ใครสักคนเดินผ่านฉันไป
วันแล้ววันเล่า … เราต่างมองหน้า แต่กลับไม่เคยพูดจา
เนิ่นนานผ่านวันและเวลา เราสองพูดจา
แต่กลับไม่เคยแม้แต่จะเรียนรู้และ…รักกัน
มันนานเท่าไรแล้ว ที่ฉันมีคนๆ หนึ่งอยู่ข้างๆ
แม้จะเคยพูดจา แต่ไม่กลับไม่คิดจะรักกัน
มันหนาว ฝนตก ลมแรง หนึ่งวัน สองวัน ผ่านไปเนิ่นนาน
เธอกับฉัน ต่างคนก็ต่างเหงา และตัดสินใจพูดจา ทักทาย ใช้เวลา
วันนั้น เราต่างก็ค้นพบว่า…เราคงจะรักกัน
ขณะที่นั่งพิมพ์ข้อความทั้งหมดอยู่ ตาทั้งสองข้างของใจก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาบอกเวลาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่หอบหิ้วมาจากเมืองไทยคือเวลาที่ใครอีกหลายคนที่เมืองไทยกำลังหลับใหล หลับลึก ชนิดที่หากมีฝันเกิดขึ้นในช่วงนี้เราจะเรียกมันว่า “ฝันใกล้รุ่ง” ซึ่งคนโบราณมักจะเชื่อกันว่ามันอาจจะให้ความรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นจริง หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา ใจว่าอาจจะเพราะว่าเราใกล้จะตื่นแล้ว สภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นทำให้เราจดจำภาพฝันได้ชัดเจนกว่าช่วงไหน ทำให้เรารู้สึกกันไปว่า มันเหมือนเกิดขึ้นจริง
“ตีห้าครึ่ง” นี่
ใจมาถึงที่นี่เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว โดยไม่ยอมแม้แต่จะเปลี่ยนเวลาในหน้าคอมพิวเตอร์ให้เป็นเวลาของประเทศที่ตัวเองอาศัยอยู่ ขณะที่นาฬิกาข้อมือสีชมพู ของขวัญวันวาเลนไทน์ชิ้นแรกจากคนที่ใจเคยคบหา ก็ยังคงสภาพเวลาสองที่ คือที่นี่และที่เมืองไทย
เย็นวันหนึ่งของสัปดาห์ที่ผ่านมา ใจโทรฯ กลับไปหาแม่ที่เมืองไทย บอกเล่าความเป็นไปของที่นี่ให้แม่ฟัง ขณะที่แม่ก็แลกเปลี่ยนเรื่องราวของที่บ้านกลับคืนมาให้ใจ
หลังๆ มานี้แม่เลิกถามใจแล้วว่า “เหงาไหม” ส่วนใหญ่จะถามว่า “ไปเรียนหรือเปล่า” เสียมากกว่า เพราะเหมือนแม่จะรู้ทันลูกสาวว่าโดดเรียนบ่อยกว่าที่ควรจะเป็น ในตอนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างแม่กับลูกสาวคนสุดท้อง ใจบอกกับแม่ว่า ใจอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่บ้านนอกสักพักหลังจากที่กลับจากที่นี่ แม่ตอบกลับมาในแบบที่ใจไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“ก็กลับมาอยู่กันก็ได้ มาทำอะไรเล็กๆ อยู่ไปแบบสบายๆ”
ใจเองก็แอบแซวแม่ว่า
“นี่แม่คิดได้แบบนี้จริง ๆ เหรอ?”
