แมวของบ้านเย็นวันหนึ่งของสัปดาห์ที่ผ่านมา ใจโทรฯ กลับไปหาแม่ที่เมืองไทย บอกเล่าความเป็นไปของที่นี่ให้แม่ฟัง ขณะที่แม่ก็แลกเปลี่ยนเรื่องราวของที่บ้านกลับคืนมาให้ใจ หลังๆ มานี้แม่เลิกถามใจแล้วว่า “เหงาไหม” ส่วนใหญ่จะถามว่า “ไปเรียนหรือเปล่า” เสียมากกว่า เพราะเหมือนแม่จะรู้ทันลูกสาวว่าโดดเรียนบ่อยกว่าที่ควรจะเป็น ในตอนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างแม่กับลูกสาวคนสุดท้อง ใจบอกกับแม่ว่า ใจอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่บ้านนอกสักพักหลังจากที่กลับจากที่นี่ แม่ตอบกลับมาในแบบที่ใจไม่เคยคาดคิดมาก่อน “ก็กลับมาอยู่กันก็ได้ มาทำอะไรเล็กๆ อยู่ไปแบบสบายๆ” ใจเองก็แอบแซวแม่ว่า “นี่แม่คิดได้แบบนี้จริง ๆ เหรอ?”
“แม่เพิ่งคิดได้เมื่อคืนนี้เอง” แม่บอกแบบนั้น พร้อมกับเล่าต่อว่า แม่นอนคิดอะไรไปเรื่อยๆ ระหว่างนอนบนที่นอน และก็คิดว่า หากใจกลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้านมันก็ไม่ได้ลำบากอะไร ใจเองก็คงจะสบายใจไม่น้อย และดูเหมือน นี่เป็นหนแรกที่แม่บอกว่าแม่ปลงได้ อยากให้ลูกกลับไปอยู่แบบสบาย หลบความวุ่นวายของเมืองไปใช้ชีวิตธรรมดาที่เคยโหยหามาตลอด แม่บอกว่า ที่บ้านมีสมาชิกใหม่ 2 ตัว เป็นแมวเด็กที่พกเอาโรคเรื้อนติดมาด้วย พ่อเป็นคนพามันทั้งสองตัวเข้าบ้าน หลังจากไปพบว่าเจ้าของคนเดิมเลี้ยงดูไม่ดี พ่อเลยหอบใส่กล่องกระดาษในหลังมอเตอร์ไซค์ขับกลับบ้านมาฝากแม่กับพี่สาว โดยไม่ถามความเห็นว่าต้องการแมวใหม่หรือไม่ ตั้งแต่ใจจำความได้ ใจรับรู้มาตลอดว่า พ่อกับแม่เป็นหนึ่งในชมรม “คนรักแมว” ใจเกิดและโตมาพร้อมกับแมวตัวหนึ่งที่ชื่อ “กระต่าย” มันเป็นแมวเก้าแต้ม แมวสีเทาที่มีจุดตามตัวเป็นสีน้ำตาลเกือบดำทั้งหมด 9 จุด แม่เลี้ยงมันให้เติบโตมาพร้อมกับตัวของใจ พูดง่ายๆ คือ ใจโตแมวก็โตด้วย ในช่วงชีวิตหนึ่งของใจมักจะมีภาพที่ถ่ายกับเจ้ากระต่ายด้วยเสมอ พอๆ กับมีขวดแฟนต้าน้ำส้มอยู่ข้างๆ แม่กับพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า หากร้องไห้ให้ตายอย่างไร เอาขวดแฟนต้ามาล่อ ใจก็มักจะไม่ร้องไห้อีกต่อไป เงียบและใช้ชีวิตอยู่กับขวดน้ำส้มขวดนั้นอยู่นาน เวลาถ่ายภาพ พ่อมักจะเอาหมูต้มหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากหม้อก๋วยเตี๋ยวของที่ร้านเรามาล่อเจ้ากระต่ายให้นั่งกินหมูอยู่ข้างใจ ขณะที่จะใช้ขวดน้ำส้มล่อใจไม่ให้งอแงะและหันมามองกล้องอย่างที่ช่างภาพต้องการด้วย … นอกจากนั้น กระต่ายยังได้รับเกียรติในการถ่ายภาพหมู่กับครอบครัวอีกหลายหน ในอัลบั้มรูปเก่าๆ ของเรามักจะมีภาพแมวตัวนี้ติดอยู่ด้วยทุกครั้ง แม้จะมีแมวตัวไหนวนเวียนมาให้เราเลี้ยงหลังจากนั้น แต่ดูเหมือนว่าเจ้าแมวเก้าแต้มนี้จะมีคุณค่าในความทรงจำของทั้งพ่อ แม่ และใจมากที่สุด เมื่อเจ้ากระต่ายตายลงไป แม่กับพ่อตัดสินใจฝังมันไว้ที่บ้านหลังเก่าที่เราตัดสินใจขายให้คนอื่นไปและย้ายมาอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ด้วยความหวังที่ว่า ตาของมันจะกลายเป็นเพชร เหมือนที่คนเขาคิดกัน( แก้วตาแมวมักจะกลายเป็นเพชร ใจเคยได้ยินแม่กับพ่อคุยกันมาตั้งแต่เด็ก) แต่จนถึงตอนนี้ใจก็ไม่เห็นว่าแม่กับพ่อจะกลับไปขุดดูว่าตาของแมวกลายเป็นเพชรหรือเปล่า นับตั้งแต่นั้น ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่ใจจะไม่เคยเห็นแมวในบ้าน แม้เจ้ากระต่ายจะตายไปเมื่อใจอายุ 15 แต่แม่กับพ่อก็ไม่เคยปล่อยให้บ้านร้างว่างจากแมวเลยสักหน เรามีแมวใหม่เสียจนจำชื่อของมันแทบไม่ได้ เมื่อตอนใจมาที่นี่ได้ไม่กี่วัน แมวตัวที่พี่สาวคนโตเลี้ยงมากับมือเพิ่งตายไป หลังจากที่พาไปให้น้ำเกลือที่คลินิก มันก็ตายอย่างสงบที่บ้าน ให้หลังไม่กี่เดือนพ่อก็ไปเอาแมวขี้เรื้อนสองตัวเข้าบ้านอย่างที่บอก ช่วงบ่ายของวันหนึ่งระหว่างที่ใจกลับบ้านก่อนเดินทางมาที่นี่ ใจตั้งคำถามกับแม่ว่า “แม่ดูแมวนอนอาบแดดที่กำแพงบ้านสิ ใจว่ามันไม่ทำงานอะไรเลย มันเอาแต่นอน กลางคืนมันก็ยังนอน กลางวันมันก็ผึ่งแดด ถึงเวลามันก็ร้องแหงวๆ ร้องหาของกิน กินอิ่มมันก็ยังจะนอนอีก แม่จะเลี้ยงมันไว้ทำไมเนี่ย” พ่อซึ่งนั่งทำงานอยู่ใกล้ๆ ได้ยินคำถาม ก็ตอบกลับมาแทนแม่ว่า “หลายเดือนก่อนพ่อเห็นมันไปงับหนูมาให้ดูตัวหนึ่ง มันไม่กิน แต่งับมาอวด เอาเท้าเขี่ยๆ หนูก็นอนนิ่ง แมวก็นั่งเอาเท้าแหย่ๆ พ่อก็ว่ามีมันไว้ก็ดี หลังบ้านเราข้าวสารเยอะด้วย มีแมวไว้กันหนู แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว” แม่ไม่ตอบอะไร เอาแต่นั่งอมยิ้มกับคำตอบของพ่อ “ไม่สำคัญว่าแมวตัวนั้นจะเป็นแมวสีขาวหรือดำ สำคัญที่ว่าเป็นแมวที่จับหนูได้ก็เพียงพอ” บางทีใจก็คิดว่า แม่กับพ่ออาจจะไม่ได้อยากจะให้มันกินหนูก็ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ใจไม่เคยเห็นแม่กับพ่อฆ่าหนูในบ้านสักครั้ง แม่เลือกที่จะเลี้ยงแมวแทบทุกแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งแมวที่พระมาบอกที่บ้านว่า