Artist: Dean Billy
Song: Somewhere in my Broken Heart
Album: Let Them Be Little
You made up your mind it was time it was over
After we had come so far.
I think there’s enough pieces of forgiveness
Somewhere in my broken heart.
I would not have chose the road you have taken,
It has left us miles apart.
I think I can still [...]
โดยปกติแล้ว ชั้นเรียนของเราจะมีการเรียนการสอนในแต่ละวันแตกต่างกัน เช่น วันจันทร์อาจจะเรียนแกรมม่า วันที่สองอาจจะเรียนรู้การฟัง วันถัดมาเรียนการอ่าน และบางวันก็เป็น Australia study (ออสเตรเลียศึกษา)
อย่างหลังสุดนี่ใจเองแอบถามไอวี่ เพื่อนนักเรียนร่วมชั้นว่าทำไมเราต้องเรียนด้วย ไอวี่ให้คำตอบมาอย่างที่ใจเองก็ยังไม่เลิกงง เธอตอบว่า
“อาจจะเพราะเรามาเรียนในประเทศเขากระมัง เขาจึงให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศเขาบ้าง”
อันที่จริงหากให้ใจเดา ก็อาจจะเป็นการหาอะไรให้เราเรียน เพิ่มเติมเข้าไป นอกเหนือจากแกรมม่า อ่าน ฟัง ออกเสียง หรือเตรียมพร้อมสอบเข้ามหาวิทยาลัย นั่นเพราะแม้จะเป็นอะไรที่นอกเหนือจากนั้นไปบ้างแต่ก็ใช้ทักษะที่ไม่ต่างกัน แถมยังเป็นภาษาอังกฤษเหมือนเดิม หาใช่ภาษาไทย ภาษาออสเตรเลีย เวียดนาม หรือโคลัมเบีย
เขาว่ากันว่า “เรามักจะมองไม่เห็นคุณค่าสิ่งของบางอย่าง หรือใครบางคนที่อยู่ข้างๆ จนกว่าเขาหรือของสิ่งนั้นจะลับหายไปจากสายตา เมื่อนั้น เราจะเข้าใจว่าเขาและมันเคยสำคัญกับเรามากแค่ไหน แต่มันก็มักจะสายเกินไปเสมอที่จะเรียกร้องอะไรกลับคืน สิ่งที่หลงเหลือคือความเสียดาย อาลัย อาวรณ์ เราทำได้เพียงแค่นั้น”
ดังนั้น ใครต่อใครมักจะแนะนำให้เราพึงระมัดระวังรักษา หวงแหนสิ่งของเหล่านั้นเอาไว้ เท่าๆ กับการรักษาความรู้สึกของใครบางคนที่เราควรจะทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า…เขาสำคัญมากกว่าที่จะเป็นเพียง “ของตาย” เท่านั้น
ใจว่าสิ่งนี้ “เป็นความจริง” มากที่สุด
ตอนนั้นเป็นเวลา 5 ทุ่มแล้ว แต่ใจยังไม่ถึงบ้าน ยังนั่งรอไฟขบวนถัดไปที่จะมาถึงในอีกเกือบสิบนาทีนับจากนี้ ขณะที่ตาก็มองจอมอนิเตอร์ที่ตั้งสูงกว่าตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติบอกเวลาของรถไฟสายที่จะพาใจกลับบ้าน และหูทั้งสองข้างก็ฟังเพลงจาก iPod เครื่องเก่าอยู่นั้น ชายวัยกลางคนตัวดำ ร่างโปร่ง บอกยี่ห้อว่ามาจากอินเดียไม่มีผิดเพี้ยนก็เดินเข้ามาใกล้ๆ กับที่นั่งของใจ
แกทำปากขยับไปมา เหมือนกับบอกว่าคุยกับใจอยู่ ใจดึงหูฟังออก ฟังที่แกพูด จับใจความได้ว่า
“ดูนะ ฉันจะโยนขนมปังให้นกพวกนี้ มันจะมาอยู่ตรงหน้าเธอหลายตัวเลยทีเดียว”
