ใจว่ามนต์เสน่ห์ของเมลเบิร์นมีหลายประการ หากเอานิ้วทั้งสิบมากางและนับข้อดีเหล่านั้นคงจะไม่พอ อาจจะต้องขอยืมมือของคนข้างๆ มาต่อพ่วงกัน แต่ถ้าหากถามถึงจุดที่โดดเด่นหลักๆ ของมนต์เสน่ห์ที่ว่า ใจก็คงต้องยกให้ “สีสันของกำแพง” สืบเนื่องมาจากความเป็นสวรรค์ของนักพ่นกำแพงนั่นเอง
อย่างที่เคยบอกเอาไว้ว่า เมื่อปีกลายใจมาที่นี่แล้วหนึ่งหน ในตอนนั้นใจแอบคิดว่าคนที่นี่มือไม่ดี เป็นพวก valdalism หรือพวกทำลายทรัพย์สินและข้าวของ แต่การกลับมาหนนี้ในระยะวันที่ยาวนานขึ้น ทำให้ใจได้รับรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การพ่นกำแพงเป็นศิลปะข้างถนนอย่างหนึ่งที่ทั้งรัฐและพลเมืองของที่นี่ดูเหมือนจะเต็มใจและยินยอมให้มันเกิดขึ้น
ก่อนมาที่นี่ แม่แอบแซวใจว่า “หน้าใจเหมือนเด็กผู้ชาย” หลังจากที่ใจไปหั่นผมเสียสั้นเข้าบ้านไปในเย็นวันหนึ่ง ไม่เพียงแค่นั้นแม่ยังบอกว่าแทนที่ใจจะได้แฟนเป็นผู้ชายมีหวังจะได้เป็นเด็กผู้หญิงมาแทน
ในช่วงแรกนั้นใจเองก็แอบยืนมองหน้าตัวเองในกระจกอยู่บ่อยครั้ง แม้จะรู้อยู่เสมอว่าตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาหากหั่นผมสั้นเมื่อใดก็จะกลายเป็นเด็กผู้ชายทุกเมื่อ แต่บอกตรงๆ ว่าใจเองก็ไม่เคยจะคุ้นเคยและเคยชินกับความรู้สึกนั้นสักครั้ง
“อย่าเอานิ้วชี้รุ้งเพราะนิ้วจะกุด” นั่นคือความทรงจำที่ใจพอจะจำได้เกี่ยวกับรุ้งกินน้ำ แม้เมื่อโตขึ้นจะรู้ว่าความเชื่อนี้จะไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ใช้หลอกเด็ก แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่า…ด้วยเหตุผลใดถึงต้องใช้ประโยคนี้ขู่เด็กน้อยไม่ให้เอานิ้วชี้รุ้ง
นอกเหนือจากนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับรุ้งที่ใจพอจะจำได้ก็เหมือนจะเป็นเรื่องของสี ว่ากันว่ารุ้งมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด (ส้ม) และแดง ซึ่งในเวลาต่อในวิชาวิทยาศาสตร์พูดถึงแถบสีสเปกตรัมของรุ้งว่ามีสีและเฉดอะไรบ้าง….ว่ากันไป แต่ไม่เคยเอามันมาใช้อะไรได้ในชีวิตมากนัก
แต่ก็นั่นแหละ ใจก็เพิ่งจะสังเกตและรับทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่า รุ้งนั้นมีสีม่วงอยู่ชั้นในสุด ขณะที่สีแดงมักจะอยู่นอกสุดของครึ่งวงกลมเสมอ แต่รุ้งอีกแบบที่เขาเรียกกันว่ารุ้งทุติยภูมินั้น สีก็เหมือนกัน เพียงแต่ลำดับในการเรียงสีตรงกันข้ามกันทั้งหมด