หากมีใครถามว่า ช่วงเวลาไหนที่ใจ “เหงา” และ “คิดถึงคนที่รัก” มากที่สุด ใจไม่ลังเลที่จะตอบเลยว่ามันช่วงเวลาที่ใจกำลังไม่สบายหนัก ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย พาลทำให้หัวใจคิดฟุ้งซ่านกระวนกระวายอยู่นาน
อยู่ดีๆ ระดับความเหงาจะพุ่งพรวด หากเอาปรอทมาวัดในช่วงเวลานี้ ความเหงาจะเป็นสีแดง ทำให้ปรอทแตกก็เป็นได้ มันบอกไม่ถูกว่าทำไม แต่ใจก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ช่วงเวลาแบบนี้ใจจะใช้เวลาอยู่หน้าคอมฯ มากกว่านอนอยู่บนเตียง นั่งหาเพลงฟังฆาตกรรมเวลาไปพลางๆ จนกว่าร่างกายจะบอกว่า “ทนไม่ไหวแล้ว” ใจถึงจะโยกย้ายสถานที่ไปนอนเอาแรงอยู่บนเตียงแทน
ใจเพิ่งอัพรูปขึ้นแกลลอรี่ รูปที่ใจใช้เวลาหลายชั่วโมงในการปรับแสง สี พร้อมๆ กับย่อไซต์ให้ไม่ใหญ่จนเกินไป รูปทั้งหมดเป็นรูปหนึ่งในบรรดารูปในอัลบั้มที่ใจมีอยู่ ซึ่งใจชอบมาก
รูปที่ว่าเป็นรูปตลาด South Melbourne Market ที่ใจเพิ่งจะมีโอกาสได้ไปเยือนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อม ๆ กับเพื่อนร่วมชั้นเรียนและเพื่อนร่วมโรงเรียนที่เลือกกิจกรรมเดียวกันในกิจกรรมพิเศษทุกวันศุกร์
ใจมีหัวข้อส่วนตัวสำหรับการเดินในตลาดวันนั้น มันคือหัวข้อ “สีสัน” อันที่จริง ใจไม่ได้คิดมันไว้ก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ระหว่างที่เดินร้านแรก ร้านที่สอง ร้านสาม ใจก็ค้นพบความงามแห่งสีสันของตลาดนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
“ใจไม่เคยมี Converse อย่างคนอื่นเขาเลยสักคู่” นั่นเป็นความจริงตลอดระยะเวลากว่า 31 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่วันนี้อีกต่อไป … เพราะใจไปถอยรองเท้ายี่ห้อนี้มาวางอยู่ตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ใจยอมรับว่า แม้ใจจะชื่นชอบในแบบของรองเท้ายี่ห้อนี้มานาน แอบนับรูมันอยู่เสมอไม่ว่าจะแวะเข้าไปที่ร้านขายรองเท้า แต่ก็ไม่เคยที่จะยอมเสียเงินในกระเป๋าไปกับเจ้ารองเท้ารูเยอะแบบนี้เลยสักครั้ง
จนกระทั่งได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ใจเริ่มได้เรียนรู้ว่า รองเท้าผ้าใบสำหรับชีวิตของตัวเองมากขนาดไหน
ตอนนี้ใน Mail Box ของ Gmail ใจมีอีเมล์ทั้งสิ้น 5,667 ฉบับ ปะปนทั้งอีเมล์เก่า จากพี่น้อง เพื่อนฝูง คนรู้จัก นักข่าว และพีอาร์ ไม่เว้นกระทั่งสแปม
ใจเองใช้เวลาในการนั่งเปิดอ่านอย่างตั้งใจอยู่บ้างบางหน บางเวลาก็ใช้เวลาในการนั่งลบ โยกย้าย จัดเก็บ และกำจัดสแปมออกไปจากอีเมล์เหล่านี้ แต่หลัง ๆ ชักไม่ขยันเท่าที่ควร อีเมล์หลายฉบับเลยค้างเติ่งไม่เคยแม้แต่จะเปิดอ่านเลยก็ยังมีอยู่เกินครึ่งหนึ่งของอีเมล์ทั้งหมด
สำหรับสแปมแล้ว ใจก็ยังแอบขี้เกียจกำจัดมันเช่นกัน หลายครั้งก็ปล่อยให้มันอยู่แบบนั้น จนหลังๆ เหมือนมันจะย่ามใจเพิ่มความถี่ในการส่งมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะอีเมล์แนะนำคอร์สลดน้ำหนัก
วันนี้เป็นวันหยุดเพียงวันเดียวในรอบสัปดาห์ ใจตื่นนอนสายกว่าที่เคย ได้นอนมากกว่าวันไหนๆ ใช้เวลาไปกับการฟังเพลง กิน และขี้เกียจได้มากกว่าปกติ บางทีก็แอบคิดว่า มันคงจะดีหากชีวิตนี้ไม่ต้องมีเรียน ทำงาน และออกนอกบ้าน…
