// you’re reading...

Australia Trip

City of Greater Bendigo

นี่เป็นเส้นทางใหม่ที่เราไม่เคยย่างกรายเข้าไป มันเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหมอกควัน ฝนพรำและหัวใจก็เต็มไปด้วยภาพแห่งความฝัน … อย่างน้อยก็เพราะเราฝันอยากจะเห็นหน้าตาของปลายทางของเราเสียที

ใจสารภาพอย่างไม่อายเลยว่า หนึ่งปีก่อนหน้า เมื่อครั้งตัดสินใจเลิกราจากการเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักสื่อสารมวลชนและคนทำงานหนังสือ ใจก็อดเศร้าเสียไม่ได้ว่า คงจะมีโอกาสที่จะได้เดินทางไปหาโลกกว้างเหมือนเดิมต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หรืออย่างน้อยมุมมองอะไรบางอย่างในตัวตนของคนที่เราที่เคยเป็นก็คงจะหดหายและหลบอยู่ในมุมมืดไปตลอดชีวิต

หนึ่งปีให้หลัง ใจค้นพบว่า สายตาที่เคยมองไปข้างหน้าเหมือนอย่างช่วงหลายปีก่อนหน้ามันเปลี่ยนทิศทางไป บางอย่างมันหดหาย แต่บางอย่างกลับเข้ามาแทนที่…มันอาจจะเทียบเท่ากันไม่ได้ แต่อย่างน้อยใจก็ได้เห็นโลกอีกโลกหนึ่งที่ไม่ได้ค้นพบ ส่วนโลกก่อนหน้าก็กลายเป็นอดีต…ที่ไม่ลบเลือนหาย

บางทีชีวิตก็คงจะเป็นอย่างนี้ เราก็ยังจะเดินทางไปตามเส้นทางของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจได้ใช้กันอยู่

เหมือนกับเช่นครั้งนี้…ใจเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง การเดินทางครั้งใหม่ที่ไม่รู้ว่าเป้าหมายข้างหน้าเป็นอย่างไร

เราเดินทางออกจากบ้านกันแต่เช้า เป้าหมายอยู่ที่เมืองที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเมลเบิร์นราวร้อยกิโลเมตร และต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์กว่าชั่วโมงครึ่ง

City of Greater Bendigo  หรือที่รู้จักกันในชื่อเบนดิโก เป็นเมืองเป้าหมายที่ใจกำลังพูดถึงอยู่ เมืองเล็กๆ ที่เคยร่ำรวยและใหญ่โตในยุคตื่นทองช่วงศตวรรษที่ 19 แต่ยังคงสภาพหลงเหลือให้เห็นความเป็นเมืองแห่งเหมืองทองจวบจนเช่นทุกวันนี้

อันที่จริงใจตระเวณไปเมืองที่เคยเป็นหนึ่งในอาณาเขตทองคำของเมลเบิร์นมาในระดับหนึ่ง แต่ที่เบนดิโกเป็นเมืองใหญ่ที่ใจได้อ่านและเห็นภาพจากในอินเตอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว การเดินทางครั้งนี้จึงไม่แตกต่างอะไรกับการเสี่ยงดวงไปกับการเดินทางที่ไม่รู้ว่าปลายทางข้างหน้านั้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่ปาน

เราขับรถสวนทางผู้คนออกนอกเมืองเหมือนเช่นเคย มุ่งหน้าไปตามถนนที่ไร้ผู้คนในวันทำงาน หรือวันธรรมดาเหมือนเดิม ถนนเริ่มร้างราจากรถยนต์ ผู้คน มีเพียงหมอกที่ลอยต่ำกว่าวันไหนๆ อากาศข้างนอกหนาวเหน็บเหมือนอย่างที่พยากรณ์อากาศบอกเอาไว้ พอจะคาดเดาได้ว่าที่เบนดิโกคงจะเหน็บหนาวอย่างที่เขาบอกเอาไว้เป็นแน่

เราวิ่งผ่านแนวป่า เริ่มไม่เห็นมีรถคันไหนวิ่งตามหรือนำหน้า ยิ่งนานเข้ายิ่งทะลุเข้าเมืองเล็กๆ ที่เงียบเหงา ไร้คนหัวสีดำเข้าตำรา ยิ่งออกห่างเมือง ยิ่งไม่เห็นคนเอเชีย….

