ข้ามโขงไปเยี่ยมม้งลาว : ภาคขึ้นเขาเราใช้เวลานั่งรอพี่ “ซาย” เจ้าของรถสองแถวคันจิ๋วเพื่อให้หมดภาระจากการรับส่งนักท่องเที่ยวที่หนาตากว่าทุกวัน เพื่อที่จะพาเราไปส่งที่ “บ้านห้วยสาลา” หมู่บ้านม้งที่ต้องขึ้นเขาไปอีกหลายสิบกิโลเมตร นี่เป็นการข้ามฝั่งไปแขวงบ่อแก้วครั้งแรก ที่ใจมีโอกาสไปไกลกว่าการเที่ยวชมตลาดลาว ตลาดจีน แถมยังขึ้นเขาไปเสียไกลกว่าที่เคยเป็น ช่วงนี้มีซีเกมส์ ว่ากันว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศป่วนเมืองไม่น้อย หลายเมืองในเขตแขวงบ่อแก้วไม่สงบ ชนเผ่าบางกลุ่มก่อกวน จับคนเป็นตัวประกันเพื่อสร้างความปวดหัวให้กับรัฐบาล เราได้รับคำเตือนนี้จากผู้คนแถวนั้นล่วงหน้าแต่ทว่า ..ไม่เคยต้องรับรู้ว่าปลายทางที่เราไปจะมีใครเอาปืนกระบอกยาวขนาบข้างรถพร้อมกับส่งคำถามให้กับเราว่า….”มาทำไม”
ห้วยสาลาเป็นหมู่บ้านม้งที่ต้องขับตรงจากห้วยทราย หมู่บ้านติดโขงตรงกันข้ามกับเชียงของ หลายกิโลเมตร ก่อนเลี้ยวขวาซ้ายขึ้นเขา บนถนนลูกรังเหมือนทางน้ำไหล ไร้สัญญาณ ป้ายจราจร ไม่มีแม้ป้ายบอกทาง รถสวนไปสวนมา มีเพียงต้นไม้ ต้นหญ้า และความชำนาญของพี่ซายเท่านั้นที่พาเราขึ้นเขาแบบไม่หลง ใจนั่งอยู่ด้านหลังรถสองแถวเพียงลำพัง ขณะที่น้อยนั่งข้างพี่ทรายด้านหน้ารถ ใจชื่นชมสองข้างทางได้อย่างเต็มที่ แต่ทว่า แม้สายตาจะทอดไปยังภูเขาและหมอกตรงหน้าแต่ว่าหัวสมองของใจกลับโลดแล่นไปเสียไกล เราห้ามสายตาไม่ให้มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่เราไม่สามารถห้ามความคิดที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลนับพันกิโลเมตร … นี่แหละคือความพิเศษของมนุษย์ เราใช้ความเร็วในการขับขี่ได้ไม่มากนัก ทางขึ้นเขาลาดชันเต็มไปด้วยก้อนกรวด หินและหลุมที่มีน้ำขัง สองข้างทางยังงดงามไม่เลิกรา นาขั้นบันไดมีให้เห็นกันเป็นระยะ สลับกับสองข้างทางที่เป็นภูเขา เรานั่งโยกเยกบนทางลูกรังนั่นนานอยู่เกือบชั่วโมง ก่อนจะถึงบ้านห้วยสาลา ที่หมายของเรา รถของเราแล่นผ่านตัวหมู่บ้าน อย่างช้าๆ เราสังเกตกลุ่มชายม้งสี่ห้าคนนั่งอยู่บนไม้กระดานที่ยกสูงเหนือพื้น เราชะลอรถทันทีที่เขาวิ่งมาพร้อมปืนกระบอกยาวทั้งสอง ก่อนยิงคำถามว่าเรามาทำไม เพื่ออะไร เจรจากันอยู่สักพัก เขาก็ยอมอนุญาติให้เราขึ้นไปบนไหล่เขาเหนือหมู่บ้าน ก่อนที่เราจะวกรถกลับมาที่เดิมเพื่อเจรจาถึงจุดประสงค์ของการไปเยือนในครั้งนั้น น้อยต้องการหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่จะไปนำเสนอฝรั่งตาน้ำข้าว