เป็นเวลาร่วมสัปดาห์ที่ใจรอคอยให้ถึงวันหยุดยาวอันเนื่องมาจากเทศกาล “อีสเตอร์” ซึ่งโรงเรียนก็จะหยุดเรียนตามไปด้วย (เอาอีกแล้ว…มาเรียนแต่อยากให้โรงเรียนปิด 555) และแล้ววันหยุดที่ว่าก็จะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ห้างร้าน สถานที่ต่างๆ ก็พากันหยุดทำงานยาว 4 วันติดจนถึงวันจันทร์ เปิดทำการอีกทีก็วันอังคาร โรงเรียนของใจก็เช่นกัน…
ตามคำบอกเล่าของ “ฮุง” เพื่อนร่วมชั้นจากเวียดนามที่ไปร่ำเรียนไกลถึงฝรั่งเศสถึงสามปีเต็ม จนพูดภาษาฝรั่งเศสคล่องกว่าภาษาท้องถิ่นของตัวเอง ทำให้ใจเพิ่งจะรู้ว่า คำว่า “อีสเตอร์” ที่ถูกนำมาใช้เรียก “เทศกาลเฉลิงฉลองการที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย” บอกกับใจว่า อีสเตอร์ มักจะอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือนมีนาคม และ เมษายน
เป็นเพราะว่าเราไปไหนมาไหนกันสองคนในยามว่าง (หากมีวันว่างที่ไม่ต้องทำงานกันทั้งคู่) ดังนั้น พักหลังมานี้ใจกับเอ๋ก็มักจะเล่นพิเรนท์ ถ่ายรูปคู่ด้วยกัน แบบหันกล้องเข้าหาตัวแล้วก็กดปุ่มชัตเตอร์ด้วยแขนข้างใดข้างหนึ่งของใจ แล้วเราก็จะเปลี่ยนท่าทางไปเรื่อยๆ กดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน
แม้แขนใจจะมีกล้ามขึ้นเพราะแบกจานไซต์ยักษ์หลายวันๆ ติดกัน จนนึกว่าตัวเองเป็นตัวการ์ตูนป๊อปอายเข้าไปทุกที จะสามารถประคองกล้องได้ดีขึ้นกว่าเมื่อครั้งอยู่เมืองไทย แต่นานๆ เข้าก็โดนเจ้าเอ๋ล้อว่า .. ถึงกับแขนสั่นกันเลยทีเดียว แต่สุดท้ายเราก็ไม่มีทางเลี่ยง หากอยากจะได้รูปคู่ทีไรก็ต้องใช้วิธีการนี้ทุกที
อังคารที่แล้ว ใจกับเอ๋หอบกระเป๋าหนีไปเที่ยวทะเล คลายเครียดจากงานเสิร์ฟและงานหลังครัวในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอันที่จริงแล้วหากเจ้าเอ๋ไม่ไป ก็คงจะมีแต่ใจที่ไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ทะเล และดูเหมือนอากาศวันนั้นจะเป็นใจ แดดแรง ลมพัด และไม่มีฝนตกตามพยากรณ์อากาศที่บอกเอาไว้
เราขึ้นรถไฟจากในเมืองออกไปราว 20 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟ Brighton Beach ชื่อเดียวกันกับหาดทรายทะเลสีฟ้า “Brighton Beach” ที่เราต้องการไปเยือนนั่นเอง
ออกจากสถานีเพียงไม่กี่ก้าว เราก็เห็นหาดทรายสีน้ำตาลอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เดินข้ามถนนมาก็เห็นทะเลสีฟ้าบาดตาอยู่เบื้องหน้า
มีเวลาว่างช่วงบ่ายของวันจันทร์ ใจนั่งรถ tram จากใกล้ๆ โรงเรียนไปช็อปปิ้งย่านเดิมที่ไปเดินชมศิลปะเมื่อศุกร์ที่แล้ว หลังจากที่นัดแนะกับรุ่นน้องที่พักอยู่ในบ้านเช่าหลังเดียวกันตั้งแต่ยามเช้า
