ชั้นเรียนออสเตรเลียศึกษาเมื่อสองวันที่ผ่านมา อาจารย์พูดถึง “Dingo” หมาป่าพันธุ์ท้องถิ่นของออสเตรเลีย ที่มีบรรพบุรุษข้ามน้ำข้ามทะเลมากับเรือค้าขายของชาวเอเชียหลายพันปีก่อน ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นสัตว์เลี้ยงของชาวอะบอริจิน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลีย และเป็นสัตว์ป่าที่คนอยากจะพาเข้ามาอยู่ในบ้านหลายคน
ในตอนหนึ่งของการเรียน อาจารย์บอกว่าหมาพันธุ์นี้ เพราะสืบเชื้อสายจากหมาป่า ธรรมชาติของมันก็คือ “จะหอนแต่ไม่เห่า” (do not bark but howl) ไม่เหมือนกับหมาบ้านมักจะชอบเห่ามากกว่าหอน (usually bark, not howl)
เพื่อให้ทุกคนเข้าใจอาจารย์ก็บอกว่าเห่ากับหอนต่างกัน ว่าแล้ว Esme อาจารย์ที่มาจากอังกฤษขนานแท้ก็ทำเสียงเห่า และหอนสลับกัน หลังจากนั้นก็ถามทุกคนในห้องว่า ที่ประเทศของเธอหมาเห่าเสียงอย่างไร
ความบังเอิญเกิดขึ้นยาก แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่ชีวิตเราอาจจะมีโอกาสได้พบเจอ ….เพราะโอกาสของความบังเอิญไม่น้อยเท่าโอกาสในการถูกหวย
วันหยุดที่ผ่านมา ใจติดสอยห้อยตามเอ๋ไปที่ทำงานของเจ้าหล่อน เมื่อไปถึง เราทั้งสองก็ได้พบ เพื่อนร่วมงานของเอ๋ เมื่อใจได้เห็นหน้าของเพื่อนสาวของเอ๋ในแวบแรก ใจก็คิดอยู่ในใจในบัดดล “ซวยแล้วตู…เอ้ย…ป่าว…บังเอิญแล้วเรา”
เพราะแท้ที่จริง หญิงสาวรายนั้นคือคนที่มาเช่าห้องพักอยู่บนร้านอาหารที่ใจเคยทำงานอยู่และเพิ่งจะลาออกไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา….
ความบังเอิญเกิดขึ้นในชีวิตใจหลายครั้ง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ “คน” และ “สถานที่”
ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งคืน ใจเพิ่งรู้ว่า “ออย” เด็กรุ่นน้องที่ทำงาน เป็นคนรู้จักของ “แอน” เด็กที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน…
ใจมาเมลเบิร์นเป็นหนที่สองแล้ว หนที่แล้ว ไม่มีอะไรมากมายไปกว่าการ “เที่ยว” แต่หนนี้ใจมาที่นี่เพื่อ “ใช้เงิน” อย่างจัง ทำให้มุมมองในการเดินทางหนนี้แตกต่างจากหนที่แล้วอย่างชัดเจน ไม่เพียงแค่นั้นระยะวันในการเดินทางก็ต่างกันมากมาย…
เมื่อมาถึงที่นี่แรกๆ สำหรับการเดินทางหนที่สอง ใจมองเห็นศิลปะในรูปแบบที่แตกต่างจากคราวที่แล้ว โดยเฉพาะศิลปะบนฝาผนัง ไม่ว่าจะไปทางไหนก็เจอ เจอมากเสียจนอดที่จะถามเพื่อนที่นี่ไม่ได้ว่า “พวกกราฟฟิตี้ (graffiti) บนผนังพวกนี้ รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนหรือไงนะ”
เพื่อนใจขำกลิ้งแล้วก็ตอบกลับมาว่า
“ไม่หรอก พวกนี้ก็พ่นไปทั่ว พ่นแม้กระทั่งบนหลังราคา ตู้โทรศัพท์ บนรถไฟ ทุกที่ที่พ่นได้ พ่นไม่ได้ก็จะพ่น”
วันที่25 เมษายนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นวันเสาร์ แต่ยังเป็นวันสำคัญระดับชาติของออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ประเทศใกล้เคียงราวกับบ้านพี่เมืองน้อง โดยสามสี่วันก่อนหน้าจะถึงวันเสาร์ ในห้องเรียนของใจพูดถึง “ANZAC day” วันสำคัญที่ว่านี้
ANZAC Day หรือ แอนแซค เดย์ ย่อมาจาก Australia and New Zealand Army Corps หากให้แปลเป็นภาษาบ้านเราก็คงแปลได้ราว “วันระลึกถึงทหารกล้าชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์” ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปีคศ. 1914