มีแมวหลงมาอยู่ที่โรงเรียนติดกับวัด แม่กับพ่อก็ไปล่อให้มันลงมาจากต้นไม้แล้วเอามาเลี้ยงที่บ้าน ไม่สำคัญว่ามันจะเป็นขี้เรื้อน ต้องเอาข้าวให้มัน และดูแลมันเวลาไม่สบาย เสียเงินค่าหมอสักเท่าไร แม่ก็ยังจะเลือกเลี้ยง หลายต่อหลายหนก็เป็นแมวดำด่างไม่งดงามเอาเสียเลย แม้กับพ่อก็ยังอยากจะเลี้ยงเอาไว้ในบ้าน แถมยังยกให้มันเป็นหนึ่งในสมาชิกในบ้านที่ต้องแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้เสมอ ใจว่าเราไม่ต้องการสัตว์เลี้ยงที่ฉลาด ขนงาม ใส่เสื้อผ้าราคาแพง และใช้อวดใครต่อใครที่มาที่บ้านได้ แม้กระทั่งฝึกมันให้ทำตามคำสั่ง ไม่ต้องการให้มันทำงานให้เรา บางครั้งใจว่า ความสุขอย่างหนึ่งของเรา ก็เมื่อได้เห็นมันอยู่อย่างเป็นสุข”เท่านั้นก็มากเกินพอ” แล้วกระมัง… การเป็นผู้ให้มักจะดีอย่างนี้…บางทีเราก็ไม่ต้องการจะรับ หัดเป็นผู้ให้แล้วเราจะเป็นสุข…กว่าเป็นผู้รับยิ่งนัก Related PostDiscussion7 comments for “แมวของบ้าน”Post a comment |
รูปตอนเด็กนั่น ใจ เหรอ.. อ้วนท้วนดีนิ :p
…
ที่บ้านก็เลี้ยงแมว เก้าแต้มเหลืออยู่ตัว คู่ของมันตายไปแล้วจากโรคตับ…ตอนนี้ 8 ปีย่าง 9 ปีแล้ว
เลี้ยงใว้บนบ้าน ไม่ได้ปล่อยไปไหน บางทีก็นึกว่าทำผิดอะไรกับเค้ามั้ยที่ขังเขาไว้ แต่บางทีเห็นแมวข้างนอก ข้างทาง ก็นึกแต่ว่าโชคดีกะแมวเราแล้วที่ได้อยู่สุขสบายหน่อย
มีคนดูแล มีอาหารดีดีกิน ไม่ต้องวิ่งหนีหมา หนีคนใจ
ร้าย..
เห็นแมวที่ไหนก็ใจละลาย เฮ้อ… เลี้ยงแมวก็เป็นทาสแมว อิอิ
มีความสุขเสมอเมื่ออยู่กับน้องแมว… เหงาก็เล่นกะแมว, เบื่อก็มาเขี่ยพุงน้องแมวเล่น ดีใจก็มากอดน้องแมว…
บางทีความสุขก็หาได้ง่ายมากมากเหมือนกัน กะเจ้าตัวน้อยน้อยร้องเหมียวเหมียวนี่… : )
เลี้ยงน้องหมาดีกว่า แมวเดาใจยากหน่ะ
แมวหรือน้องแมวครับที่เดาใจยาก 555
คุณใจโตมากับแมวกะแฟนต้าน้ำส้มหรือนี่ งั้นผมก็โตมากับแมวกะกรีนสปอรต แต่หลังๆซักจะกลายเป็นสแปลชแล้ว หากรีนสปอรตไม่ค่อยได้
แมวหรือน้องแมวครับที่เดาใจยาก 555
คุณใจโตมากับแมวกะแฟนต้าน้ำส้มหรือนี่ งั้นผมก็โตมากับแมวกะกรีนสปอรต แต่หลังๆซักจะกลายเป็นสแปลชแล้ว หากรีนสปอรตไม่ค่อยได้
ปล.ข้างบนผมเองครับ ลืมโพสชื่ิอ 555
Splash อร่อยมากครับ
น่ารักและแปลกดี มีแมวชื่อกระต่าย อิอิ
ตกลง ใจคิดว่า จะกลับบ้านมั้ยอะ เอาสองเรื่องมาเขียนรวมกันได้ อิอิ
เวลามันมาร้อง อยากเล่น แล้วไม่ว่างเล่นกับมัน ตูชอบเอาตีนลูบหัวมันอะ มันก็เพลิน~