เราวิ่งตรงไม่แวะไหน อาจจะเพราะเราวางแผนการเดินทางเอาไว้ว่า จะวิ่งตรงมายังเบนดิโกก่อนวกกลับมาแวะเมืองเล็กๆ ที่เป็นหนึ่งในอาณาจักรเหมืองทองเช่นเดียวกันกับเบนดิโกในช่วงขากลับด้วยนั่นเอง

เมื่อเราถึงเบนดิโก อากาศเหน็บหนาวผิดจากที่เคยได้รับแถวบ้านอย่างชัดเจน อย่างน้อยความเหน็บหนาวของเบนดิโกก็เป็นข้อดีข้อที่หนึ่งที่ทำให้เราประทับใจและจดจำเบนดิโกได้ขึ้นใจยิ่งขึ้น

เราเลี้ยวรถไปตามถนน ก่อนมาหยุดตรงตึกเก่า ใหญ่โต โอ่โถงกว่าตึกไหนบนถนนเส้นหลักของเบนดิโก ซึ่งในเวลาต่อมาถึงได้รู้ว่ามันเป็นตึก Town Hall ของเมืองที่เคยร่ำรวยด้วยทองคำแห่งนี้

เราจอดรถที่ตึกนั่น เดินเข้าไปหาพนักงานในห้องมุมสุดของชั้นล่างตึก ซึ่งเป็นที่ทำการของตัว “i” หรือสำนักงานการท่องเที่ยวของเบนดิโก ก่อนจะหนีบเอาเอกสารและแผนที่ของเมืองติดมือกลับมา

อันที่จริงประวัติเลื่องชื่อเรื่องทองคำของเบนดิโกมีมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้าที่อังกฤษจะเข้ามาปกครองออสเตรเลีย เรื่องการค้นพบและตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ยุคเก่าๆ ของเมลเบิร์นนั้นมักปรากฎเรื่องราวการขุดพบทองคำบนภูเขา ลำคลองและหนองน้ำในเบนดิโกอยู่บ่อยครั้ง และที่นี่ก็มีชื่อเรื่องทองคำไม่แพ้กับ Ballarat เหมืองทองคำเก่าที่ใจเคยไปเยือนมาแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อทองคำผุด เมืองก็ตามมา เหมือนอย่างที่เขาว่า จากที่เคยเป็นเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเต้นท์ผ้าใบของนักขุดทอง สิ่งปลูกสร้างที่เกิดจากเงื้อมมือมนุษย์ที่ขุดพบสินแร่ที่มีราคากว่าเงินตราจนถึงปัจจุบันก็มีให้เห็นกันหนาตายิ่งขึ้น โดยเฉพาะผังเมืองที่เริ่มมีการพูดถึงและออกแบบในช่วงปี 1854

เบนดิโกเริ่มมีการสื่อสารกับเมืองข้างนอกด้วยโทรเลขหลังจากมีการก่อร่างผังเมืองราว 3 ปี และโทรเลขก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างเบนดิโกกับตัวเมืองหลวงของรัฐวิคตอเรียหรือเมลเบิร์นนั่นเอง และในปี 1862 ก็เริ่มมีการเปิดเส้นทางรถไฟระหว่างเบนดิโกกับเมลเบิร์น และอีกหนึ่งความสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองเบนดิโกก็คือ tram หรือรถไฟรางที่ยังคงเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจนถึงทุกวันนี้ เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1890

นอกเหนือจากการเป็นเมืองที่มีการวางผังเมืองเอาไว้เป็นอย่างดี มีระบบขนส่งที่รองรับการเติบโตของการเป็นเหมืองทองคำแล้ว ที่เบนดิโกยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรม colonail ที่ไม่แพ้เมืองแห่งทองคำเมืองไหนในเมลเบิร์น

หนึ่งในนั้นคือ “The Sacred Heart Cathedral” โบสถ์หินขนาดใหญ่และสูงเป็นอันดับสามในออสเตรเลีย  ซึ่งอยู่ห่างจาก Town Hall ไม่ไกลนัก