หากไม่ต้องย้อนไปถึงต้นเหตุของการเกิดสงคราม เราตัดตอนมาแค่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและกลายเป็นชนวนของสงครามโลกเพียงเท่านั้น ฝ่ายแรกมีอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ขณะที่อีกฝ่ายมีเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี ต่อมามีตุรกีเข้าร่วมสงครามด้วย และเลือกอยู่ข้างเยอรมนี
คืนที่แล้ว ก่อนจะอาบน้ำ ใจยืนส่องกระจกบานขนาดย่อมที่เจ้าของบ้านตอกติดกับบานประตูห้องนอนเอาไว้ ก่อนจะบอกเอ๋ว่า
“เจ๊ว่าเจ๊อ้วนขึ้นดิ”
เอ๋ละสายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์ยี่ห้อที่ขายดีที่สุดในเมืองไทย 6 ปีซ้อน แต่หน้าจอรุ่นนี้กับกว้างไม่เกิน 10 นิ้ว ก่อนที่จะตอบกลับมาว่า
“ดีแล้วเจ๊ ดีกว่าตอนก่อนมา อยากเอารูปมาเทียบกันไหมละ ยิ่งรูปตอนที่ถ่ายก่อนขึ้นเครื่องฯ ขามานี่นะ ผอมยังกะไม้เสียบผีเลย”
หลายวันมานี้ ไม่ค่อยอยากจะเขียนอะไร … พูดกันง่ายๆ คือ เขียนอะไรไม่ค่อยออก พาลไม่อยากจะเขียน (ชักงง) อาจจะเป็นเพราะใจเพิ่งจะย้ายชั้นเรียนใหม่มาชั้นเรียนภาษาที่สูงกว่า หลังจาก Sarah แจ้งผลสอบในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา (นี่นึกว่าเรียนมา 5 เดือนแล้วนะนี่) ใจได้ผลสอบทะลุเพดานเท่าที่คลาสนี้จะให้ได้ ทำให้ใจต้องย้ายไปเรียนในชั้นที่สูงกว่าอีกหนึ่งชั้นตามกรรมเก่า ทั้งๆ ที่ควรจะต้องนั่งเรียนในชั้นนี้อีก 5 สัปดาห์
วันหนึ่งของสัปดาห์ที่ผ่านมา Sarah เรียกใจไปหน้าห้องเรียนและบอกผลดังกล่าวให้ใจ โดยบอกว่าอย่าบอกใครในชั้น เพราะเธอเลือกจะบอกใจก่อน แต่ในเวลาต่อมาเพื่อนๆ ในชั้นก็รู้กันเองว่าใจย้ายไปนั่งเรียนห้องอื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
วันนี้วันที่ 18 เดือนเมษายน 2551 ใจอยู่นี่มาเกินเดือนครึ่งเข้าไปแล้ว ไม่ได้เพียงแต่เปลี่ยนที่อยู่ที่กินเท่านั้น แต่วิถีชีวิตบางอย่างเปลี่ยนไปแทบจะหน้ามือเป็นหลังมืออย่างสิ้นเชิง
ไม่ได้มีแต่เพียงมุมลำบากในในการปรับตัวเท่านั้น แต่ใจว่ามีมุมมองดีๆ หลายอย่างเกิดขึ้นที่นี่ … แบบที่ต้องทะยอยเล่าไปทีละข้อสองข้อ เพราะเพียงวันเดียวคงบอกไม่หมดว่าใจเจออะไรดีๆ ที่นี่บ้าง
เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ใจตื่นแต่เช้า คว้าเสื้อโค้ทตัวโปรดติดตัวออกจากบ้านมุ่งหน้าเอาค่าเช่าไปให้เจ้าของบ้านที่ตลาด Victoria Market ซึ่งในความเป็นจริงแล้วใจว่าคงมีแต่พวกเรานี่กระมัง ตื่นแต่เช้านั่งรถไฟออกจากบ้านไปตั้งครึ่งชั่วโมง เพื่อเอาค่าเช่าไปให้เขา… 555
ช่วงค่ำของวันนี้ ใจนั่งรอเพื่อนที่ไต้หวันเลิกงาน ก่อนที่จะยกหูหาเพื่อพูดคุยกัน หลังจากที่นัดหมายจะพูดคุยกันมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้นสักที
ระหว่างที่นั่งรอเพื่อนทำงานที่ถึงกำหนด “dead line” หรือ เส้นตาย (ไม่รู้ใครคิด เหมือนไม่ส่งแล้วจะตาย) ใจเองก็นั่งอัพ blog ไปพลาง เลือกเพลงประกอบละครซีรีส์เกาหลีฟังไปทีละเพลงๆ แวะไปกวนเพื่อนเป็นพักๆ สร้างบรรยากาศไม่ให้เหมือนกับว่านั่งอยู่คนเดียวในห้องสี่เหลี่ยม
จะว่าไปแล้ว มีคนเข้ามาถามใจหลายครั้ง โดยมากมักจะใช้ประโยคซ้ำๆ แบบเดียวกันคือ “เหงาไหม?”