เราเดินวนกันสักพักก็ตระหนักได้ว่า สิ่งที่เราอยากจะได้เหมือนกันก็คือ “รองเท้าบู๊ท” นั่นเป็นเพราะว่า จะเริ่มเข้าหน้าวหนาวเข้าทุกวัน สาวๆ ที่นี่เขาใส่บู๊ทหนักข้อเข้ากันเรื่อยๆ (ซึ่งปกติก็ใส่กันมากมายอยู่แล้ว) เราเองก็ไม่อยากเป็นสาวๆ ตกยุค ที่ไม่ว่าจะอากาศหนาวหรือร้อนก็เอาแต่ใส่ผ้าใบกันอย่างเดียว
เมื่อวานนี้เป็นวันศุกร์ ใจเลือกกิจกรรมที่เรียกว่า “Docklands Art Journey” พร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นอีกหนึ่งคน และเมื่อรวมกันกับเพื่อนต่างชั้น ทำให้กลุ่มของคนที่จะออกนอกห้องเรียนไปเดินชมศิลปะที่ย่านท่าเรือ Docklands จึงเกินสิบคน
หากใครจะพอจำได้ ใจเคนพูดถึง Docklands มาแล้วหนหนึ่ง เมื่อครั้งที่มาเยือนเมลเบิร์นปีที่แล้ว อันที่จริง Docklands เป็นพื้นที่ล้อมรอบสองฝั่งของแม่น้ำ “Yarra” แม่น้ำสายหลักและสายเดียวของเมลเบิร์นซึ่งเชื่อมต่อกับทะเลของที่นี่ เพราะความที่เป็นเมืองท่าสำคัญ มีแม่น้ำมาก Dockland จึงเป็นแหล่งคลังสินค้าขนาดใหญ่
วันนี้ใจเลือกกิจกรรมเดินชมงานศิลปะ พวกปฏิมากรรมย่านท่าเรือของเมืองเมลเบิร์น อันเป็นกิจกรรมหนึ่งที่อาจารย์ของโรงเรียนเลือกสรรมาให้นักเรียนในโรงเรียนได้ร่วมทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้างนอกเหนือจากการนั่งจับเจ่าอยู่หน้ากระดานตลอดเวลา
ก่อนออกจากโรงเรียน ฝนยังทำท่าไม่ตก แต่เมื่อเราไปถึงที่ท่าเรือก็พบว่าเมฆเริ่มตั้งเค้ามืดครึ้มอยู่บนหัวแล้ว พอเดินชมงานศิลปะซึ่งเจ้าของตึกอาคารและหน่วยงานบนย่านนั้นเลือกสร้างขึ้นไม่กี่ชิ้น ฝนก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เช้านี้ใจตื่นสาย ลืมตาโพรงอีกทีก็ปาไป 6.43 น. ทั้งๆ ที่ต้องออกจากบ้านให้ทันเรียนตอน 8.15 น. แต่ถึงอย่างนั้นใจก็ไม่พลาดที่จะชงโกโก้ผสมกาแฟ และกินขนมปังปิ้งทาเนยถั่ว เพราะไม่อยากให้ท้องร้องโครกครากกลางห้องเรียน หรือหิวจนหน้ามืดในช่วงพักเบรก
ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าหากใจพลาดรถไฟรอบด่วนทุกขบวน และต้องจับรถไฟแบบจอดมันทุกสถานี ตอน 7.35 น. ก็อาจจะทำให้เข้าห้องเรียนสาย มองเห็นนักเรียนนั่งฟังอาจารย์กันเงียบกริบได้
แต่ถึงจะยังงั้นใจเองก็เริ่มปล่อยว่างมันลงไปบ้างแล้ว ไปสายก็ไม่เห็นเป็นไร ก็ไปเรียนเหมือนกัน อีกอย่างก็ไม่ได้สายมันทุกวี่ทุกวัน ยิ่งรีบเหมือนยิ่งรน เหมือนกำลังแข่งเดินทน ทำท่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหลายวัน ใจชักเหนื่อย.. กล้ามน่องป่องออกกันไปทุกที
Recent Comments