รุ่นเราสู้จากวัดดวง
บอกตามตรงว่า ความรู้สึกนึกคิดที่ว่า “ตูมาทำอะไรอยู่ที่นี่” ผุดขึ้นมากลางหัวสมองของใจอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่ถูพื้นก่อนปิดร้านในช่วงดึกของการทำงานที่ร้านอาหารไทยที่นี่
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ใจเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตเราจำเป็นต้องเดินไปตามจังหวะและสถานการณ์รอบข้างที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่า ต้องใช้ชีวิตไปตามเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยสักครั้ง
ใจยังคงเหนื่อยทุกครั้งที่ทำงานที่ร้านอาหารไทยในช่วงเย็นเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ ขณะที่ชีวิตการเล่าเรียนกำลังเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หลังจากที่ผลการสอบในรอบ 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ใจได้อัพเกรดชั้นเรียนภาษาไปชั้น advance ชั้นเรียนสูงสุดของโรงเรียนนี้

ก่อนหน้านี้ใจเดินเข้าไปนั่งอยู่ต่อหน้าไดเรคเตอร์ของโรงเรียน ต่อรองว่า หากเมื่อใดใจสอบผ่านชั้นนี้และได้คะแนน 5.5 อย่างที่โรงเรียนกำหนดใจขอหยุดเรียนภาษาและโยกเงินค่าเทอมของโรงเรียนภาษาที่เหลือไปลงเรียนสาขาวิชากราฟฟิกดีไซน์ในโรงเรียนสอนกราฟฟิกที่อยู่ในเครือเดียวกันและตึกเดียวกัน
ไดเรคเตอร์ไม่รับปาก เพียงแต่บอกทิ้งท้ายเอาไว้เหมือนกับดูหมิ่นความสามารถอย่างกรายๆ ว่า
“จนกว่าเธอจะได้คะแนนนั้นค่อยมานั่งคุยกันอีกที”

ผ่านไปอีก 5 สัปดาห์ใจกลับไปนั่งที่เดินอีกครั้ง ถือกระดาษประเมินผลนักเรียนในรอบ 5 สัปดาห์ไปให้ไดเรคเตอร์คนเดิม พร้อมกับยื่นข้อเสนอแบบเดิม หนนี้เธอมองหน้าใจ แล้วก็ตอบกลับมาว่า
“ฉันว่าอีกโรงเรียนนึงน่าจะไม่มีปัญหาที่จะรับเธอ แต่ยังไงเสียเธอนั่งเรียนที่นี่อีก 1 สัปดาห์แล้วค่อยโยกเงินไปเรียนกราฟฟิกได้ตามที่ต้องอยากจะได้ในช่วงสัปดาห์ถัดไปแทนได้ไหม”

และนั่นคือความเปลี่ยนแปลงของใจในช่วงหลายวันที่หายหน้าหายตาไปจาก blog แห่งนี้
อันนี้จริงใจอยากจะลงเรียนในคลาสของ journalism ซึ่งทราบมาว่ามีแต่นักเรียน native เท่านั้นในชั้นเรียน แต่น่าเสียดายคลาสนี้เรียนมาตั้ง เทอม ไม่สามารถรับนักเรียนเพิ่มกลางคันได้ สุดท้ายเลยลงเอยด้วยการลงเรียน graphic art
ใจต้องทำวีซ่านักเรียนใหม่อีกครั้ง วีซ่าการเรียนยาวนานยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ใจเองก็ตั้งใจว่า หากไม่ชอบหรือไม่ไหว เงินในกระเป๋าหมดเสียก่อน ก็จะกลับไปตายรังที่บ้านนอกอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่เหลือที่นี่ก็อยากจะเลิกเรียนภาษาที่น่าเบื่อเข้าไปทุกที เรียน 5 week ผ่านไป 1 ชั้น … หากว่ายังนั่งอยู่ที่เดิมก็ยังกลัวว่าจะทะลุชั้นไม่มีอะไรจะให้เรียน เสียเงินไปเปล่าฟรีๆ อีกหลายกระตังค์

หลายวันก่อนใจกับพี่ปุ๋ยนั่งปลอบใจกันไปมาว่าให้ “สู้” กันต่อไป พี่ปุ๋ยบอกว่าหากเป็นพระดังเราก็คงเหมือนเป็นพระ “รุ่นสู้สองคน” ใจเองเลยแถมถ้ายว่าคงเป็นพระจาก “วัดดวง”
ชีวิตไม่สิ้นเราก็คงต้องวัดดวงกันอยู่เรื่อย ๆ ใจเองก็เหมือนกัน….
Random Posts
|
อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้รู้ว่าใจยังมีไฟอยู่ สู้ต่อไปนะ เป็นกำลังใจให้เสมอ
“One should keep one’s eyes on one’s destination, not on where one stumbled.”[จับจ้องที่จุดหมาย ไม่ใช่อุปสรรค]
“Walk”
Design your dreams,make your dreams come true.
โอ้…คำคมทั้งนั้น..คงจะมีอีกหลายคนที่อยากจะลงคำคมต่อจากนี้ 555
พี่ใจ๋จะไปชกมวยหรือจะไปขับเครื่องบินเจ็ทป่ะนี่
คนมาเชียนตรึมเลย.. อะล้อเล่น
เก่งจังเลย..ยินดีด้วย คนไทยก็เก่งภาษาได้
เห็นแล้วว่า คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
ถ้าลงคำคมบ้างก็
คนเก่ง 2 ภาษา มีค่าเท่ากับคน 2 คน ..
(มันคมมั้ยนี่)
มาลงว่า “คำคม” คมพอไหม ????
ป.ล. เห็นคำคมข้างบนนึกถึงโฆษณาเหล้ายี่ห้อหนึ่งทุกที:)
มุข “คำคม” เหมือนจะฮา ..แต่ฮาไม่ออกจริงๆ คุณโอ
จับจ้องที่จุดหมาย กะวอล์คอ่ะของหนู ^^
ถึง Oh La La ก็เอามาจากโฆษณานั้นนั่นล่ะจ๊ะค่ะ
ยังมีเก็บเอาไว้อีกเพียบ
Don’t be afraid to take a big step…you can’t cross a chasm in two small.
หึหึ น้องฝ้าย…วันก่อนหามาเพียบเลยนิ 555
กินข้าวหรือยัง?
คุณใจ โทษทีมุขแป้ก อับอาย ๆๆๆ … อ๊ะ แต่อันที่จริงเค้าตั้งใจแป้กน้าาาาาา
เฮ้ย!!!ช้าไปไหมเนี่ย เพิ่งเข้ามาอ่านเรื่องนี้ งั้นขอเล่นคำคมด้วยคนนะครับ
“THIS IS A BOOK”
ขอแปลว่า
“ซักวัน มันจะเป็นประสบการณ์ ที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้ในความทรงจำ”
ไม่เก่งอังกฤษนะครับ แปลผิดๆถูกๆก็อย่าว่ากัน 555
แปลได้ตรงความหมายดีมาก….มันถึงได้เรียกว่าคำคม 555