เมื่อ “ใจ” ออกเดินทางไป Hepburn Springsเราต่างหลงนึกไปว่าเรากำลังเดินอยู่ท่ามกลางเมืองผีดิบเหมือนในหนังฝรั่ง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เราก็ยังหายใจเข้าออกเป็นปรกติ และเมื่อยกนิ้วขึ้นมาหยิกเข้าที่แขนข้างซ้าย เราก็ยังรู้สึกได้ในทันทีว่า “ยังมีชีวิตอยู่” เหตุผลที่นำพาให้เราตกอยู่ในอารมณ์ร่วม ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะ ในห้วงเวลานั้น เราราวกับได้ใช้ชีวิตอยู่ในหนังผีที่ทั้งเมืองไร้ผู้คน ทางเดินว่างร้าง เปล่าเปลี่ยวเพราะปราศจากรถยนต์วิ่งบนถนนเส้นสองเลนส์นั่น Hepburn Springs เป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลความศิวิไล เราต้องขับรถสวนทางผู้คนออกนอกเมืองไปเกิน 100 กิโลเมตร กับเศษอีกหลายสิบกิโลเมตร ทางที่คดเคี้ยว ผ่านหุบเหว ภูเขา ถนนที่ไร้ผู้คน รถยนต์ สองข้างทางมีแต่ต้นไม้ ชวนให้ขนลุกซู่เมื่อนึกถึงยามค่ำคืน หากรถต้องมาเสียระหว่างการเดินทาง หรือ หากว่าต้องวิ่งผ่านถนนเส้นนี้ทุกวี่ทุกวัน…มันก็ยังอดนึกถึงหนังผีอีกเสียไม่ได้ แต่แม้ Hepburn จะเป็นอย่างนั้น ใจหัวจิตหัวใจของใจในห้วงเวลานี้กลับคิดถึงเมืองนี้อยู่ตลอดเวลา และใฝ่ฝันเอาไว้ว่า อยากจะกลับไปเยือนที่นี่อีกสักครั้ง… โดยเฉพาะหน้าหนาว ก่อนถึงช่วงสิ้นปีไม่กี่เดือน ซึ่งนับได้ว่าเป็นช่วงที่สถานที่แห่งนี้ต้องทำงานหนักเพราะต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ใจเองไปเยี่ยมเยือน Hepburn ในวันที่แม้จะยังไม่หมดหนาว แต่กลับไม่หนาวสุดเหมือนอย่างเดือนก่อนหน้านั้น ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มบางตาอย่างเห็นได้ชัดและยิ่งเห็นได้ชัดจากคำบรรยายทั้งหมดที่ผ่านมา Hepburn ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองตากอากาศ เมื่อถึงช่วงหนาวสุดของปี สองข้างทางจะเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ในบางจุดบนภูเขาที่อยู่ห่างออกไป หลังคาบ้านของใครบางคนก็เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็งสีขาวโพลนที่เราเรียกกันว่า “หิมะ” ภาพแผ่นพับแนะนำการท่องเที่ยว Hepburn ที่เราหยิบติดมือมาจากสำนักงานแนะนำการท่องเที่ยวของเมืองที่อยู่ก่อนถึง Hepburn เพียง 3 กิโลเมตร บอกถึงเรื่องราวของ Hepburn ในฐานะของการเมืองที่เป็นแหล่งน้ำแร่ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ผู้คนแวะมาขัดตัวจากสปาที่มีให้บริการอยู่มากมายบนถนนที่เราขับรถวิ่งผ่านไปอย่างช้าๆ นั่น ห้องพักขนาดเล็ก ใหญ่ เก๋ไก๋เรียงรายสลับกับร้านกาแฟ ร้านอาหาร และบ้านที่ออกแบบได้สะดุดนักเดินทางอย่างเรายิ่งนัก และไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็ยกให้ Hepburn เป็นเมืองแห่งสปา หากรวมกับเมืองก่อนหน้ารัฐบาลก็ตั้งชื่อให้เสียใหม่น่าชมว่า “Spa Country” แต่แม้จะอย่างนั้น เรากลับกำลังตั้งคำถามว่าทำไม Hepburn ถึงไร้ร้างผู้คนในช่วงเวลานี้ อาจจะเป็นเพราะเราหนีมาเที่ยวในวันกลางสัปดาห์ที่มนุษย์ทำงานไม่สามารถทิ้งภาระจำเป็นที่ช่วยให้เรามีอันจะกินและเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองได้ หรือนั่นเป็นช่วงเทศกาลที่ใครเขาไม่เที่ยวกัน เพราะมันหมดช่วงหมดหนาวไปแล้ว คำถามนี้หมดสิ้นไป เมื่อเราได้ค้นพบว่า ที่ปลายถนนของ Hepburn เต็มไปด้วยรถยนต์และผู้คนมาจอดรอรับบริการอาบน้ำแร่ และผ่อนคลายอิริยาบทกับสปาที่ดังที่สุดในย่านนี้ บนถนนไร้ผู้คน รถยนต์….แต่ข้างหลังเกสต์เฮ้าส์ และสปาหลังใดหลังหนึ่งอาจจะเต็มไปด้วยผู้คนอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะไม่มากเท่าเทศกาลท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมแห่กันมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ Hepburn ต้องเสียชื่อของการเป็นเมืองแห่งสปาแต่อย่างใด เราจอดรถยนต์เอาไว้ที่ปลายถนนด้านหนึ่งของ Hepburn ก่อนลงเดินไปเรื่อยๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ สองเท้าของเรามาหยุดตรงที่หน้าร้านขายของชำประจำเมือง ร้านเล็กๆ ที่มีกระดาษจำนวนมากแปะอยู่ที่ฝาผนังก่อนทางเข้าร้าน มองภายนอกร้านดูซ่อมซ่อไม่น่าเข้า แต่ใจก็มองตามร้านแห่งนี้ตั้งแต่รถวิ่งผ่านไปรอบแรก ใจพิสมัยกระดานแปะกระดาษนั่น อยากจะนั่งลงหน้ากระดาน แล้วเก็บภาพตัวเองเอาไว้เป็นที่ระลึกว่าได้มานั่งที่นี่แล้ว…. ร้านซ่อมซ่อมเก่าแก่ที่ใจหมายมั่นปั้นมือจะแวะตั้งแต่แรก ขายของชำที่ขายทุกอย่างตั้งแต่ของหวาน กาแฟ ขนมปัง ของที่ระลึก อาหารว่าง อาหารหนัก ของใช้ในครัวเรือน …. เจ้าของเก็บความทรงจำทุกอย่างที่เลยผ่านเอาไว้ให้เราได้เห็น ร้านไม่ได้เก่าเพราะเขาตกแต่ง แต่นั่นเป็นเพราะมันยังคงสภาพของมันที่เคยเป็นมาเมื่อหลายสิบปีที่แล้วเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน รูปถ่ายในกรอบรูปที่ตั้งไว้ข้างฝา บอกอายุของร้านได้เป็นอย่างดีว่าผ่านมากี่ปี และต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ รวมถึงเป็นสถานที่หล่อเลี้ยงผู้คนระแวกนี้มานานเท่าไร เราเดินวนไปทั่วร้าน ก่อนหยิบน้ำหวานที่ใช้น้ำแร่ของที่นี่เป็นส่วนผสมหลัก ก่อนสั่งกาแฟสองแก้วมานั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าร้าน นั่งมองสองข้างทางที่จนป่านนี้ก็เงียบเสียจนน่าใจหาย… ตั้งแต่ออกจากบ้านมาอย่างไร้จุดหมาย ขับรถฝ่าเมืองออกมาไกลนับร้อยกิโลเมตร โดยที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอยู่ข้างหน้า จนกระทั่งมาค้นพบ Hepburn เราก็ยังไม่เห็นคนเอเชียหัวดำเลยสักคน … ที่นี่เต็มไปด้วยฝรั่งผมสีทอง ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับตัวเมืองที่เราตั้งฉายาให้ว่าเป็นเมืองอินเตอร์เนชั่นแนล หัวดำมากกว่าหัวทองสองร้อยเท่า … ในห้วงหนึ่งขณะที่นั่งจิบกาแฟไปพลางนั่งเงียบไปพลาง ใจเองก็คิดถึงสิ่งที่ตัวเองเก็บเอาไว้ในใจเสมอมา สิ่งนั้นคือเหตุผลที่ทำให้ใจตัดสินใจออกเดินทางไปยังที่ๆ ห่างไกลบ้านมาตลอดหลายปีมานี้ “ใจรู้สึกดีที่ได้เจอผู้คนที่ไม่รู้จักใจ” ใจสารภาพว่า เหตุผลที่ตัวเองออกเดินทางนั่นเป็นเพราะ ใจเชื่อเสมอมาว่า การเปลี่ยนสถานที่ที่เคยนั่งหย่อนก้นเสียบ้าง จะทำให้ชีวิตของเราไม่ได้จำกัดจำเขี่ยอยู่แต่ที่เดิมๆ และการเพิ่มเติมด้วยการไปห่างบ้าน มองหน้าผู้คนที่ไม่ได้รู้จักเรา เราก็ไม่ได้รู้จักเขาไปมากกว่าการเป็นเจ้าถิ่นสถานที่ที่เราไปเยือน หรือต่างก็เป็นผู้มาเยือนทั้งคู่ ล้วนแล้วแต่ช่วยทำให้เราผ่อนคลาย หลายต่อหลายครั้ง ใจว่าการท่องเที่ยวไม่ได้ทำให้เราเกิดความสุขจากการที่ได้เห็นสถานที่สวยงาม บรรยากาศที่ไม่มีที่บ้านเรา แต่ความสุขที่เราได้รับคือการหลีกหนีจากสิ่งที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ไปชั่วขณะ พลังสุขจากทุกสิ่งรอบข้างในช่วงเวลาที่เราไม่ได้อยู่กับทุกข์อย่างที่ผ่านพ้น ส่งผลให้เรามีแรงบันดาลใจที่จะกลับไปแก้ไข หรือแม้แต่ใช้ชีวิตไปได้ต่ออย่างต่อเนื่อง…. ที่ Hepburn ไม่มีใครที่ใจรู้จัก นอกเสียจากคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กันในเวลานี้ มันสบายใจที่ได้ไม่มีใครพูดจาขัดหู ไม่มีคนบางคนมานั่งบ่นขัดใจอยู่เรื่อย ไม่มีคนๆ นั้นมานินทาว่าร้าย ไม่มีคนอีกจำนวนหนึ่งใส่สีตีไข่ ทำให้ปวดหัวใจ และไม่มีเรื่องร้ายแบบเก่าๆ เข้ามารังควานในห้วงของความคิด ใจไม่ปฏิเสธเลยว่าใจกำลังหนี…เพียงแต่ว่า ใจเพียงออกเดินทางเพื่อหนีสิ่งไม่ดีเพียงชั่วคราว เมื่อตั้งตัวได้ ใจจะเดินขึ้นบันไดไปต่อได้หลายก้าว ดีกว่าหยุดอยู่ที่เดิม ไม่เพียงแต่ชีวิตไม่ก้าวเดินไปข้างหน้า แต่รังจะมีแต่เดินถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ อีกต่างหาก และหากการเดินทางท่องเที่ยวเป็นกระบวนการหนีอย่างหนึ่ง ใจก็เชื่อว่ามันจะเป็นการหนีที่ทรงอานุภาพมากที่สุดเลยทีเดียว ใจมองนาฬิกาที่ข้อมือ นี่ก็ปาเข้าไป จะสี่โมงแล้ว … เราต้องรีบกันแล้วล่ะ ใจไม่อยากจะให้รถยนต์วิ่งผ่านทิวป่าสองข้างทางที่ไร้ร้างรถยนต์นั่นในช่วงเวลาค่ำมืดสักเท่าใดนัก เพราะต่อให้ Hepburn เงียบสงบและสวยงามเพียงใด แต่ใจก็ยังกลัวผีอยู่ดี…. ครั้งหน้าถ้าจะต้องหนีไปไหนสักที่ ใจกลับมาที่นี่อีกครั้ง ที่ Hepburn นี่แหละ ปล. แวะไปดูภาพเพิ่มเติมของ Hepburn Springs ได้ที่ Flickr Album ของใจ http://www.flickr.com/photos/jaispace/sets/72157622097636798/ หรือคลิกที่รูป Random PostsDiscussion2 comments for “เมื่อ “ใจ” ออกเดินทางไป Hepburn Springs”Post a comment |
เมื่อวันเสาร์ไปงานมหกรรมหนังสือที่ QCC แวะบูธสนพ.วงกลม ยังนึกอยู่เลยว่าถ้าหนังสือใจวางขายที่นั่นจะเป็นยังไง รออ่านนะ
"การท่องเที่ยวไม่ได้ทำให้เราเกิดความสุขจากการที่ได้เห็นสถานที่สวยงาม บรรยากาศที่ไม่มีที่บ้านเรา แต่ความสุขที่เราได้รับคือการหลีกหนีจากสิ่งที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ไปชั่ว ขณะ " couldn't agree more T^T