เมื่อวานเย็น ใจปั่นจักรยานจากบ้าน ลัดเลาะจากบ้านไปทะลุอีกหนึ่งหมู่บ้านถัดไป ก่อนวกกลับมาโผล่อีกซอยหนึ่งของหมู่บ้านตัวเอง เพียงเพราะหวังจะหามุมถ่ายรูปสวยๆ
แดดตอนสี่โมงยังไม่ร่ม เหงื่อเริ่มผุด จนหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ใจยังหามุมที่อยากจะถ่ายรูปไม่ได้สักที สุดท้ายใจจอดจักรยานพักเหนื่อย ก่อนจะวกรถจากบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้านเพื่อกลับมาที่บ้านของตัวเอง
ระหว่างที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอน มือข้างหนึ่งกำลังใช้หวีแปรงผมในรอบหลายวันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ในหัวสมองของใจก็คิดไปว่า “นี่ตูคิดผิดคิดถูกที่กลับมาเมืองไทยนะนี่”
ว่าก็ว่าเถอะ ไม่ได้นั่งอยู่หน้าคอมฯ เพื่อบ่นโน่นบ่นนี่อย่างที่อยากจะทำเสียนานแล้ว กลับมาดูข้อความที่เขียนใน blog ของตัวเองอีกที “ไหง
กลายเป็นเว็บแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวไปเสียแล้วก็ไม่รู้”
หลายวันมานี้ พอส่งต้นฉบับให้กับสำนักพิมพ์เสร็จ และรอให้เขาตอบกลับมาว่าจะให้แก้ไข ผิดพลาดหรือรอคอยกันต่อไป ใจก็เริ่มฟุ้งซ่าน
เราขับรถออกนอกเส้นทางที่มุ่งหน้ากลับเมลเบิร์น อาจจะเป็นเพราะแดดยังแรง และเรายังไม่อยากกลับถึงบ้านในช่วงก่อนค่ำ ดังนั้นการแวะรายทางเท่าที่จะทำได้ก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ
แต่เส้นทางที่เราวิ่ง มีสถานที่ให้แวะไม่มากนัก มองไปก็เหมือน Motorway แถวบ้านเรา ที่ไม่มีอะไรข้างทางให้แวะ ยกเว้นปั๊มน้ำมัน โชคเหมือนจะเข้าขาง สายตาของใจเห็นหมู่บ้านบนเนินเขาสวยงามอยู่ไกลลิบตา เราขับรถมาเรื่อยๆ เพื่อมองหาทางเข้าหมู่บ้านนั่น
ข้างหน้ามีป้ายบอกทางเข้าว่า “Myrniong” ช่วงเวลาที่จะตัดสินใจว่าแวะหรือไม่แวะ ใจว่า คนบังคับพวงมาลัยจะใช้สติเป็นอย่างมาก เลี้ยวหรือไม่เลี้ยว จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
พื้นที่ข้างบ้านของใจไม่ใหญ่นัก พอให้เราเดินโดยรอบบ้านได้ แต่ไม่มากพอที่จะลงแปลงผักอย่างที่ต้องการได้ แต่กระนั้น มันก็สวนทางกับความต้องการและอุปนิสัยของผู้เป็นแม่ที่ชื่นชอบการปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ
แม่บอกว่าแม่เป็นคนมือเย็น ใครๆ ก็เห็นว่าเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่มีเลยสักครั้งที่ใจจะไม่เห็นแม่ปลูกผัก ลงต้นไม้ และตัดดอกไม้ไปวัดก่อนวันพระหนึ่งวัน
ใจกลับมาถึงบ้าน พร้อมความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ขณะที่รอบตัวของใจก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายเช่นกัน อย่างน้อย บ้านข้าง ๆ ก็สร้างเสร็จแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนใจจะเดินทางไปเมลเบิร์น เขาเพิ่งจะรื้อบ้านไม้หลังเก่า ปรับพื้นที่เพื่อรอคอยการปลูกบ้านหลังใหม่
เจ้าของบ้านตัดต้นไม้เสียเกลี้ยง รวมถึงทิวไผ่หลังบ้าน ใจเพิ่งสังเกตเห็นว่าหลังกอไผ่ที่เขาทำลายไปนั้น เปิดให้เห็นวิวภูเขาสูงเด่น เช้าๆ และตกเย็นก่อนตะวันตกดิน ใจกับพี่สาวชอบออกไปยืนมองนอกบ้านเพื่อมองตรงไปยังวิวภูเขาที่ว่า …แอบนึกในใจอยู่เล็กๆ ว่า น่าจะเอากอไผ่ออกไปนานแล้วนะนี่