เดือนที่แล้ว ใจกับเอ๋ไปเดินที่ร้านขายของอาเซียนในเมือง วันนั้นเจ้าเอ๋ก็แนะนำให้ใจรู้จักซองกระดาษสีแดง มีตัวอักษรจีนแปะอยู่ด้านหน้า ซึ่งเอ๋บอกว่านี่คือเม็ดทานตะวันอบแห้งแบบที่เราชอบแทะกันเมื่อครั้งอยู่ที่เมืองไทย
จริงๆ แล้วใจรู้จักเจ้าซองกระดาษนี่อยู่ก่อนแล้ว และยังซื้อมาทานที่ห้องก่อนที่เอ๋จะบอก เพียงแต่ซองของใจเป็นสีเขียว มีภาษาอังกฤษบอกหราว่านี่คือ เม็ดทานตะวันกลิ่น “มะพร้าว” ต่างกันกับซองสีแดงของเอ๋ที่เป็นรสดั้งเดิม ไร้กลิ่นใดอย่างสิ้นเชิง
แม้ใจจะทดลองเจ้าซองสีแดงแล้ว แต่ใจก็ค้นพบแล้วว่า ของเดิมดีที่สุด… มะพร้าวเหมาะกับใจแล้ว
เป็นเพราะใจไม่เคยสังเกตหรือว่าไม่เคยสนใจก็ไม่ทราบ ทำให้ใจไม่เคยจะได้รับรู้ว่าที่ประเทศไทยมีห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาเก็ตไหนที่ขายพื้นที่โฆษณาหลังใบเสร็จรับเงิน (receipt) หรือไม่
แต่ที่ออสเตรเลีย ห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาเก็ตส่วนใหญ่จะเลือกใช้กระดาษใบเสร็จรับเงินแผ่นใหญ่ยักษ์กว่าบ้านเรา แต่คิดว่าคุณภาพหรือขนาดของแกรมน่าจะน้อยกว่าเรา เหตุผลสำคัญไม่เพียงแต่ระบุข้อความในใบเสร็จรับเงินมากมายหลายอย่าง ทั้งชื่อของสถานที่ขายสินค้า เลขที่ใบเสร็จรับเงิน ประเภทสินค้า ราคาแยกย่อย ราคารวม ราคาที่บวก GST หรือภาษีเข้าไปแล้ว เวลาของการเปิดทำการของห้างนั้นๆ เงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต การคืนสินค้า ตลอดจนคำขอบคุณสั้นๆ ด้านท้ายของกระดาษแต่ละแผ่นแล้ว
วันนี้เป็นวันที่ใจว่างจากการทำงาน หลังจากเลิกเรียนเลยออกไปเดินเล่นดูโน่นดูนี่ตามประสา ก่อนมุ่งหน้ากลับบ้านมานอนพักผ่อน เพราะคืนก่อนหน้าใจเข้านอนดึกกว่าที่ควรจะเป็น ผลที่ออกที่มาก็คือ ใจนั่งหาวตลอดทั้งคาบเรียน 4 ชั่วโมงนั้น
แต่ก่อนที่จะได้เอาหัวแตะหมอน ใจเจอ Frank เจ้าของบ้านที่แวะเวียนมาตัดหญ้าหลังบ้านก่อนจะเดินทางไกลพาภรรยาไปเที่ยวเมืองไทยนานร่วมเดือน ประโยคสนทนาระหว่างใจกับ Frank มีทั้งเรื่องหญ้าหลังบ้านมันยาวแล้ว ใจเองก็นึกอยู่ว่าเขาจะมาตัดเมื่อไร เรื่องถังขยะหลังบ้านซึ่ง Frank วานให้ลากไปวางหน้าบ้านทุกคืนวันพุธ ก่อนที่รถขยะมาเก็บเอาขยะไปในเช้ารุ่งขึ้น
ปกติน้อยครั้งนักที่ใจจะพูดถึงเรื่องการบ้านการเมือง แต่เป็นเพราะหลายวันนี้ข่าวคราวการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เมืองไทยดังหนาหูไปทั่วโลก ไม่เว้นกระทั่งที่นี่ ใจหาอ่านข่าวเรื่องนี้ได้บนที่หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่นี่ ทีวีทุกช่อง ทุกเว็บและในห้องเรียนอาจารย์ก็ถามถึงเรื่องนี้เช่นกัน
