลือกตอบกับตัวเองว่า “ไปต่อ” หรือ “เลิกล้มกลางทาง” แต่เพียงเพราะประโยคสั้นๆ ที่ว่า “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว” ทำให้เราสองคนตัดสินใจร่วมกันที่จะเดินทางกันต่อไป จนถึงตอนนี้ใจก็ยังยืนยันคำเดิม เมื่อเดินหน้าออกเดินทางแล้ว ก็อย่าได้ถอยหลังกลับ จนกว่าจะไม่มีทางให้ไปแล้ว… ใจกับชายหนุ่มออกเดินทางไกลอีกหนบนเส้นทางขอบข้างมหาสมุทธแปซิฟิก หลังจากปีที่ผ่านมา มันส่งผลให้เรามีกันและกันอย่างเช่นทุกวันนี้ เพียงแต่ว่า ในวันนี้เราเดินทางไปในเส้นทางเดิมที่แตกต่างอย่างชัดเจน
มันเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่า ประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำร้อย เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจะเพียงคล้ายคลึงแต่ไม่เหมือน เมื่อเราไปที่ๆ เก่า เราจะเจออะไรที่แปลกใหม่ และเปลี่ยนแปลงไป หาใช่เหมือนของเก่าอย่างวันที่เลยผ่าน เช่นเดียวกันกับ เส้นทาง Great Ocean Road ในหนนี้ของเราสองคน ใจจะยังไม่เอ่ยถึงเส้นทางก่อนหน้า แต่วันนี้ขอใช้เวลาไปกับการข้ามเส้นทางและเหตุการณ์ทั้งหมดมายังจุดหมายปลายทางกันแบบไม่สนใจใคร เราขับรถไกลกว่าหนที่แล้ว เลยจุดที่เคยผ่านมายัง “Port Fairy” หมู่บ้านเล็กๆ ติดทะเลที่ต้องวิ่งรถไกลกว่าหนก่อนอีกเกือบหนึ่งร้อยกิโลเมตร เมื่อมาถึง เราก็ยังถือธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆ อย่างที่เคยทำระหว่างการเดินทางนั่นก็คือ การไปยังจุดบริการนักท่องเที่ยวของเมืองเสียก่อน ใจว่า บ้านเราต่างกันกับบ้านเขาก็ตรงนี้ ก็ตรงที่ ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ไม่ค่อยจะเจอศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยบอกว่าจะเที่ยวที่ไหน นอนที่ไหน กินอะไร และไปไหนต่อได้บ้าง ไม่เพียงเท่านั้น แผนที่ หนังสือและคู่มือการท่องเที่ยวแบบรูปสวยงาม ข้อมูลพร้อมสรรพก็เป็นเรื่องที่เราหาไม่ได้เอาเสียเลยในบ้านเรา สิ่งที่จะพอหาได้ก็คือข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ที่เพื่อนร่วมเดินทางจะสรรหามาแปะฝากกันไว้ได้ครบถ้วนกว่าการท่องเที่ยว อันเป็นหน่วยงานของรัฐเสียด้วยซ้ำ ก่อนหน้าเมืองนี้เคยเป็นถิ่นอาศัยของชนเผ่าอะบอริจิน ชนเผ่าดั้งเดิมของออสเตรเลีย จนกระทั่งยุคศตวรรษที่ 19 เหล่านักล่าวาฬและแมวน้ำก็ใช้แถบชายฝั่งทะเลที่นี่เป็นที่พักอาศัย ดังนั้นจึงหลงเหลือเรื่องราวเกี่ยวกับการล่าวาฬให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ท่าเรือที่ใช้เทียบท่าเรือในยุคของการล่าวาฬและแมวน้ำ ซึ่งสืบทอดการเป็นเจ้าของต่อมาเรื่อยๆ มีการขุดลอก และเป็นท่าเรือประจำเมือง หากใครไปใครมาก็เห็น ประชากรของเมืองมีอยู่ไม่ถึง 3 พันคน กิจกรรมที่สร้างรายได้หลัก ๆให้กับเมืองก็คือ การท่องเที่ยวและการประมง ที่นี่เป็นหนึ่งในเมืองหลักที่หล่อเลี้ยงสินค้าทะเลให้กับรัฐวิคทอเรีย และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของที่นี่เน้นหนักไปกับตัวอาคารเก่าแก่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ หรือ National Trust of Australia อันที่จริง ใจอยากจะมา Port Fairy ด้วยเหตุผลไม่มากมายอะไรเลย เพียงเพราะประภาคารเล็กๆ ที่อยู่ติดกับทะเลเพียงเท่านั้น..