จาก Walhalla ถึงปาย…ในวันที่ใบไม้เปลี่ยนสีความยากลำบากในการหาสถานที่เที่ยวแบบขับรถติดต่อกันไม่เกิน 4 ชั่วโมง เริ่มมีมากขึ้นในระยะหลังๆ พอๆ กับการมองหาสถานที่เที่ยวใหม่ที่ดึงดูดใจกว่าทริปไหนๆ ในช่วงก่อนหน้า หลายต่อหลายครั้ง ใจใช้เวลาหลายชั่วโมงนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เปิดเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมลเบิร์นไปเรื่อยๆ อ่านประวัติของเมือง ใส่ชื่อเมืองเข้าไปใน google.com ไปอ่านต่อในเว็บไซต์อื่นๆ ที่เอ่ยถึงเมืองๆ นั้น แม้ว่ารัฐที่ใจอาศัยอยู่จะเป็นเลิศในการทำข้อมูลแนะนำการท่องเที่ยวทั่วรัฐ แต่ว่า จนแล้วจนรอด ใจก็ยังต้องใช้เวลาในการเลือกอยู่ดีว่า…จะไปไหนดี…
ในช่วงปีสามปีที่ผ่านมา หากบวกรวมการเดินทางมาที่นี่เพื่อเที่ยวอย่างเดียว มาเรียนภาษาบวกเที่ยวไปด้วย จนถึงตอนนี้มาอาศัยอยู่แบบยาวนาน ใจมักจะให้ความสำคัญกับเมืองเล็กๆ ที่รัฐแนะนำว่า “น่าไป” ก่อนใครเพื่อน และจนถึงตอนนี้ก็เริ่มทะยอยเก็บรายละเอียดของเมืองเหล่านั้น ยังคงเหลืออีกเพียงไม่กี่เมืองที่ยังไม่ได้ไป หนึ่งในเมืองล่าสุดที่ใจดั้นด้นไปเยือนตามคำแนะนำของเว็บไซต์สถานที่เที่ยวของรัฐก็คือ “Walhalla” ใจรู้จักชื่อของ “Walhalla” มานานพอสมควร แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือนอย่างเป็นทางการเสียที จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ความปรารถนาก็ถูกตอบสนอง ด้วยการเดินทางที่มี Walhalla เป็นหนึ่งในเป้าหมายการเดินทางครั้งนั้น Walhalla เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในฐานะที่เป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 20 ครอบครัว ความเก่าแก่ของ Walhalla ยาวนานมาตั้งแต่ยุคอังกฤษเข้ามาปกครองออสเตรเลีย สภาพของเมืองตั้งอยู่ในเขตของพื้นที่ภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะยามหน้าหนาวหรือ Baw Baw Ranges แต่เดิมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เป็นที่อาศัยและคราคร่ำไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะผู้แสวงหาสินแร่ทองคำ เพราะเป็นเขตเหมืองทองคำที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของรัฐวิคทอเรีย ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เมืองกลางหุบเขาอย่างนี้ถึงมีทางรถไฟให้เห็นดังเช่นทุกวันนี้ นั่นเพราะรถไฟเป็นระบบขนส่งสำคัญในการขนย้ายเอาทองคำออกมาสู่ความเจริญภายนอก ใจว่าหลายคนนึกภาพความงามของ Walhalla ไม่ค่อยออก ใจพอจะให้ตัวอย่างง่ายๆ พอทำให้นึกภาพตามไปได้….