และห้วยสาลาก็เป็นหนึ่งในจุดขายที่เธอพยายามจะหามาเพิ่มเติมสิ่งที่เธอมีอยู่ น้อยกับพี่ซายเจรจาพ่อหลวงของหมู่บ้าน เพื่อที่พานักท่องเที่ยวเข้ามาที่นี่ และมีสิ่งตอบแทนให้กับหมู่บ้านจำพวกยาและข้าวของจำเป็น โดยไม่ทำให้ชาวบ้านต้องลำบากหรือเปลี่ยนวิถีชีวิตไปจากเดิม ไม่เพียงแต่พ่อบ้านจะตอบรับการไปของน้อย แต่ยังอนุญาตให้ใจที่เขาคิดว่าเป็นชาวเกาหลีเก็บภาพในหมู่บ้านได้ตามชอบอีกด้วย… ขากลับพี่ซายจอดรถให้เราแวะถ่ายภาพหลายจุด ก่อนแวะรับชาวบ้านที่เดินกลับจากไร่กลับบ้าน หากปล่อยให้เขาเดินต่อก็ไกลหลายกิโลเมตร ใจเองเสวนากับสองสาวชาวลาวได้ไม่มากนัก แม้ภาษาของเราจะใกล้เคียงกันแต่พอประโยคเริ่มยาวใจก็เริ่มตามไม่ทัน หลังจากที่ถามว่าไปไหนมา จะไปลงตรงไหน และเก็บอะไรใส่ถุงมาบ้าง เราก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ปล่อยให้ลมพัดผมเราปลิวไปตามแรง….หลายกิโลเมตร เธอทั้งคู่ก็จากไป หลงเหลือไว้แต่คำขอบคุณ รถของเราแล่นบนเลนส์ซ้ายมาเรื่อยๆ ตามทาง ก่อนกลับในเส้นทางใหม่ เพราะห้วยทรายบังคับให้ขับรถทางเดียวในช่วงของเขตเมือง รถมาหยุดตรงจุดต่อคิวของรถโดยสาร เราสองคนลงเดินไปยังท่าเรือ ก่อนกระโจนขึ้นเรือคนรู้จักมักจี่ของน้อย โดยไม่เสียเงินค่าเรืออีกตามเคย ตะวันใกล้ตกดินแล้ว เรามาเหยียบแผ่นดินไทยอย่างปลอดภัย มีชีวิตกลับมาเขียนเรื่องราวการเดินทางระยะทางไม่ไกล ระยะวันไม่ข้ามคืนกันต่อ การเดินทางทริปสั้นๆ ที่อยู่ตรงกันข้ามบ้านของใจเต็มไปด้วยความหมาย ใจรู้สึกปอดถูกฟอก พอๆ กับที่รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าแรงบันดาลใจที่จะหาเงินแล้วออกเดินทางยังไม่หดหายไปไหนเลย…มันยังอยู่ หลบอยู่ข้างในอย่างสงบเงียบ เมื่อได้เดินทางมันจะตื่นจากการหลับไหลและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง… แวะไปดูรูปทั้งหมดได้ที่อัลบั้ม Related PostDiscussion2 comments for “ข้ามโขงไปเยี่ยมม้งลาว : ภาคขึ้นเขา”Post a comment |
เรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดีัจัง ยังกะได้ไปด้วยตัวเอง แต่เสียวๆตรงที่ปืนกระบอกยาวนี่แหละ เผลอโป้งป้างขึ้นมา เ้ย้ย….
"เราห้ามสายตาไม่ให้มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่เราไม่สามารถห้ามความคิดที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลนับพันกิโลเมตร … นี่แหละคือความพิเศษของมนุษย์" ประโยคนี้กินใจมากๆ สุดยอด