อาจจะเพราะก่อนย่างเข้าฤดูหนาว เป็นฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นจนถึงเพลานี้ ใบไม้จึงล่วงหล่นเสียจนทำเอาต้นไม้โกร๋นโล้นไร้ใบ ยืนต้นโดดเด่นแสดงให้เห็นกิ่งก้านสาขาได้ชัดเจน เมื่อเห็นเพียงลำพังลำต้น ไร้สีสันจากใบดอกและผลทำให้อดนึกถึงคนเราเสียไม่ได้ บางครั้งสิ่งสำคัญหาใช่ภายนอกเพราะเมื่อมองลึกเข้าไปข้างในเราจะเห็นสิ่งที่เรียกว่า “จิตใจ” ซ่อนอยู่ในนั้น และมันตัดสินใจได้ว่าเราเป็นคนเช่นไร…
มีเพียงต้นไม้บางชนิดเท่านั้นที่ยังหลงเหลือใบให้เห็น ที่เหลือส่วนใหญ่มักจะไม่ถึงเวลาผลิใบให้เห็นสักเท่าไร แต่….ยกเว้นต้นไม้ต้นนี้ที่ใจเดินผ่านเมื่อช่วงเย็นของวันนี้
ระหว่างทางที่รถลัดเลาะไปตามเส้นทางอันยาวไกลนั้น สายตาของใจก็จับจ้องอยู่ที่ขอบท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา บางทีก็เผลอคิดไปเสียไกลว่า “จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้ทำอะไรแบบนี้ในชีวิต” ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ใจเดินทางไปโน่นนี่ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลยแม้แต่น้อย หลายครั้งก็ยังรู้สึกเหงา ถึงจะมีเงาของใครบางคนซ้อนทับเงาของเราอยู่ก็ตามที มันเหมือนมีคนนั่งอยู่ข้างๆ แต่เราก็ยังรู้สึกอ้างว้างอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมคำว่า “เหงา” ในหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ถึงมาก และตัวใหญ่กว่าใครเพื่อน
การเดินทางในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เติมเต็มหัวใจของใจให้เต็มดวง จากเดิมเสี้ยวหนึ่งของวันขาดวิ่นไม่มีทางเยียวยา แต่ยังเติมพลังและแรงบันดาลใจให้มากขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้ง การเดินทางก็ช่วยเราได้มาก เราอาจจะต้องหลบหน้าผู้คนสักชั่วข้ามคืน และกลับมาใหม่ในสภาพกลับจากฟื้นไข้และเจ็บป่วยที่ดีกว่าเดิม ใจแนะนำให้เพื่อนฝูงออกเดินทางเสมอ ไม่ว่าจะด้วยระยะทางที่สั้นๆ ระยะวันที่ไม่ยาวนาน เท่าที่จะทำได้ หรือมีกำลังมากหน่อยก็ให้เอาหัวใจและเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าบินลัดฟ้าไปหลบหน้าผู้คนในสถานที่ห่างตาผู้คน
อากาศข้างนอกนั่นคงจะอยู่ที่ราว 4 องศา มันหนาวจับขั้วหัวใจเสียจนพ่นไอออกมาจากปาก และจมูกได้ทุกครั้งที่พูดหรือหายใจออกมา บางทีใจก็สงสัยว่าใจคงจะใช้ชีวิตอยู่ในตู้เย็นอยู่หรือเปล่า แต่เอาเข้าจริงๆ หากให้ต้องเลือกเหน็บหนาวกับร้อนรุ่มเหมือนอยู่ที่เมืองไทย ใจขอเลือกอากาศที่หนาวแบบนี้เสียดีกว่า
พักหลังใจคิดอยู่เสมอว่า อากาศหนาวแบบนี้นี่เองทำให้ใจรู้สึกเหมือนมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ มันรู้สึกดีที่ยังรู้สึกหนาวอยู่ ไม่เหมือนอย่างที่ใครๆ เขาว่าใจเอาไว้ว่า “อย่างใจไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวอะไรสักเท่าไร”
