บ้านวันก่อนมีใครคนหนึ่งส่งอีเมล์มาหา ในนั้นมีข้อความในแบบที่ทำให้ใจรู้สึกว่า อย่างน้อยการมานั่งเขียนข้อความบนหน้าเว็บไซต์แห่งนี้ไม่ได้เหนื่อยเปล่า เรื่องราวของเราให้ความบันเทิงกับใครได้อีกหลายคน มันไม่ได้เพียงแต่ช่วยให้เราระบายความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจออกไป แต่มันช่วยให้คนอื่นเดินทางร่วมไปกับเรื่องราวของเรา ในอีเมล์ฉบับนั้นบอกต่อให้เข้าไปยัง blog site ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเพื่อนฝูงกว่าสิบคน ทุกคนมานั่งวงล้อมเขียนเรื่องที่ตัวเองถนัด พื้นที่ไม่เคยจำกัดสำหรับ “เพื่อน” แม้จะแตกต่างกันก็ตามที
คงจะเสียมารยาท หากว่าไม่ได้บอกต่อกันไป ใจอยากให้หลายคนทดลองแวะไปที่นี่ http://symposium74.wordpress.com/ บางทีอาจจะมีอะไรดีๆ ติดมือกลับมา แม้ตอนนี้ใจจะยอมรับว่าใจเพิ่งจะนั่งอ่านไปไม่กี่ข้อความในนั้น แต่ใจก็เชื่อว่าใจจะกลับเข้าไปที่บ้านหลังนั้นอีกครั้ง เรื่องราวแรกที่ใจอ่านใน blog site ของเพื่อนร่วมรุ่นวิศวะทั้งสิบก็คือ เรื่องของบ้านในความหมายของใครคนหนึ่ง เมื่ออ่านจบ ใจก็อดนึกถึงเรื่อง “บ้าน” ในความคิดของตัวเองเสียไม่ได้ ยิ่งอารมณ์ที่ใจกำลังจะต้องเดินทางไกลไปหาคนในบ้านที่อยู่ห่างออกไปจากที่นี่ และเตรียมตัวกลับบ้านในเวลาหลังจากนั้น ยิ่งทำให้ความคิดถึงบ้านพุ่งกระฉูดมาในระดับ “จุกอก” อย่างปฏิเสธไม่ได้ นี่คือข้อความที่ใจแอบคอมเม้นท์ไว้ใต้บทความเรื่องบ้านของคนๆ หนึ่ง “ใจย้ายบ้านมาหลายหน บางครั้งย้ายเสียจนเรียกบ้านว่า “ที่ซุกหัวนอน” หนหนึ่งเคยย้ายไปอยู่ในโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋อง นั่งมองคนงานเดินไปเดินมา จนตัดสินใจย้ายออกมาในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ดูเหมือนว่า ใจจะย้ายที่ซุกหัวนอนเสียจนนับไม่ถ้วน ของเก่าแก่ในบ้านทั้ง รูปภาพ และของรักมักหล่นหายไประหว่างการโยกย้ายอยู่เสมอ สิบปีที่แล้ว ใจในวัยเพิ่งจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ ตัดสินใจกู้เงินซื้อที่ซุกหัวนอนที่ใหม่ให้กับพ่อและแม่ และเปลี่ยนสภาพมันให้เป็น “บ้าน” อย่างเช่นทุกวันนี้ เรามีหลังคา มีรั้ว และมีต้นไม้ในแบบที่เราเลือกและชอบ แม้มันจะราคารวมกันตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงรั้วรอบขอบชิดเพียงไม่กี่แสนบาท แถมยังมีอีแก่หนึ่งคันที่ใจซื้อเงินสดให้พ่อ บางวันใจกับแม่ก็ออกแรงเข็น โดยมีพ่อนั่งจับพวงมาลัยไม่เหนื่อยอยู่คนเดียว หมาในบ้านเห็นอากัปกิริยาของเราก็มักจะเห่าเสมอ ใจว่ามันเห่าเยาะเย้ยใจ… ทุกวันนี้ ใจกลับไปบ้านเพียงไม่กี่หนต่อปี แต่ภาพของบ้านหลังเล็กที่พ่อตั้งชื่อว่า “บ้านสามใบเถา” ยังคงอยู่ในหัวสมองของใจอยู่เสมอ ที่ซุกหัวนอนที่เราเรียกมันว่า “บ้าน” ไม่ได้สำคัญที่ราคาหรือภาพลักษณ์ ในความหมายของใจ คงหมายถึง ที่ๆ ที่เราหันไปเมื่อไรก็เจอคนที่เรารัก และมันคือสถานที่ๆ มีใครที่เรารักซุกหัวอยู่บนหมอนภายใต้หลังคาเดียวกันกับเรา…ขอให้ถูกสลากค่ะ ใจเองก็อยากจะถูกบ้าง เพียงแต่ว่า ยังไม่เคยซื้อมันเท่านั้นเอง 555″ ว่าแล้ว…ก็ชักจะคิดถึงบ้านขึ้นมาอีก…ตอนนี้ไม่จุกอกแล้ว แต่อกจะแตกแทน 555 ปล. อย่าลืมแวะไป http://symposium74.wordpress.com/ Related PostDiscussion5 comments for “บ้าน”Post a comment |
อยากรู้นักว่าคนเหมืองส่งอีเมล์อะไรไป
ขอบคุณที่แวะไปทักทายพร้อมคำอวยพร ถูกรางวัลจริงเมื่อไหร่แล้วจะถ่ายรูปบ้านในฝันมาฝากครับ
อือ… ที่ว่างของใจวันนี้มีความเหงาฟุ้งกระจายอยู่เกือบทุกตัวอักษรเลย
แบ็คกราวด์กราฟฟิตี้ที่ผมชอบไปไหนซะแล้ว
ระวังอย่าเผลอเสพติดความเหงานะ มันเลิกยากกว่าโคโรน่ามากเลย
คนเหมือนส่งข้อความมาทักทายหลายประโยคอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ไม่พลาดที่จะบอกเรื่องราวของคนที่แนะนำเว็บไซต์ที่ว่างของใจให้เขาได้รู้จัก
จะว่าไปแล้ว สงสัยใจจะเหงาเป็นอาชีพเสียแล้วล่ะ
ความเหงา ทำให้เราอยู่กับตัวเอง
รู้จักเหงาแต่ไม่จมจ่อมกับมัน
หลายหนเราก็เรียนรู้ชีวิตเราจากความเหงานี่นา…
โอ้ยยยย นึกถึงน้องแมวเมื่อวันก่อน
เราเดินทางหลายร้อยกิโล แล้วมาสะดุดกึกถึงวันนี้กับน้องแมวหนึ่งตัว
ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง
แย่นะ…จะกอดจะลูบก็กลัวเขาจะตัดใจยาก
ไหนไหนก็ต้องจาก จะผูกพันไปทำไม?
…จริงมั้ย?…อย่าลืมนะว่าเค้าเป็นแมว เค้าไม่ได้คิดอย่างคนนี่นะ
เง้อออ….บ่นบ้าไรเนี่ย ขออภัย
เผลออ่านจนจบ… สงสัยจะบ่น 555
บ้านคือ “ที่สงบและที่พักใจ” หลังจากออกท่องยุทธจักรมาแรมสิบๆปี