เคยเขียนถึงเรื่อง “ยางลบ” มาหนึ่งหน แต่ในตอนนั้นจำได้ว่าเขียนถึงหนังยางที่รัดอยู่ปลายดินสอใช้ลบข้อความบนกระดาษ ก่อนลากความยาวสาวความยืดไปถึงประเด็นยางลบจำเป็นของเด็กบ้านนอกอย่างใจ
แต่วันนี้…ใจกลับมาอีกครั้ง กลับมาพร้อมกับยางลบที่ไปเจอด้วยความบังเอิญระหว่างการรื้อค้นเก็บของในบ้านครั้งใหญ่โต จนคนข้างบ้านเริ่มสงสัยถึงความเป็นไปของพวกเรา
ยางลบปากกาสีฟ้าแอบซ่อนอยู่ในกล่องมหาสมบัติเล็กๆ ซึ่งถูกทิ้งไว้ไม่มีใครสนใจ (อันที่จริงเรามีกล่องมหาสมบัติแบบนี้อยู่ทั่วบ้าน) เมื่อเจอมัน ใจก็หยิบขึ้นมามอง พิจารณาอยู่สักพัก กว่าจะถึงบางอ้อว่ามันอะไรในเวลาต่อมา
เมื่อตอนกลับมาถึงบ้าน บัวของแม่ในอ่างเล็กๆ มีบางส่วนที่ทิ้งกลีบของดอกกลายเป็นฝักบัว ให้ใจได้ลิ้มรสมันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่หลายวันถัดมา มีดอกของบัวเริ่มผุด และเช้าวันนี้ใจเพิ่งสังเกตเห็นว่ามันบานและเริ่มจะทิ้งกลีบอีกครั้ง…. โดยที่หลายวันก่อนหน้าใจหลงลืมบัวในอ่างไปเสียสิ้น
ใจคว้ากล้อง ออกไปหน้าบ้าน ถ่ายภาพบัวที่บานเอาไว้ ใจว่ามันยังบานไม่เต็มที่ แต่ฝนที่เทกระหน่ำทั้งคืนทำให้กลีบดอกร่วงโรยลงบนอ่าง ขณะที่กลีบดอกภายนอกบานเละเทะ แต่กลีบในยังไม่ทันจะบานให้เห็นความงามอย่างควรจะเป็น
มันนี่ หมาของบ้าน มีของโปรดอยู่ไม่กี่อย่าง และในจำนวนของโปรดมันนั้นก็กลายเป็นอาหารหลักประจำชีวิตของมันด้วย ของโปรดที่ว่ารวมไปถึง การดื่มน้ำในตอนเช้า กินไข่ในตอนสาย ตกบ่ายกินถั่วฝักยาว ตกดึกกินอาหารเม็ด
เพียงแต่ว่ามันเป็นหมาประเภทที่ไม่ยื่นกินอาหารเม็ดเอง มันจะตื่นมากลางดึก เอาเท้าทั้งสองข้างขูดพี่สาว ไม่ก็นั่งจ้องหน้าไปเรื่อยๆ ให้พี่สาวตื่นจากที่นอนมานั่งป้อนอาหารเม็ดให้มัน
มันจะเอาก้นนั่งบนตัก ไม่ก็ฟุบแบบสี่ขาราบกับฟื้น ปากงับอาหารเม็ดทีละเม็ดจากมือพี่สาว… ที่บ้านต้องนั่งป้อนอาหารเม็ดให้กับหมาทีละเม็ด นั่นคือความจริงที่เรารับรู้มาตลอด
หลังจากกลับมาจากเมลเบิร์น ใจก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เดินเฉียงๆ อย่างที่ต้องการอย่างจริงจัง เพราะว่ากว่าครึ่งเดือนที่ผ่านพ้น ใจเหมือนคนเป็นบ้า เช้าจรดเย็นเอาแต่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นั่งปั่นต้นฉบับไม่คิดชีวิต
ขณะที่คนในบ้านวุ่นอยู่กับทำครัว และทาสีหลังบ้านเสียใหม่ ใจกับนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เหมือนเคย ใจเพิ่งจะมีโอกาสเข้าไปในห้องนอนของแม่ตั้งแต่กลับมาก็ปาเข้าไปวันที่สิบของการอยู่ในบ้าน …..
ตั้งแต่สอนแม่ให้ชูสองนิ้ว นับตั้งแต่นั้น ก็ไม่มีครั้งไหนที่เรียกแม่ให้ถ่ายรูปแล้วแม่จะไม่ชูสองนิ้ว…
นี่เป็นประโยคที่ใจคิดได้ ขณะที่พี่สาวยกกล้องถ่ายภาพแม่ระหว่างเล่นน้ำอยู่ในถนนที่น้ำจากน้ำตกไหลผ่าน เมื่อครั้งที่เราทั้งบ้านหนีอากาศร้อนในบ้านไปหาอากาศที่ร้อนกว่าในสวนลองกอง
แม่ของใจจัดเป็นมนุษย์โลกที่ชอบถ่ายรูป พอๆ กับพ่อที่ชอบเหมือนกันแต่ไม่ชอบมองกล้อง ภาพของพ่อมักจะไม่มีแบบที่มองกล้องชัดเจนมากนัก ขณะที่แม่สู้กล้องมากกว่าใคร หากถ่ายไม่ดี แม่จะบอกว่าถ่ายใหม่ได้มั้ย แล้วก็จัดท่าใหม่อีกรอบ….