ซึ่งนั่นเป็นที่มาของการถามคำถามให้แก่กันเหมือนอย่างที่ขึ้นต้นเรื่องนั่นเอง ”Port Fairy” เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประภาคารสีขาว หลังคาแดง ประตูแดงตั้งตระหง่านอยู่ข้างๆ ทะเล นักท่องเที่ยวต้องจอดรถที่ลานจอดรถ เดินผ่านทางคอนกรีตโค้งยาวที่มนุษย์สร้างกั้นทะเลกับหมู่บ้านเอาไว้ ทางเล็กๆ มีทะเลใสสีเขียวอมฟ้าอยู่รอบข้าง แดดแรงแต่ลมพัดกลับหนาวทำให้บรรยากาศรอบข้างดูโรแมนติกเอาเสียมากๆ เราเดินผ่านทางเดินโค้งนั้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะเดินเลี้ยวขวาเข้าผืนเกาะเล็กๆ ที่เป็นที่ตั้งของประภาคารเป้าหมาย ใจจำได้ว่า ป้าที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบอกเอาไว้ว่า ต้องเดินไปกลับราว 30 นาที ถึงจะได้มีโอกาสยลความงามของประภาคารของเมืองนี้ เราเดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางผืนหญ้าที่ไม่สูงท่วมหัว มีหนูวิ่งไปมาข้างๆ ทาง และแวะออกมาทักทายพอให้ตกใจอยู่เสมอ บางทีใจก็กลัวงูมากกว่าหนู เพราะหลายต่อหลายครั้งเมื่อเดินทางไกล ไปในที่ๆ มีหญ้าหรือป่าจำพวกสวนเจ้าหน้าที่มักจะแขวนป้ายเตือนและบอกนักท่องเที่ยวเอาไว้ชัดเจนว่า “งูอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้” ดูเหมือนจะให้ความเอื้อเฟื้อแก่งู แต่ลึกแล้วใจก็อดคิดเสียไม่ได้ว่า “ตูก็กลัวงูนะ” เราเดินกันจนเหนื่อยหอบ ใจเริ่มถอดเสื้อกันหนาวออกมัดติดเอว จนกระทั่งมองเห็นประภาคารที่เมื่อกี้มองได้ว่ามันเล็ก ตอนนี้มันกลับอยู่ตรงหน้า…ประภาคารที่ไม่ใหญ่กว่าที่ใจเคยเห็นมาจากหลายเมืองก่อนหน้า แถมยังปีนฝ่าความสูงขึ้นไปอยู่ข้างบนของประภาคารมาแล้วบ้าง แต่มันกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเสียนี่กระไร นี่เป็นประภาคารเดียวที่ต้องเดินเสียจนเหนื่อยกว่าจะได้เห็น มันเป็นประภาคารเดียวที่ไม่ต้องขับรถไปจอดข้างๆ แล้วเดินไปชมความงามมันได้ทันที … อะไรที่ได้มายากๆ มันมักจะทำให้เราจดจำได้ยิ่งขึ้นทวีคูณ อะไรที่ได้มาง่ายๆ ถึงจะอยู่ในความทรงจำ แต่มันจะก็ไม่ประทับใจเทียบเท่า เช่นเดียวกัน การท่องเที่ยวใดที่ไม่เหนื่อย ไม่โหด เราก็จะไม่ค่อยจดจำมันสักเท่าไร…. ดังนั้น อย่าสงสัย หากเพื่อนคนไหน ไปเที่ยวแล้วกลับมาบ่น ใจก็มักจะตอบกลับไปเสมอ “ดีแล้วไง จะได้มีอะไรให้จดจำไปตลอด….” ไม่มีอะไรดีไปกว่าการมองโลกในแง่ดีอีกแล้ว… เอาสิ ขึ้นต้นด้วยประภาคารจบด้วยเรื่องมองโลกในแง่ดี ตามระบอบใจ….ต้นกับปลายไม่ไปในทางเดียวกัน เอิ้กๆ ปล. ชมภาพของ Port Fairy ได้ในอัลบั้มของใจค่ะ คลิกที่ภาพหรือลิงค์ได้เลย http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157624146509964/ Random PostsDiscussion3 comments for “Port Fairy : ขอชมประภาคารอีกสักที”Post a comment |
เย้ๆๆๆได้ไปเที่ยวอีกแล้ว แต่น่าอิจฉาจังมีคนเคียงข้างไปเที่ยวด้วยกัน
ปล.หายไม่สบาย น้ำมูกย้อยและเจ็บทอนซิลไวไวนะ Take Care
ตอบช้าไปหน่อย แต่หายแล้วค่ะ ทอนซิลนะ…ขี้มูกยังอยู่เหมือนเดิม
ดีที่หายแล้วนะ ถ้าเป็นทอนซิลมากๆ แนะนำตัดทิ้งเลย เพราะเราอายุมากมีภูมิคุ้มกันมากกว่าตอนเป็นเด็กแล้วตัดได้ครับ