Ballarat หรือชื่ออย่างเป็นทางการก่อนหน้า Ballaarat เคยเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกในช่วงปี 1851 เพราะเต็มไปด้วยคลื่นของนักขุดทองกว่าหมื่นรายที่ต่างมุ่งหน้าที่นี่เพื่อแสวงหาขุมทองคำที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นคำ จนมีคนตั้งฉายาให้เมืองนี้ว่า “Goldfields region of Victoria”
ความเติบโตของการเป็นเมืองแห่งแร่ทองคำทำให้ Ballarat ร่ำรวยตลอดช่วง 50 ปีในช่วงศตวรรษที่ 19 มีการเปิดเส้นทางรถไฟระหว่างเมือง Geelong และ Ballarat เมืองท่าสำคัญอีกเมืองของวิคตอเรียในเวลาให้หลังอีกสิบปีที่มีการขุดค้นพบทองคำที่นี่
ภาพถ่ายพาโนราม่ายาวตามผนังสีขาวกว้างในพิพิธภัณฑ์ทองคำบน Sovereign Hill เหมืองขุมทองเก่า ในเมือง Ballarat เมืองใหญ่ที่สุดของรัฐวิคตอเรีย ออสเตรเลีย ไม่เพียงแต่มีสีหม่นๆ บอกอายุของมันได้ดีไม่แพ้กับภาพตึกรามบ้านช่องที่อยู่ในนั้นไปได้พร้อมๆ กัน
น้อยครั้งนักที่ใจจะได้ไปเยือนเมืองเก่าแก่ ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกราวกับว่า ได้นั่งไทม์แมชชีนทะลุอุโมงค์ห้วงเวลาย้อนกลับไปในช่วงหลายปีก่อนหน้า แล้วมองดิ่งตรงลงมาเบื้องล่าง เหมือนภาพลักษณะของเมืองเก่านั้นได้ชัดเจนเสียยิ่งกว่าความฝันใกล้รุ่งเสียอีก และ ดูเหมือน Ballarat จะเป็นเพียงหนึ่งในเมืองเก่าเมืองเดียวในรอบหลายปีมานี้ที่ใจได้ไปเยือน ไม่นับกับวัดวา อารามและปราสาทในเมืองเขมรที่ไปเยือนมาเมื่อหลายปีก่อน
แม้ใจจะหายๆ ไปบ้าง ไปจากหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ พักหลังนี้ใจพบว่าความถี่ในการอัพข้อความมันน้อยลงกว่าเดิม อาจจะด้วยธุระปะปังอะไรหลายๆ อย่าง ใจต้องเรียนและทำงาน บางทีก็อยากจะออกนอกบ้านไปเที่ยวมากกว่าการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ดังนั้นชีวิตของใจถึงไม่ได้ผูกติดอยู่กับคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน
ยอมรับตรงๆ ว่า เมื่อก่อนหน้านี้ใจรู้สึกว่าตัวเอง “ติดคอมพิวเตอร์” (ที่มีอินเตอร์เน็ต) แต่ในตอนนี้ใจค้นพบว่า ใจไม่รู้สึกว่าตัวเองติดมัน ใจไม่รู้สึกหงุดหงิดหากไม่ได้เล่น แต่จะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงอะไรบ้างอย่างเสียมากกว่า และหากไม่มีอะไรจะทำ ก็ไม่คิดถึงคอมพิวเตอร์เหมือนแต่ก่อน ปล่อยให้มันร้างราอยู่อย่างนั้นบ้างบางครั้งและดูเหมือนจำนวนครั้งมันจะเริ่มเพิ่มขึ้นมากตามลำดับ
