ด้านมืดของเมืองแม้จะเริ่มเคยชินกับการใช้ชีวิตที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน เวลา การทำงาน ผู้คน และระบบขนส่ง จนแอบคิดไปว่า สุดท้ายแล้ว ใจอาจจะต้องตัดสินใจอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะ แทนการกลับบ้านเร็ววัน เพราะคิดถึงอาหารการกิน และใครอีกหลายคนที่เมืองไทย แต่…. เมื่อคืนวาน ใจรับรู้ข่าวคราวของผู้คนที่อาศัยร่วมชายคาเดียวกันที่นี่ว่า “แอนถูกจี้” แอนเป็นรุ่นน้องจากไทย ที่ลาออกจากอาชีพ “นายช่าง” สร้างตึกใหญ่จากไทยมาเรียนต่อที่นี่ เราเจอกันจากการหาบ้านเช่า ต่างกรรมต่างวาระ สุดท้ายก็ได้มารู้จักกันที่นี่
แอนทำงานแทบทุกวัน แม้จะรายได้ดี แต่ก็ต้องกลับดึกแทบทุกวันด้วยเช่นกัน เวลาโดยเฉพาะก็มักจะเป็นก่อนเที่ยงคืน เหมือนเจ้าเอ๋น้องสาวของใจ เราทุกคน รวมถึงใจเอง แม้จะรู้สึกว่ากลางคืนของที่นี่มืด ไร้ผู้คนเดินไปมา แถมระยะทางและเวลาจากสถานีรถไฟมาถึงบ้านก็ไกลอยู่บ้าง แต่ก็พอจะยอมรับได้บ้าง เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ไกลจนเกินไป และเมืองก็น่าจะปลอดภัย มืดแต่ปลอดภัย อะไรทำนองนั้น จนกระทั่งเมื่อคืนนี้เอ๋บอกใจว่า แอนถูกวัยรุ่นสองคนเอามีดจี้ระหว่างเดินกลับบ้าน เคราะห์ดี สิ้นเสียงกรี๊ดของแอน มีคนในบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ชะโงกหน้าออกมาดู แอนเลยถูกทำร้ายเพียงแค่มืดบาดมือ และคนร้ายก็ไม่ได้ของอะไรติดมือกลับไป นี่คือด้านมืดอีกอย่างหนึ่งของเมือง แม้จะดูปลอดภัย แต่วัยรุ่นที่ติดยา เที่ยวเตร่ ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเมืองไทยเลย เดือนที่แล้ว ร้านอาหารที่ใจทำงาน ถูกคนร้ายทุบกระจกเข้าไปในร้าน โชคดีที่เราไม่ได้เก็บของมีค่าอะไรไว้ในนั้น และคนร้ายไม่ได้อะไรติดมือดกลับไป หลงเหลือความเสียหายให้กับเจ้าของ ที่ต้องเป็นธุระซ่อมกระจกหลายร้อยเหรียญ ไม่เพียงแค่นั้น คืนเดียวกัน ร้านอาหารระแวกนั้นก็ถูกกระทำแบบเดียวกัน ว่ากันว่า..คืนเดียว กลุ่มคนร้ายทุบร้านทั้งสิน 14 ร้าน โดยที่ตำรวจจับตัวใครไม่ได้เลย ใจได้ยินคำล้อเลียนของใครหลายคนเกี่ยวกับตำรวจที่นี่ จนนึกใจหายไม่ได้ เขาพูดกันว่า “ตำรวจน่ะเหรอ มาจับรถจอดผิดที่ผิดทาง และหาทางปรับเสียมากกว่า ชวยอะไรไม่ได้” ใจอาจจะโชคดีที่ ลดเวลาการทำงานลง หลายสัปดาห์ก่อน ใจตัดสินใจลาออกจากงานที่อยู่ห่างจากบ้าน ทำให้ต้องเดินเข้าบ้านเวลาดึกดื่นหลังเที่ยงคืน เพราะเห็นแล้วว่ามันไม่คุ้ม เมื่อเทียบกับได้และเสีย ใจยังอยากจะมีชีวิตและใช้มันไปในด้านที่ใจอยากจะทำอยู่ ขณะที่ใจโชคดีกว่าหลายคนที่พบเจ้าของร้านและเพื่อนร่วมงานที่สุดแสนจะใจดี ทุกวันหลังเลิกงาน เจ้าของร้านมักจะแวะมาส่งใจถึงหน้าบ้านเสมอ เพราะเป็นห่วงใจที่ต้องเดินทางเข้าบ้านเพียงลำพัง ขณะที่วันไหน เจ้าของร้านไม่ว่าง หรือว่าพวกเราต้องปิดร้านก่อนที่เขาจะมาถึง “ออย” รุ่นน้องที่ทำงาน ก็มักจะขับรถมาส่งที่หน้าบ้านแทนทุกครั้ง แม้จะบอกว่าแอนฟาดเคราะห์ และเราในฐานะที่เป็นคนที่ไม่ได้ถูกกระทำ ก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกนั้นได้ดีกว่าแอน หากจะรู้สึกก็กลายเป็น “กลัว” มากกว่า “ตกใจและจิตตก” นึกไม่ออกเหมือนกันว่า หากเปลี่ยนจากแอนเป็นใจ … จะโชคดีแบบแอนไหม?…. Random PostsDiscussion5 comments for “ด้านมืดของเมือง”Post a comment |
ระวังตัวด้วยนะเจ๊ แต่ดีนะที่ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี เป็นห่วง
เป็นใยพี่อยู่ ใช้ชีวิตให้มีความสุขนะ…
โห น่ากลัวไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่เลยนะนี่
ใจก็ระวังตัวด้วยนะ เป็นห่วงอ่ะ
ซีดด
น่ากลัวมากๆเลยครับ ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ครับผม
เปนประสบการณ์ที่น่ากลัวมากๆเลยครับ