เอาเป็นว่า ใจจะยกภาพของ Walhalla เปรียบเทียบกับ เมืองปาย แม่ฮ่องสอนของไทย… Walhalla ต่างกับปายที่แม่ฮ่องสอน เพราะแม้จะผ่านไปหลายร้อยปี ระบบการจัดการของเมืองก็ยังยอดเยี่ยมและยังเงียบอย่างที่ควรจะเป็น… สิ่งที่เป็นจุดขาย คือฤดูกาลของใบไม้เปลี่ยนสี พอถึงช่วงเดือนเมษายนของทุกปีจะมีใบไม้เปลี่ยนสีให้เห็น นักท่องเที่ยวจะทะยอยไปชมความงามกันเป็นระยะ พ้นช่วงนี้ไปแล้ว ใบไม้ก็จะร่วงโรย หล่นสู่พื้นดินกลายเป็นปุ๋ย และรอคอยใบไม้สีเขียวงอกเงยบนกิ่งก้านอีกครั้ง ที่นี่ไม่มีร้านค้า และเซเว่นอีเลฟเว่นก็มาไม่ถึงเหมือนปาย ไม่มีคนในกรุงย้ายเข้าไปอยู่ในหุบเขาเหมือนปาย ร้านค้าที่มีเป็นร้านค้าเก่าแก่ที่คนในท้องถิ่นเป็นเจ้าของเสียเอง เปิดให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวในชั่วโมงที่จำกัด บางร้านเปิดเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ไม่มีผู้คนเดินขวักไขว่ ใจเห็นคนที่มาเที่ยวส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการนั่งผึ่งแดด อ่านหนังสือ และเข้าชมทัวร์อุโมงค์ของเหมืองทองเก่าแก่ ไม่ก็ไปนั่งรถไฟชมความงามตามธรรมชาติที่จัดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว Walhalla มีประชากรเพียง 20 หลังคาเรือน ที่เหลือเป็นป่า และไร้ผู้คนอาศัย ไม่เหมือนปาย นับหัวไม่ได้เพราะมีคนเข้าออกตลอดเวลา ความงามส่วนใหญ่ของเมืองจึงมีเพียงใบไม้ บ้านเก่า และป่ารอบข้างเท่านั้น ความเจริญในอดีตของ Walhalla หลงเหลือไว้ให้เราเห็น ยกเว้นจำนวนนักขุดทองที่หายไปพร้อมกับกาลเวลา ร้านเก่าๆ และสถานที่เก่าๆ ถูกบำรุงรักษาด้วยงบประมาณของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนและแก่ชุมชน เขาเรียกกันว่า State funding ที่นี่เป็นหนึ่งเมืองที่รัฐให้เงินมาเพื่อเก็บของเก่าและเก็บสภาพของเมืองเอาไว้ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว โดยไม่ปล่อยให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ผู้คนล้มหลาม ขยะล้นเมือง เมื่อ over supply แล้วค่อยมาจัดการ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ ลากรถบ้าน หรือ Caravan ขนาดยักษ์ขึ้นเขาเป็นระยะทางเกิน 50 กิโลเมตร ถนนลาดชัน ข้างหนึ่งเป็นเหว ข้างหนึ่งเป็นหินผา ไม่มีโค้งมากเท่าปาย ไม่ถึงกับอ้วกแตกกลางทาง แต่ทุกคนมุ่งหน้ามาเพื่อหาความสงบ และชื่นชมบรรยากาศของใบไม้เปลี่ยนสีเพียงเท่านั้น ใจไม่ได้หมายความว่า Walhalla มีมนต์เสน่ห์กว่าปายที่ไทย อ่านไป เผลอคิดไปได้ไกลว่าใจเหมือนพวกคนรุ่นใหม่หันไปกินแฮมเบอร์เกอร์และหลงลืมน้ำพริกปลาทูที่บ้านเกิด ใจเองยอมรับและไม่ปฏิเสธเลยสักนิดว่า ปายก็มีมนต์เสน่ห์ที่ชักพาให้ใครลุ่มหลงด้วยไม่น้อย แต่ด้วยใจจริง ใจกำลังชี้ให้เห็นถึง การวางแผนรองรับความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างระหว่างทั้งสองในหุบเขา ตลอดจนการให้ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของเมืองแบบอย่างยืน เพราะเราจะไม่เห็นว่าบ้านเราแตกต่างจากคนอื่นเขาอย่างไร ตราบใดที่เรามัวแต่ปิดหูปิดตาและไม่ยอมรับ … เพราะปายจะงามกว่าที่ Walhalla ที่คนไม่เบื่อไปปายในหน้าหนาว ไม่แย่งกันซื้อน้ำในเซเว่นฯ และไปเห็นว่าเชียงคานที่เลย มันเงียบกว่าปาย….