หลายต่อหลายครั้งที่ใจแวะเวียนไปแกลอรี่แสดงภาพ เพื่อชมภาพวาด นิทรรศการ และงานศิลปะที่จัดวางอยู่ในนั้น แต่ทว่า หาใช่สิ่งที่พูดถึงทั้งหมดเพียงอย่างเดียวที่ใจให้ความสำคัญในแกลอรี่เหล่านั้น
นอกเหนือไปจากสิ่งที่ใจพูดถึงมาแล้ว บ่อยครั้งที่ใจเองแอบมองอากัปกิริยาของผู้คนที่เดินวนเวียนไปมาในแกลอรี่ ใจชอบมองท่าทางของคนเหล่านั้นว่าเขาให้ความสำคัญกับข้าวของสิ่งใด ใจแอบมองเก้าอี้ที่เขานั่ง บางคนใช้เวลายาวนานในการนั่งเก้าอี้ตัวยาวกลางห้องสี่เหลี่ยม ขณะที่สายตาพุ่งตรงไปยังภาพวาดที่อยู่ตรงหน้า ขณะที่หลายคนให้ความสำคัญกับข้อความที่บอกว่าภาพวาดข้างตัวนั่นหมายถึงอะไร บางคนมาเป็นคู่ จูงมือกันเดิน บางทีเขาก็มาเพียงลำพัง ชวนให้เหงาใจไปด้วยเสียไม่ได้
คืนก่อนหน้าใจหนีไปดูคอนเสิร์ตคาราบาวที่จัดขึ้นในเมลเบิร์น อันที่จริงแล้ว ใจไม่ค่อยไปดูคอนเสิร์ตมากนัก แม้จะอยู่ที่เมืองไทย ใจเองก็ไม่ได้แฟนคอนเสิร์ตตัวยง แม้จะชอบฟังเพลงอยู่เป็นประจำก็ตามที
ใจมักจะไปดูการแสดงสด ไม่ก็มีโอกาสได้เห็นมินิคอนเสิร์ตตามงานแถลงข่าวที่ได้ไป ไม่ก็นั่งดูไปใน Youtube เสียส่วนใหญ่ ดังนั้นอย่าว่าเป็นศิลปินหรือแนวเพลงที่ชื่นชอบ ซึ่งใจจะยอมเสียเงินไปชมคอนเสิร์ต แต่เป็นคาราบาว ยิ่งดูเหมือนจะไปกันใหญ่
ไม่ใช่ว่าใจไม่ชอบคาราบาว ใจว่าใจเป็นผู้หญิงที่อยู่ในวัยของการฟังคาราบาว แม้จะไม่ได้เกิดมาทันคาราบาวอัลบั้มแรก แต่ระหว่างทางของการใช้ชีวิตกลับมาคาราบาวให้ได้ฟังอยู่เสมอ
เราขับรถออกจากบ้านกันตอนสิบโมงเช้าของวันอังคารสัปดาห์ที่ผ่านมา ขับตรงเข้าถนนสาย M1 อันเป็นทางด่วนมุ่งหน้าไปยัง City Link ถนนเข้าเมืองแบบที่ต้องเสียเงินเป็นระยะๆ เพียงแต่ว่าไม่ต้องแวะจอดยื่นเงินสดตามด่านเหมือนที่เมืองไทย เจ้าของรถมักจะซื้อเครื่องรับสัญญาณและหักเงินจากระบบที่ซื้อเอาไว้ หรือไม่ก็หากใครหลงเข้าไปในเส้นทาง จะมีจดหมายถึงบ้านเรียกเก็บเงินย้อนหลังโดยไม่ต้องคิดว่าจะโกงได้
รถของเราตัดออกจากเมือง ออกนอกเมืองไปตามเส้นทางที่ระบุเอาไว้ในแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดไว้หน้ากระจกรถ บนหน้าจอบอกจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “Great Ocean Road”
จนถึงตอนนี้ใจนั่งอยู่ที่บ้านแล้ว หลังจากกลับจากทริปนี้มาร่วม 5 วัน ในสมองของใจยังเก็บภาพของความทรงจำปลายทางที่ว่าเอาไว้ได้ชัดเจน มันเป็นเหมือนทริปในฝัน หากใจจะบรรยายความรู้สึกของทริป “Great Ocean Road” ที่ผ่านมา ใจก็คงจะบรรยายได้ว่า “มันเป็นทริปที่สวยที่สุดในบรรดาทุกทริปกว่าสิบประเทศที่ใจเคยไปมา”
