ไม่มีน้ำ ไม่มีอนาคต : วิบากกรรมของเมืองขาดน้ำเมื่อใจบอกกับเพื่อนฝูงว่า ใจมักจะต้องหอบผ้าหอบผ่อนไปหย่อนตู้ซักผ้าและใส่เครื่องอบนอกบ้านทุกครั้ง เพื่อนฝูงหลายคนก็สงสัยว่าทำไมใจถึงต้องลำบาก และเสียเงินค่าซักผ้าต่อครั้งคิดเป็นเงินไทยก็เกือบพันบาทอย่างนั้น แทนที่จะซักผ้าที่บ้านและก็รอให้มันแห้งเอง ใจเองก็ใช่ว่าจะขี้เกียจขนาดนั้น แต่หากไม่ใช่เพราะว่า สำหรับบ้านเมืองเราที่มีแม่น้ำเส้นหลักอยู่หลายสาย และเต็มไปด้วยแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนทั้งประเทศ คงจะไม่ค่อยเข้าใจถึงความลำบากของประเทศที่มีราคาค่าน้ำแพงกว่าค่าน้ำมันเป็นแน่ ค่าน้ำที่นี่แพงมหาศาล พอๆ กับค่าไฟที่แพงเสียจนประชากรและคนที่ใช้ชีวิตที่นี่ก็ต้องมีวิธีการดำรงชีวิตที่แปลกไปจากบ้านเรามากโขอยู่….
หลายปีก่อน หนุ่มสิงคโปร์ขับแท็กซี่คนหนึ่งบ่นกับใจว่า ประเทศของเขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นของตัวเองเลย เขาต้องถมทะเล เพื่อปลูกป่าและหาพื้นที่เพิ่มขึ้นให้กับประชากรของตน ขณะที่น้ำที่แต่ละคนใช้กันอยู่ก็ต้องต่อท่อยาวมาจากมาเลเซีย ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมในแต่ละโรงแรมของสิงคโปร์จึงรณรงค์ให้ประหยัดการใช้น้ำกันให้มาก ที่ออสเตรเลียก็เหมือนกัน เมื่อครั้งก่อนหน้า ใจเข้าเรียนชั้นออสเตรเลียศึกษาในโรงเรียนสอนภาษา อาจารย์สอนเรื่องนโยบายการประหยัดน้ำที่กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่นักการเมืองเอามาหาเสียงกับประชาชนในออสเตรเลีย พรรคที่มีเสียงข้างมากในหนนี้มีนโยบายที่จะรับผิดชอบและดูแลประชาชนให้ไม่ขาดแคลนน้ำ อันเนื่องมาจากฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลก หรือโลกร้อนขึ้น ระดับน้ำในคงคลังเป็นเรื่องยักษ์ใหญ่ของประเทศ ออสเตรเลียมีรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ ไม่เพียงเท่านั้น ยังจำกัดการใช้น้ำของประชาชนอย่างเข้มงวด การจำกัดการใช้น้ำของประเทศ นำมาซึ่งการตัดสินใจลงมือฆาตกรรมหมู่อูฐกลางทะเลทรายจำนวนมาก หลังจากที่พวกมันเข้ามารุกรานแหล่งน้ำของชาวบ้าน และเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างน่าใจหาย และกลายเป็นสัตว์ที่แย่งน้ำของมนุษย์ จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวบาดตาบาดใจนักรักสัตว์ทั้งหลาย เรื่องของอูฐเป็นปัญหาโลกแตก ในชั้นเรียนหนหนึ่ง อาจารย์นำข่าวเรื่องประชากรอูฐในออสเตรเลีย ที่มีอัตราเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหลายล้านตัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นของที่นี่ แต่เป็นเพราะมันทนแล้งได้ และอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยอาหารมากมาย ทำให้มันออกลูกออกหลาน จนระยะหลังมันเริ่มเข้ามาบุกในชุมชน เข้าหาแหล่งน้ำมากขึ้น จนรัฐบาลต้องฆาตกรรมมันในเวลาต่อมา เรื่องของน้ำยังสร้างความปวดหัวไม่เลิก เด็กนักเรียนไทยหลายคนที่มาเรียนที่ออสเตรเลีย ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตแทบจะแตกต่างไปจากเดิม ถ้าเป็นไปได้เราจะถูกขอร้องไม่ให้อาบน้ำวันละสองครั้ง อาบเพียงหนึ่งครั้ง ในช่วงไหนก็ได้ที่เราต้องการ ไม่ใช้อ่างน้ำ ให้ใช้ฝักบัว หากฝักบัวตัน รัฐบาลก็แนะนำให้เปลี่ยนเป็นอันที่แรงกว่า เพราะว่าประหยัดน้ำกว่าในระยะเวลาในการอาบน้ำที่เท่ากัน… เมื่อเดือนมีนาคนที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐวิคทอเรีย ถือเอาวัน Good Friday หรือวันเทศกาลอีสเตอร์ ประกาศลดระดับการจำกัดการใช้น้ำในเมลเบิร์นจากระดับ 3a เป็น 3 หลังจากพบว่าระดับน้ำในคงคลังของรัฐนั้นเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่ สำหรับบ้านเรือนทั่วไปแล้ว ในระดับการบังคับการใช้น้ำ stage 3 นั้นจะจำกัดการใช้น้ำหลายอย่าง เช่น บ้านเลขคู่สามารถรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านได้ในวันเลขคู่ ขณะที่บ้านที่มีเลขที่คี่ เช่นบ้านเลขที่ 1,3,5 จะสามารถรดน้ำรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านได้ในวันที่เป็นเลขคี่ เช่นวันที่คี่ด้วยเช่นกัน โดยให้รดน้ำในช่วงเวลา ช่วง 6-8 โมงเช้า เท่านั้น ห้ามมิให้มีการล้างรถที่บ้าน รถทุกคันต้องล้างที่สถานที่ให้บริการล้างรถเชิงพาณิชย์เท่านั้น และสถานบริการนั้นต้องใช้น้ำไม่เกิน 70 ลิตรต่อรถหนึ่งคันด้วย ส่วนบ้านหลังใดที่กักเก็บน้ำฝนเองก็สามารถใช้รดน้ำหน้าบ้านได้ตามที่ต้องการ นี่เป็นแค่ตัวอย่างเบาะ ของการจำกัดการใช้น้ำในบ้าน ไม่รวมการจำกัดการใช้น้ำในระดับอุตสาหกรรม การจำกัดในรูปแบบอื่นๆ รวมถึงค่าน้ำที่แพงหูฉี่ เมื่อคำนวนจำนวนลิตรเท่ากันกับน้ำมันแล้ว ปรากฎว่าค่าน้ำแพงกว่ามหาศาล ใจแวะเวียนแอบไปดูระดับน้ำในคลังของเมืองเมลเบิร์นในเว็บไซต์ http://www.melbournewater.com.au/ อยู่เสมอ ณ วันนี้ (25 พฤษภาคม 2553) เมลเบิร์นมีน้ำในคลังเพียง 32.8% เท่านั้น ในเว็บไซต์ยังบอกรายละเอียดอีกมากมาย ทั้งระดับน้ำในคลังของแต่ละแหล่งน้ำของเมือง ปริมาณการใช้น้ำของประชากรต่อวัน ต่อหัว ต่อสัปดาห์และต่อปี ปริมาณน้ำฝนที่หล่นและกักเก็บได้ ตัวเลขน้ำในคลังที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง นั่นหมายถึงว่า เราใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยงกับการไม่มีน้ำใช้และใช้ชีวิตไปกับการรอคอยฝนที่ตกลงมาเป็นอย่างมาก รัฐบาลเลยประกาศแคมเปญจน์หนักให้ประชากรในเมลเบิร์นใช้น้ำอย่างประหยัด และตั้งเป้าหมายว่าจะให้ใช้น้ำกันเพียง 155 ลิตรต่อหัวต่อคนต่อวันเท่านั้น เรียกชื่อกันเก๋ไก๋ว่า แคมเปญจน์ Target 155 (http://www.target155.vic.gov.au) และจั่วหัวชัดว่า “Our water , our future” ไม่มีน้ำ ไม่มีอนาคตนั่นเอง ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนเมลเบิร์น หรือ Melburnians ใช้น้ำเพียง 136 ลิตรต่อคนต่อวัน ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายของรัฐบาลที่ตั้งเป้าอย่างมาดมั่นมาก ด้วยการเพิ่มราคาค่าน้ำไปก่อนหน้า…เพื่อจำกัดการใช้น้ำของประชาชน แผนการประหยัดน้ำเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย มีการทำวิจัยบอกรประชาชนชัดเจนว่าน้ำ 51% ในบ้านจะหมดไปกับการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน นั่นหมายถึงการเปลี่ยนฝักบัวเหมือนที่เอ่ยถึงข้างต้น การอัพเกรดโถส้วม ห้องน้ำ อีกจำนวน 22% จะหมดไปกับการซักผ้า นั่นบอกเหตุว่าทำไมคนส่วนใหญ่หอบผ้าหอบผ่อนออกไปใช้บริการซักและอบกันนอกบ้าน และอีก 19% ใช้ไปกับสนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งแต่ละคนต้องปฏิบัติตามกฎการรดน้ำโดยจดจำบ้านเลขที่คู่ ,คี่ และวันคี่ วันคู่อย่างเคร่งครัดด้วย อีก 8% ก็จะใช้ไปกับห้องครัว เราจึงมักจะล้างจานพร้อมๆ กัน แช่เอาไว้ก่อน และรอล้างพร้อมกันจะได้ประหยัดนั่นเอง และก็เหมือนกับที่โน้ต อุดม แต้พานิชว่าไว้ในการแสดงเดี่ยว 8 ของเขาทั้งในไทยและในเมลเบิร์นด้วย เขาว่า คนไทยที่ไม่เคยไปต่างประเทศจะไม่เข้าใจ เพราะเราโตมากับขันน้ำและที่ฉีดก้น แต่คนบางประเทศโตมากับกระดาษทิชชู ที่นี่ก็เช่นกัน…เรามีกระดาษทิชชูไว้ใช้ในห้องน้ำแทบทุกที่ ไปถึงไหนถึงไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เจอกระดาษทิชชู แต่ที่เราจะไม่เจอก็คือ ที่ฉีดก้น เพราะนั่นเป็นตัวเปลืองน้ำนั่นเอง… Related PostDiscussion5 comments for “ไม่มีน้ำ ไม่มีอนาคต : วิบากกรรมของเมืองขาดน้ำ”Post a comment |
ทำไม ใจกับแฟน หน้ากลายเป็นฝรั่งหละ หรือว่าไปอยู่นาน จำได้ว่าหน้าตาไม่ใช่แบบนี้นะ หน้าเปลี่ยนเร็วจัง อิอิอิ
ไปอยู่เมกามาโคดทรมานกับการไม่มีที่ฉีกก้น จะเข้าห้องน้ำทีต้องเอากระบอกใส่อาหารขนาดใหญ่เข้าไปด้วยทุกครั้ง
สุดยอดดดดดด
ความรุ้เพียบ
เครียดไปป่าว
อิอิ
ประหยัดน้ำได้ แต่อย่าประหยัดน้ำใจที่มีให้แก่กัน
นานๆ เขียนทีอ่ะพระ..ขอหน่อย เรื่องเครียดๆ เนี่ย ไร้สาระตลอด เหอๆ