แม้จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ คนเราก็มักจะเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ บางทีก็ยังอดไม่ได้ที่จะหวัง ถึงได้มีคำขวัญปลอบใจอยู่เสมอว่า “หวังลม ๆ แล้งๆ” แต่สำหรับใจแล้วตอนนี้ก็คงเป็น “หวังท่ามกลางลมหนาว”
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ใจต้องไปเรียนเช้ากว่าที่เคย เพราะกฎระเบียบใหม่ของโรงเรียนที่จะเช็คชื่อขาดครึ่งหนึ่งของเวลาเรียนในวันนั้น ทันทีที่นักเรียนเข้าห้องเรียนสาย 15 นาที ทำให้ทุกวันในช่วงเช้าใจต้องตารีตาเหลือกลุกจากที่นอน ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปให้ทันรถไฟในรอบที่คำนวณแล้วว่า “จะทันเวลาพอดี”
ใจใช้เวลาเรียนในห้องเรียนราว 4 ชั่วโมง ก่อนที่จะเหลือเวลาว่างหลังจากนั้นเลือกกิจกรรมที่ตัวเองต้องการ บางวันใจก็เลือกกลับบ้าน นั่งคุยกับเพื่อนที่โรงเรียน ไม่ก็ออกไปเดินเล่นชมเมืองไปเรื่อยๆ
”Wallpaper*” แมกกาซีนชื่อดังที่โดดเด่นเรื่อง ดีไซน์ การตกแต่งภายใน แฟชั่น ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ ฉบับเดือน June ปี 2009 ที่ใจหยิบมานั่งอ่านวานนี้ น่าจะเป็น Wallpaper* เพียงเล่มเดียวในรอบหลายปี หลังจากที่ใจแทบจะไม่เคยได้แตะเลย อาจจะเพราะว่าไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะเปิดอ่านหรือหามันมาอ่าน ทำให้ใจแทบจะไม่เคยแวะเวียน หรือตรงดิ่งเข้าร้านหนังสือเพื่อเจาะจงจะหาหนังสือเล่มนี้ติดมือกลับมาบ้าน ต่างกับ National Geographic ที่ใจกลับตั้งใจออกจากบ้านเพื่อเข้าร้านหนังสือ และจ่ายเงินเกิน 100 แลกมันกลับมาด้วยอยู่บ่อยครั้ง
ใจหยิบ Wallpaper* ฉบับประจำเดือนล่าสุดมาพลิกอ่าน ด้านหน้าไม่มีคำ “จำกัดความ” ใหญ่เป้งพอที่ผู้อ่านจะเห็นว่า “cover story” หรือ เรื่องปก เดือนนี้เป็นเรื่องอะไรกันแน่ มีเพียงรูปภาพขวดโหลอ้วนกลมด้านในใส่เม็ดทานตะวันอบแห้งด้านใน ตั้ง
ช่วงนี้ใจเริ่มนับถอยหลังวันที่จะออกเดินทาง ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเดินทางไปทางไหน แต่ในความรู้สึกลึกๆ ก็อดเสียไม่ได้ที่จะนับถอยหลังไปเรื่อย ๆ… มันเหมือนกับว่าเรามีจุดเริ่มต้น แต่กลับไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน จนพาลคิดไปด้วยว่า “ชีวิตช่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเสียจริงๆ”
ยิ่งใกล้วันที่จะไปจากที่นี่เท่าไร ใจก็เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้างมากยิ่งขึ้น ใจเริ่มใส่ใจกับความเคยชินบางอย่างและให้มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยชิน อย่างน้อยก็ร้านขายต้นไม้แต่ร้านเช่าชุดแต่งงานที่ตั้งอยู่ติดกัน บนหัวมุมถนนก่อนถึงสถานีรถไฟหน้าบ้าน
เมื่อมาถึงที่นี่แรกๆ ใจใช้เวลาสำหรับเรียนรู้การใช้เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าอยู่หลายวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งราวตากผ้าใจก็ต้องเรียนรู้ที่ใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่ด้วยเช่นกัน
