เรื่องของหมี เรื่องของโชคชะตาการเยือนเชียงใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ใจถือโอกาสไปเยี่ยมเยือนสัญลักษณ์ประจำเมืองเชียงใหม่ที่ไม่ใช่คูเมือง วัด กาดสวนแก้ว ไส้อั่ว และน้ำพริกหนุ่ม แต่เป็น “หมีแพนด้า” สัตว์สี่เท้าขนฟูมีจุดดำใหญ่ยักษ์อยู่ที่ตา ที่ใครๆ เขาก็ว่ามันน่ารัก… อันที่จริงใจไปดูหมีแพนด้ามาแล้วหนึ่งหนพร้อมกับแม่และพ่อ แต่มันก็นาน นานเสียจน หลงลืมไปแล้วว่าหน้าตาหมีที่นั่นเป็นอย่างแรก ในช่วงแรกของการนำเข้าหมีในฐานะฑูตเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยนั้น แม่กับพ่อเรียกร้องมาว่า หากไปเชียงใหม่เมื่อใดของไปดูหมี เราจึงมีโอกาสได้ดูหมี และกลับมาบอกต่อใครๆ ได้ว่าเราดูหมีกันมาแล้ว
หมีพ่อแม่ลูกถูกเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีโดยสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่บ้านของหมีแพนด้าทั้งสามติดแอร์เย็นฉ่ำตลอดทั้งวัน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนๆ ของเชียงใหม่ทั้ง ๆ ที่อยู่ในฤดูหนาว สวนสัตว์เชียงใหม่เปลี่ยนไปมากในยามนี้ เมื่อก้าวข้ามสะพานอันเป็นสัญลักษณ์ประจำของสวนสัตว์แห่งนี้ เราจะพบกับทางเข้าใหญ่ดูหรูหรา ซึ่งกลายเป็นที่จอดพักรถ และที่ขายตั๋วเข้าชมในยามเดียวกัน ผิดหูผิดตาจากเมื่อก่อนอย่างแทบไม่น่าเชื่อ ค่าเข้าชมสวนสัตว์ถูกขายเป็นแพ็กเก็จตามคำแนะนำของพนักงาน หากจะชมสัตว์ทั่วไป เช่น ลิง เสือ ฮิปโป ฯลฯ ก็เสีย 50 บาทเฉพาะค่าเข้าชม แต่หากจะดูหมีแพนด้าจะเสียอีก 50 บาท เป็นค่าแอร์ของหมีแพนด้าอีกต่างหาก หากว่าจะนั่งรถบริการแบบต่อพ่วงยาวๆ นั่งกันหลายคนเหมือนรถนั่งชมเมืองก็เสียอีก 20 บาท แต่หากจะเดินรอบพื้นที่ความยาวของทางเดิน 7 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 500 กว่าไร่ก็ไม่ต้องเสีย นอกจากนี้หากจะเข้าชมอะควาเรี่ยมปลาที่เพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน ก็เสียเพิ่มไปอีก คิดรวมกัน เสียคนละ 200 กว่าบาทต่อการชมให้ครบ ใจไม่สนใจอะควาเรี่ยมเท่าไรนักในวันนี้ เพราะปีที่ผ่านมาใจเดินทางไปชมอะควาเรี่ยมมากมายเหลือเกินรอบออสเตรเลีย ทั้ง ในซิดนีย ์ โกลด์โคสต์ และเมลเบิร์น วันนี้คงจะมีหมีแพนด้าและรถบริการเท่านั้นที่ได้เงินจากกระเป๋าของใจไป รถบริการจอดที่สถานีแรก ใจลงเดินเข้าไปชมหมีแพนด้า พลางในใจก็คิดว่า หากปล่อยให้สัตว์ทุกตัวออกมาพบปะกัน หมีแพนด้าคงจะได้รอยช้ำที่รอบตามากกว่าหนึ่งวง