เป็นเพราะใจขาดเรียน 2 วันซ้อน เพื่อไปตะลอนเลาะขอบมหาสมุทรของ Great Ocean Road ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงโรงเรียนอีกครั้ง อั้ม…เพื่อนร่วมชั้นเรียน ก็ตัดสินใจเลือก “Melbourne Museum” ให้กับใจ หลังจากที่ใจฝากฝังให้เลือกแทนสำหรับกิจกรรมนอกห้องเรียนทุกวันศุกร์ของสัปดาห์
ปีที่แล้ว ใจไปที่ Melbourne Museum มาแล้วหนึ่งหน ดังนั้น Melbourne Museum หนนี้จึงเป็นหนที่สองที่ใจมีโอกาสได้ไปเยือน อันที่จริงในตอนแรกใจไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มากนัก นั่นเป็นเพราะใจแอบจินตนาการไปก่อนว่า มันก็คงจะเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ในบ้านเรา ที่อะไรเคยอยู่ตรงไหน ก็ยังจะอยู่ตรงนั้น ดังนั้น ทั้งชีวิตเราอาจจะแวะเวียนไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นเพียงหนเดียว และก็ไม่เลี้ยวกลับเข้าไปที่นั่นอีกเลยตลอดชีวิต…
ใครบางคนรับรู้อยู่เสมอว่า “กระเป๋าของใจมันหนัก” นั่นเป็นเพราะใจพกแทบทุกอย่างเอาไว้ในนั้น ร่ม ดิคชั่นนารีอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือ สมุด ของใช้ส่วนตัว รวมถึงกล้องดิจิตอลตัวโปรดของใจด้วย
ใจมักจะหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพเสมอเมื่อเจอภาพและมุมที่ต้องการ บางทีมันก็ไม่ได้ตั้งใจจะเจอ แต่เมื่อเจอก็อดไม่ได้ที่จะตั้งใจถ่าย พักหลังชักคิดหนักที่จะเอากล้องออกจากกระเป๋า เพราะมัวแต่คิดว่า หากวันไหนไม่ได้เอากล้องมา แล้วเจอมุมมองที่อยากจะได้ ดันทะลึ่งไม่มีกล้องในกระเป๋า ตัวเรานั้นก็อาจจะเศร้าได้
บางทีใจก็แอบสงสัยว่า “ตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่” มันรู้สึกเหมือนราวกับว่าย้อนเวลาไปเป็นเด็กๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็อายุอานามปาเข้าไป 31 จะ 32 มะร่อมมะร่อเข้าไปแล้ว ทุกเช้าใจต้องตื่นนอนไปเรียนหนังสือ ตอนเย็นก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หาของกิน บางทีก็ต้องทำงาน ไม่ต่างอะไรกับ “back to school” อะไรประมาณนั้นก็ไม่ปาน
แต่เมื่อคิดทบทวนจนถึงตอนนี้แล้ว ใจว่าใจตัดสินใจไม่ผิดเลยแม้สักนิด ที่โยกย้ายข้าวของมาอยู่ที่นี่ แม้จะชั่วคราวไม่นานนัก แต่อะไรหลายๆ อย่างที่นี่ มันทำให้ใจรู้สึกว่า ชีวิตนอกบ้านมันมีอะไรมากกว่าที่เราคิดเสียอีก อาจารย์ในห้องเรียนเคยพูดประโยคกินใจเอาไว้ในตอนหนึ่งของการเรียนวิชา “ออสเตรเลียศึกษา” ว่า “หากเราออกเดินทาง เราจะรู้ว่าโลกมันกว้าง และตัวเราเล็กเพียงนิดเดียว”
Recent Comments