ทำไมใจถึงเขียนเรื่องตากผ้า ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะพูดถึงมันเสียด้วยซ้ำ สำหรับบางคนใจว่า “ราวตากผ้า” น่าจะเป็นของใช้ในบ้านที่ถูกมองข้ามไปมากที่สุดหากมีใครถามถึงเครื่องใช้ภายในบ้าน แม้จะใช้มันอยู่เสมอ แต่เมื่อใครถามว่าในบ้านมีข้าวของเครื่องใช้อะไรบ้าง ผู้คนก็มักจะนึกถึง ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องเสียงมากกว่าจะพูดว่า….ราวตากผ้า เป็นแน่
ผู้คนต่างหันไปมองรถบัสคันใหญ่ที่จอดอยู่ข้างทาง รวมถึงตัวใจที่นั่งอยู่บนรถซึ่งกำลังจอดติดไฟแดงด้วย สำหรับใจที่เป็นผู้มาอาศัยหน้าใหม่ต้องใช้เวลาในการเพ่งรถบัสคันนั้นอยู่หลายนาทีพอสมควร กว่าจะรู้ว่า รถบัสที่อยู่ตรงหน้าใช้เพื่อทำอะไร เพราะดูเหมือนจากสภาพของลวดลายที่พาดผ่านบนตัวรถและวิถีของการจอดแล้ว ก็พอจะเดาได้ว่า มิน่าจะเป็นรถบัสเพื่อใช้โดยสารเป็นแน่…
ว่าแล้วใจก็พาลกวาดสายตาไปมองป้ายขนาดย่อมที่วางอยู่ด้านข้างของตัวรถ ทันใดนั้น ใจก็รู้ในทันทีว่า รถบัสซึ่งจอดแน่นิ่งริมฟุตบาลคันนี้ใช้เพื่อการโฆษณาร้านคาร์แคร์ที่อยู่เยื้องกันไม่ไกล ในสมองทั้งสองซีกของใจรีบสั่งการให้ใจรีบคว้ากล้องในกระเป๋ายกขึ้นถ่ายภาพเก็บไว้
ใจเรียนรู้วิธีการทำอาหารแบบที่แปลกมากขึ้นยิ่งเรื่อยๆ จากการมาใช้ชีวิตที่นี่ อาจจะเป็นเพราะว่าสถานการณ์หลายๆ อย่างบังคับต้องให้ทำอาการกินเอง อย่างน้อยก็เพราะว่า “หิว” และ “ถูกปาก” หรือแม้แต่ “ถูก” มากกว่าการออกไปนอกบ้าน
หลายวันก่อนใจทำพิซซ่าญี่ปุ่นกิน หลังจากที่เคยทำมาแล้วหนหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว และก็พบว่ามันอร่อยถูกปากจนต้องหามาทำกินอีกครั้ง
จริงๆ ใจควรจะเขียนถึงวิธีการทำพิซซ่าญี่ปุ่นแบบง่ายๆ มาหลายวันแล้ว แต่เป็นเพราะอุบัติเหตุระหว่างทางการเดินทางไปซื้อแป้งทำพิซซ่าถาดนี้ ใจเลยไม่มีแม้แต่อารมณ์จะเอามันมาเขียนถึง อย่างน้อยก็เพราะยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่ต้องเดินเข้าไปในโรงพยาบาล
ที่นี่หนาวลง หนาวลง และดูเหมือนจะเริ่มเข้าฤดูหนาวอย่างจริงจังเสียที หลังจากหนาวหลอกมาตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา สุดท้ายแล้วเมืองนี้ก็หนาวเกินครึ่งปี ขณะฤดูร้อนกลับมีระยะสั้นๆ ราว 2 เดือนเท่านั้น ที่เหลือก็กลายเป็นหน้าฝนที่คนก็รู้กันดีว่า เมื่อใดฝนตกอากาศก็หนาวตามไปด้วย และก็นั่นแหละ หักลบกลบเวลากันแล้ว อากาศหนาวมากกว่าอากาศใดๆ ทั้งสิ้น
ใจจำได้ว่า ใจหนีหนาวจากบ้านเข้ากรุงเทพฯ และไม่คาดคิดว่าที่จะหนาวได้ใจขนาดนี้ วันไหนออกนอกบ้านต้องขนเสื้อผ้าป้องกันความหนาวเหน็บกันอย่างเต็มที่ วันก่อนเจ้าเอ๋ไปทำงานกลับมาบ่นอุบ เพราะขาออกจากบ้านแดดออก ขากลับเข้าบ้านหนาวเหน็บเสียจนเท้าและมือเย็นเฉียบ ทั้งๆ ที่เราก็รู้ด้วยว่า อากาศเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่าใจของคนเสียอีก แต่เราก็มักจะเผลอคิดไปว่า…มันจะแดดทั้งวันบ้าง
Recent Comments