นั่นเป็นเพราะสัตว์หลายตัวในสวนสัตว์คงแอบน้อยใจแกมหมั่นไส้มันอยู่เนืองๆ อย่างน้อยก็เพราะมันกลายเป็นลูกรักของใครต่อใคร ขณะที่หลายคนไม่สนใจดูลิง ดูค่าง ดูช้าง และม้ากันอีกต่อไป ให้ความสนใจและพุ่งตรงไปยังหมีแพนด้าก่อนใครเพื่อน ใจเดินผ่านทางเดินของบ้านหมีที่เวลานี้ดูเก่าแก่กว่าหลายปีก่อน พอๆ กับมีบริการหิมะจำลองที่แอบซ่อนอยู่ในตัวตึกเดียวกัน เป็นกิจกรรมใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจาก Ludge รถเลื่อนที่ไหลลงภูเขา สนามยิงปืนบีบี ที่แทรกอยู่ด้านหลังของสวนสัตว์ด้วย เมื่อมาถึงจุดชมหมี ผู้คนที่ไม่หนาตามากนักในวันธรรมดาของสัปดาห์ และไม่ใช่หน้าเทศกาล ทำให้เบาใจได้ว่าจะหมีได้ชัดเจนนอกเหนือจากการได้เห็นแต่หัวดำๆ ของคน แต่…เรื่องของ “หมีแพนด้า” นับว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา หมีมีสองอย่างในชีวิตที่ถูกลิขิตมาให้ทำ หนึ่งคือกิน สองคือนอน ส่วนเรื่องผสมพันธุ์ หนึ่งปีหมีจะติดสัตว์เพียงหนึ่งวันต่อปี โชคไม่ดีหมีก็จะไม่ปล้ำกัน คนจะอดได้ลูกหมีมาชื่นชม หนหนึ่ง สมัยเป็นนักข่าวใจเคยแปลข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ เขาว่านักวิจัยนั้นหัวหมอเอาเทปหมีมีอะไรกันไปเปิดให้หมีดูกันหลายเดือนต่อปี วันดีคืนดีถึงวันที่หมีติดสัตว์ หมีก็รีบปล้ำ ติดลูก นักวิจัยจะชื่นบานจิตใจ … ใจว่า หากใครทำบุญมามากจะไปตรงช่วงหมีกินพอดี จะมีโอกาสได้ถ่ายรูปหมีกินไผ่ แต่หากโชคร้ายจะไปตรงกับเวลาที่หมีนอน เราจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจาก “หมีนอน” ใจใช้ความพยายามพอสมควร ไปถึงที่ชมหมีตอน 11 โมงครึ่ง ยืนรอจนหมีตื่นราวเที่ยง ก็ได้เห็นหมีนั่งกินไผ่สมใจ แบบนี้เลยไม่รู้เรียกว่าอะไร หากจะอธิบายได้ก็เป็น “ต้นร้ายปลายดี” โชคร้ายก่อนแล้วจะโชคดี ไม่มีใครโชคร้ายไปทั้งปีหรอก….แม้แต่เรื่องหมีก็ตาม รับรอง… Related PostDiscussion3 comments for “เรื่องของหมี เรื่องของโชคชะตา”Post a comment |
ที่เคยเรียนมาน่าจะเรียกว่า "แพนด้า" มากกว่าหมีนะ เพราะแพนด้าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
เหมือนหมึก, วาฬ และโลมาไม่ได้เรียกปลาหมึก ปลาวาฬ และปลาโลมาตามลำดับ สองอย่างหลังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนหมึกเป็นสัตว์ตระกูลพวกหอย
ปล. น่าสงสารช้างไทยที่ไม่มีคนเหลียวแล ปล่อยให้มาเดินหาเงินตามเมืองใหญ่ แต่กับแพนด้าบ้าเห่อกันทั่วบ้านทั่วเมืองสร้างที่อยู่ให้เป็นร้อยๆล้าน เสียค่าชมเท่าไหร่ก็ยอมจ่ายกันเข้าไปดู เห็นแล้วเศร้าใจมากๆ