เลยหนีปายไปหาเชียงคานแทน หนหนึ่งเมื่อต้นปีใจเดินทางไปวังเวียง ประเทศลาว ตามคำบอกเล่าของเพื่อนฝูงในวงการท่องเที่ยว เขาบอกว่า “มันสวย และธรรมชาติ” แต่สิ่งที่ใจได้เห็นคือ พัทยาที่ดันไปอยู่ผิดที่…. เมืองเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยภูเขาหินรูปร่างสวยงาม มีแม่น้ำสายหลักของเมืองตัดผ่ากลางเมือง เป็นลำคลองขนาดเล็กน้ำใส เห็นตัวปลา อากาศรอบข้างช่างเย็นจับใจ แต่สภาพเมืองเปลี่ยนไปอย่างขัดหูขัดตา เพราะมีฝรั่งและลาวทำธุรกิจเปิดบาร์ใกล้น้ำ เปิดเสียงเพลงดังลั่น ล่องเรือไปพลันก็เห็นฝรั่งเผากิ่งไม้ เต้นรำ เหมือนจะเผาผับเผาบาร์ บางทีก็เห็นหญิงฝรั่งนุ่งชุดว่ายน้ำแบบสองชิ้น ปิดแค่ของสงวนเดินให้ว่อนทั่วอาณาบริเวณ แตกต่างอย่างชัดเจนกับเมืองหลวงพระบางที่มียูเนสโก้คอยกำกับความเป็นไปของเมืองอยู่ตลอดเวลา นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ความงามของธรรมชาติต้องได้รับการรักษา ไม่งั้นมันจะอยู่ได้ไม่นาน … กลับมาที่ Walhalla ในวันที่ใจไปเยือน ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี บางต้นก็เปลี่ยนสีและเริ่มร่วงหล่นบนพื้นตามเวลาอันสมควรของการจากลา เราขับรถขึ้นเขาอยู่นานกว่าจะถึง Walhalla แต่เมื่อไปถึงที่หมายเรากลับพบว่า มีเพื่อนนักเดินทางที่มาถึงก่อนเราหลายชีวิตเดินและนั่งชื่นชมความงามของเมืองอยู่ก่อนแล้ว เป็นเพราะเราเดินทางมาไกลจากตัวเมืองหลายชั่วโมงและขึ้นเขาอีกนาน เราถึงได้รู้ว่า นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก็ต้องพิชิตเวลาและระยะทางมานานเท่าๆ กับเราถึงได้มายืนอยู่ที่ๆ เดียวกัน … นอกไปจากนี้ หากเราไม่รู้สึกเหมือนกันว่าที่ Walhalla น่าดึงดูดและมีคุณค่าสำหรับการมาเยือนเสียแล้ว เราก็คงจะไม่ได้มาเห็นความงามของมันด้วยตาของตัวเราเองเป็นแน่ จาก Walhalla ถึงปาย และวังเวียง สิ่งที่เราไม่อาจจะเถียงได้เลยก็คือ….. ถ้าใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีใน Walhalla บอกถึงความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลแล้ว…ใจเชื่อว่า …. ใบไม้ที่นี่ก็ไม่เหมือนที่ปาย และ วังเวียงเลย จริง ๆ…. ปล. 1 แวะไปดูภาพงามๆ ของ Walhalla ได้เหมือนเดิมที่คลังภาพของใจ http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157623810246837/ หรือ คลิกที่รูป ปล. 2 อ่านไปมองไป ทำไมวันนี้มาแบบเครียดๆ พิกล…เอิ้กๆ Related PostDiscussion2 comments for “จาก Walhalla ถึงปาย…ในวันที่ใบไม้เปลี่ยนสี”Post a comment |
เจ๊ เล่นอัพทีเดียวรวด 3 เรื่องเลยเหรอ -*- ไปอยู่ที่โน้น เพราะหนีการเมืองที่นี่รึเปล่า ยิ่งช่วงนี้เคลื่อนกันไปโน้นนี่ วุ่นวายดีแท้
เปรียบเทียบทั้ง3ที่ได้เห็นภาพเลยว่า ที่ไหนคนไทยหรือคนเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ชิบหายตลอด