ใจใช้เวลาอยู่ในเบนดิโกพอสมควร ก่อนทิ้งภาพความเป็นเมืองใหญ่ยักษ์ที่เติบโตมาจากสินแร่ที่ใครๆ ก็อยากจะได้เอาไว้ข้างหลัง และมุ่งหน้าสู่เมืองเล็กๆที่อยู่ถัดมาไม่ไกลนัก เมืองที่นักขุดทองแวะพักค้างอ้างแรม หลังจากเดินทางจากเมืองหลวงของรัฐมานาน และหวังว่ารุ่งเช้าจะมุ่งหน้าแสวงหาความร่ำรวยจากขุมทองที่เบนดิโก  พอๆ กับเป็นเมืองที่ทองคำแวะพักก่อนเดินทางกลับไปเมืองหลวงด้วยเช่นกัน

จนถึงตอนนี้ ใจได้เห็นปลายทางของเบนดิโกกับตาแล้วว่าเป็นอย่างไร มันก็เป็นอย่างนี้ หากเราไม่เริ่มต้นออกเดินทางเสียแล้ว เราก็คงจะเห็นว่าปลายทางเป็นอย่างไร…. แต่เมื่อใดที่เราออกเดินทาง ต่อให้ต้องเจอเป้าหมายที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ฝัน แต่เราก็ได้เห็นมันกับตา….

แวะไปดูภาพที่เบนดิโกได้ที่คลังภาพของใจที่ http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157623725400069/

Random Posts


Discussion

8 comments for “City of Greater Bendigo”

This website uses IntenseDebate comments, but they are not currently loaded because either your browser doesn't support JavaScript, or they didn't load fast enough.

  1. แอบเห็น update รูปภาพตอนช่วงบ่ายๆทาง flickr แล้วครับ

    ชอบรูปภาพมากครับ ; )

    Posted by kakazz | April 26, 2010, 3:46 pm
  2. ดีใจจังไกด์ใจกลับมานำเที่ยวอีกแล้ว

    Posted by Krit | April 26, 2010, 5:14 pm
  3. ไม่ได้เจอพี่กฤษณ์เสียนาน สบายดีนะคะ ขอบคุณพี่เหลือเกิน ยังอยู่ด้วยกันมาตลอด ไม่ว่าจะหายไปนานแค่ไหน

    Posted by jai | April 27, 2010, 8:19 am
  4. ขอบคุณค่า เข้าไป add เป็นเพื่อนไว้แล้ว แอบไปดูผลงานบ้างแล้วเหมือนกัน บอกเลยนี่เป็นคนแรกที่มี set มากกว่าใจ….555 ตกใจอย่างแรง

    Posted by jai | April 27, 2010, 8:19 am
  5. แอบเข้ามาในเวปทุกวัน รออ่านเรื่องราวของพี่ใจ รอนานจนใจหาย…. และเกือบลืม วันนี้พี่ใจกลับมาแล้ว ดีใจจังค่ะ จะได้ออกเดินทางผ่านสายตาและตัวหนังสือขอพี่ใจซะที

    Posted by keds | April 29, 2010, 1:49 am
  6. ขอบคุณค่ะที่แวะเวียนเข้าหาทุกวัน อ่านข้อความแบบนี้ทีไร ก็อดเสียใจที่ทำให้ใครหลายคนรอเรื่องราวจากเราเสียไม่ได้ ยังไงเสียก็จะพยายามขึ้นเรื่อยๆ นะคะ ที่หายไปก็ด้วยภาระในชีวิตมากมายเหลือเกิน

    Posted by namkhang | April 29, 2010, 9:52 am
  7. สบายดี แต่เบื่อชีวิตที่เป็นอยู่ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ได้หายไปไหนเลย ยืนอยู่ที่เดิมตลอด ดีใจด้วยนะที่มีความสุขแล้ว

    Posted by Krit | April 30, 2010, 10:54 am
  8. ขอบคุณผู้เบิกทางและชี้นำครับ
    พรุ่งนี้ผมจะเดินทางไปเหมือนกาน

    Posted by Thanee | July 27, 2011, 11:29 pm

Post a comment


 

April 2010
M T W T F S S
« Feb   May »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

รูปของใจ

4 (2) 79 sunflower55 mo11 am2 13 (4) 41 47 8 (4) 20 26 83 20 (3) champasak 65 34
View more photos >