เช้าวันก่อน ภรรยาพ่อหลวงของหมู่บ้านขับมอเตอร์ไซค์พ่วงซาเล้งมาที่บ้านพร้อม “คอปเตอร์” ลูกชายวัยไม่กี่ขวบ เพื่อขนทีวีเครื่องเก่าที่แม่ขายต่อให้ในราคาคนกันเองเครื่องละ 500 บาท
เราทั้งบ้าน เริ่มทะยอยปล่อยของที่เราไม่ได้ใช้ออกไปบ้าง อย่างน้อยก็เพราะว่าไม่อยากให้บ้านรก และหากรวมวันนี้เข้าไป ก็เป็นเวลาสามวันแล้วที่เราทั้งบ้านวุ่นวายไปกับการรื้อข้าวของออกจากที่ที่มันเคยอยู่ จัดการเอาของที่ไม่ได้ใช้ใส่กล่อง ใส่กระสอบรอคอยให้รถรับซื้อของเก่ามารับมันชั่งกิโลแล้วเปลี่ยนเป็นเงินเล็กน้อยให้กับเรา
สิงหาคมที่ผ่านมา ใจขับรถออกนอกเมืองเมลเบิร์น มุ่งหน้าขึ้นเขาบูลเลอร์หรือ Mouth Buller เป็นระยะเวลาเกินสามชั่วโมง เพียงเพราะหวังจะชมภูเขาหิมะยอดฺฮิตของที่นั่น
ใจเองไม่เคยเล่าเรื่องราวการเดินทางทริปหลังๆ ในเมลเบิร์นก่อนกลับเมืองไทยเลยสักครั้ง และ…วันนี้ใจก็จะยังไม่เล่า ยกเว้นเรื่องนี้
ขากลับใจเกิดปวดท้องเพราะกินอะไรต่อมิอะไรเข้าไประหว่างทาง เมื่อแวะห้องน้ำข้างทางเก่าๆ เรื่องราวเหล่านี้จึงเกิดขึ้น
เป็นเวลาหลายวันที่ใจใช้หัวสมองทั้งสองซีกของใจไปกับการเขียนเรื่องราวลงในพ็อกเก็ตบุ๊กที่หากมันเสร็จสิ้นก็อาจจะมีวางขายบนแผงหนังสือ และนั่นส่งผลให้ใจไม่ได้ไปไหนแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยตั้งแต่กลับมาจากเมลเบิร์น ไม่เพียงเท่านั้น มันจะทำให้ใจแทบจะไม่มีแรงเขียนอะไรลงในหน้า blog ของตัวเอง
อาจจะเพราะใจเขียนอะไรต่อมิอะไรมากมายเสียจนหมดกำลังที่จะเขียนอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น ทั้งๆ ที่ใจเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ตลอดเวลา และรอคอยที่จะให้ตัวเองกลับมามีเรี่ยวแรงระบายอะไรออกมาบ้าง
วันนี้ใจตัดสินใจย้ายอุปกรณ์การทำงานส่วนตัว ทั้งคอมพิวเตอร์ ปลั๊กไฟ แก้วน้ำ กล้องถ่ายรูป ฮาร์ดดิสก์พกพา เมาส์ ที่รองมือเวลาใช้เมาส์ และของกินสารพัด มาวางไว้บนโต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน อาศัยร่มเงาของต้นไม้ และพลาสติกสำหรับบังแดดหน้าบ้านเพื่อทำงาน แทนการนั่งอยู่ข้างหน้าต่างในตัวบ้าน แม้ลมจะพัดแต่ก็อุดอู้อยู่ทั้งวัน
ว่าแล้ว ใจก็ชวนแม่มานั่งเย็บตุ๊กตาอยู่ข้างๆ หลังจากที่พี่โอ๊ะสั่งออร์เดอร์มาทีเดียว 6 โหล มันนี่ก็นั่งลุ้นอยู่ด้วย แมวบางตัวก็มานอนรับลมอยู่ใกล้ๆ เช่นกัน
อาจจะเป็นเพราะที่บ้านกำลังเข้าช่วงฤดูฝนพรำ ต้นไม้ใบหญ้าเลยออกดอกงอกงาม ตาของใจมองเห็นแต่สีเขียวของใบไม้รอบบ้านต่างกับเมื่อตอนที่ใจจากไปเมลเบิร์นครึ่งปีที่ผ่านมา เพราะกำลังเข้าฤดูร้อนตับแลบ
ดอกบัวของแม่เพิ่งจะร้างดอก กลายเป็นเม็ดบัวอยู่ในกระถางใบไม่ใหญ่ แต่ใบของบัวกลับสูงท่วมหัว ใจเพิ่งสังเกตเช้านี้ว่าแม่กับพ่อเพิ่งซื้อต้นโมกข์ ต้นไม้สุดโปรดของใจมาไว้ที่หน้าบ้านถึงสองต้น รั้วไม้เลื้อยกำลังกลับมาออกดอกชูช่อสีแดงอมม่วงอีกครั้ง แดดแรงกล้ากลับสบายตาด้วยสีของใบไม้ที่แม่หมั่นรดน้ำพรวนดิน ใส่ใจมันอยู่ตลอดเวลา
Recent Comments