เช้านี้ก่อนออกจากบ้านใจเห็นข่าวนี้ที่ข่าวช่อง 7 ไปถึงโรงเรียนเห็นข่าวบนหน้า 1 ของ The Age รูปของทหารถือโล่ห์กับกระบองเต็มเกือบครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์เล่มใหญ่ในร้านกาแฟใต้ตึกของโรงเรียน
เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้วที่ใจใช้เงินไปอย่างสิ้นเปลือง ไม่ต่างอะไรกับการซื้อยาเสพย์ติดมาใช้ในแต่ละวัน เพียงแต่ว่าสิ่งของที่ใจยอมควักเงินในกระเป๋าจ่ายเพื่อให้ได้กลับมา มันทำให้ใจหายง่วงอิ่มท้อง อิ่มใจ และมีแววจะทำให้ใจอ้วนขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
“โดนัท” คือ ของที่ใจกำลังพูดถึง
ช่วงพักครึ่งของคาบเรียนเมื่อสิบกว่าวันที่แล้ว ใจตัดสินใจลงลิฟต์จากชั้น 11 มาที่ชั้นหนึ่ง เพื่อซื้อช็อคโกแลตร้อนและของหวานที่ร้านกาแฟใต้ตึก ซึ่งเดินผ่านเข้าออกทุกวันแต่ไม่เคยได้แวะเวียนเข้าไปด้านใน มีเพียงสายตาเท่านั้นที่ส่งเข้าไปให้กับพนักงานด้านในร้าน
วันนั้นใจควักเงิน 4.10 เหรียญสำหรับโดนัทรสชินนามอน หรือ โดนัทกลิ่นอบเชย สองชิ้น กับช็อคโกแลตร้อนแก้วเล็ก 1 แก้ว
หากใครมาที่นี่แล้วไม่ได้เห็น “mX” หนังสือพิมพ์แบบที่เขาเรียกว่า “Australian free afternoon daily newspaper” หรือหนังสือพิมพ์รายวันสำหรับคนออสเตรเลีย วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง โดยเฉพาะในสถานีรถไฟทุกสถานี ก็เห็นจะเป็นเรื่องแปลกพอสมควร
อันที่จริงแล้ว mX ไม่ได้มีเฉพาะที่เมลเบิร์น แต่ยังมีที่ซิดนีย์และบริสเบนด้วย ความโดดเด่นของ mX ไม่ใช่จำนวนหน้ากว่า 30 หน้า ขนาดเท่ากับแท็ปลอยด์ในบ้านเรา แต่มันอยู่ News Corporation เจ้าของเขาพิมพ์และวางให้อ่านแบบ “ฟรี!” ไม่เสียค่าใช้จ่ายต่างหาก
ใจเพิ่งจะรู้จัก mX เมื่อตอนมาที่นี่วันที่ 5 ซึ่งเป็นวันแรกที่ได้เข้าไปในเมือง
คืนที่ผ่านมาหลับๆ ตื่นๆ ทำให้ใจทั้งลุกจากเตียงนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นั่งหาเพลงฟังไปเรื่อยๆ สลับกับนั่งรอผ้าในถังซักผ้าที่ทำเสียงครืนๆ อยู่หลังบ้าน แม้จะรู้ว่าเที่ยงวันนี้ต้องออกไปทำงาน แต่จนป่านนี้ 8 โมงเช้าใจก็ยังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ไม่ลุกไปไหน
อาจจะเพราะนอนมากไป กินกาแฟมากไป หรือเพราะอะไรสักอย่าง…
แต่ก็นั่นแหละ มันทำให้ใจได้เจอเพลงพวกนี้ใจ you tube ถือโอกาสเอามาฝาก เพราะดี ….
Hard To Say I’m Sorry
Peter Cetera
Recent Comments