จากนักข่าวมาเป็นนักเสิร์ฟ…ภาคแรก
วันนี้เป็นวันแรกในรอบ 1 สัปดาห์ที่ใจจะมีโอกาสให้ร่างกายได้พัก หลังจากตรากตรำทำงานหนักมาติดๆ กันไม่หยุดหย่อน บอกตรงๆ ใจนั่งนึกถึงวันนี้มาตลอด เวลาเรารออะไรสักอย่าง มันมักจะมาอย่างช้าๆ เงียบๆ ไม่มีเสียงพูดจา ทำให้เหมือนแต่ละช่วงวินาที นาที ชั่วโมงและวันช่างยาวนานเสียนี่กระไร แต่สุดท้ายแล้วหากรักษาชีวิตให้รอดพ้นไปได้ เวลาที่รอคอยก็จะมาถึงเสมอ…มันก็เป็นแบบนั้น นี่แหละสัจธรรม…ไม่ตายเสียก่อนก็ได้เจอ (เกี่ยวกันไหม?)
ใจนับวันไปเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้วันที่ว่างเว้นจากงานเสิร์ฟอาหารในร้านอาหารไทยซึ่งทำรวมทั้งสิ้น 5 วันต่อสัปดาห์ ว่างสองวันคือ จันทร์และอังคาร
แม้ที่บ้านจะขายก๋วยเตี๋ยวข้าวมันไก่มาก่อนตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา และเพิ่งจะเลิกกิจการไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ใจเคยชินกับอาชีพพนักงานเสิร์ฟเลย ความรู้สึกของการทำงานเสิร์ฟอาหารเลี้ยงชีพแตกต่างกับการเป็นลูกสาวเจ้าของร้านข้าวมันไก่อย่างสิ้นเชิง
งานเสิร์ฟเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับใจเอาเสียมากๆ เพราะใครจะคิด…(แม้แต่ใจเองก็ไม่เคยคิด) ว่าชีวิตใจจะผกผันได้ขนาดนี้ (เลือกให้ผกผันเองแท้ๆ พี่สาวบอกว่า “อยู่ดีๆ ไม่ชอบ”) จากที่เป็นนักข่าวอยู่ดีๆ ทะลึ่งมาเป็นคนเสิร์ฟอาหาร เงินที่ได้ก็ไม่ได้มากไปกว่าที่ตัวเองทำงานอยู่ที่เมืองไทยเลยด้วยซ้ำ เผลอ ๆ อยู่ที่เมืองไทยอาจจะได้เงินมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ต่างกันตรงที่ใจเปลี่ยนสถานที่หาเงินจากที่อยู่เมืองไทยแต่มาอยู่ที่ต่างประเทศก็เท่านั้นเอง
ใจมาถึงที่นี่เมื่อวันที่ 5 ที่ผ่านมา ใช้เวลาพักอยู่กับเพื่อนราว 4 วันก่อนจะโยกย้ายมาอยู่บ้านแชร์กับคนไทยและคนจีน หลังจากนั้น 2 วัน ใจก็หางานเสิร์ฟที่ว่าได้
สำหรับผู้มาเยือนหน้าใหม่ การหางานในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี มีคนไทยมาที่นี่พร้อมกันจำนวนมาก และก็รัฐบาลกำลังหาทางลดจำนวนประชากรนอกถิ่นฐานในการยื่นของเป็นประชากรถาวรเรื่อยๆ เช่นนี้ ไม่ง่ายนัก คนส่วนใหญ่ก็มักจะแนะนำว่า “เดินเข้าร้านแล้วถามเลย” และก็ “อย่าอาย”
หลังจากที่รวบรวมสติได้ ใจก็เริ่มหางานเหมือนอย่างคนอื่นเขาบ้าง ยิ่งนานวันเข้ายิ่งไม่ดีกับการพำนักพักพิงอยู่ที่นี่เป็นอย่างยิ่ง เงินในกระเป๋าไม่ควรจะร่อยหรอ เหลือน้อยจนเกินไป
ปกติแล้วใจต้องจ่ายค่าบ้านราว 320 เหรียญออสเตรเลียต่อ 4 week สำหรับบ้านแชร์หรือบ้านที่มีหลายห้องแล้วแบ่งให้คนเช่า แต่ใช้ข้าวของในบ้านร่วมกัน จำพวกเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ตู้เย็น เตาอบ เตาแก๊ส หม้อหุงข้าว จานชาม ถ้วย หม้อ กะละมัง ห้องน้ำ ห้องส้วม มักจะคิดค่าใช้จ่ายแบบรายสัปดาห์หรือ week และโดยมากเท่าที่สังเกตหากอยู่ห่างเมืองหรือใจกลางตัวเมืองมาหน่อยก็จะราคาราว 140 ขึ้นไป บางที่ก็รวมบิลค่าใช้จ่ายเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และค่าอินเตอร์เน็ตทุกอย่างเข้าไปแล้ว แต่บางทีก็ไม่ได้รวมบิล ดังนั้น ผู้เช่าก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านั้นร่วมกัน ซึ่งที่นี่ ค่าน้ำจะมาทุกๆ สามเดือนครั้ง การจ่ายก็วน 3 เดือนครั้งอย่างที่บอก

สำหรับใจแล้ว มีน้องสาวมาช่วยแชร์ค่าห้องแคบรูหนูทำให้ค่าเช่าต่อสัปดาห์ ลดลงเหลือแค่ 80 เหรียญต่อสัปดาห์ ไม่รวมค่าอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ 25 เหรียญต่อเดือน (เดือนกับ 4 สัปดาห์ต่างกัน …เพราะนับวันเริ่มต้นไม่เท่ากัน)
เฉลี่ยแล้วใจต้องเสียค่าใช้จ่าย 320+25 และเสียเงินไปกับค่าเดินทางด้วยรถไฟแบบรายเดือนราว 110 เหรียญต่อเดือน เข้าออกได้ทุกสถานี ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว แต่จำกัดโซนของการใช้งาน เพราะที่นี่แบ่งโซนรถไฟเป็นโซน 1 และ โซน 2 (เขามักแบ่งสีออกเป็นสองสีคือเหลือง เป็นโซน 1 และโซน 2 เป็นสีฟ้า เวลาดูเส้นทางรถไฟจะดูออกว่าสถานีไหนเป็นโซนอะไรจากสีที่แบ่งไว้) ยกเว้นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะให้เข้าโซน 2 ได้ฟรี ที่เหลือต้องใช้เฉพาะโซน 1 เท่านั้น เผลอข้ามไปไม่ดูตาม้าตาเรือ โดนสุ่มตรวจเมื่อไร ปรับให้เห็นๆ กัน 160 เหรียญในบัดดล…โอ้ ก้อดดด
กลับมาที่เรื่องหางาน… วันที่ 6 ของการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ใจเดินไปหยิบแผ่นเมนูอาหารสำหรับสั่งจากที่บ้าน หรือสั่งกลับบ้าน ที่เรียกว่า take away menu ที่ร้านอาหารไทยราว 2-3 สถานีห่างจากบ้าน ส่วนหนึ่งก็เข้าไปดูประกาศรับพนักงานที่เว็บไซต์คนไทยในออสเตรเลีย ก่อนจะยกโทรศัพท์ถามว่ารับพนักงานหรือไม่
หากเป็นพนักงานเสิร์ฟ ที่ร้านมักจะให้ไปดูหน้าค่าตาก่อน บางร้านใจดีก็ให้เงินเต็มจำนวนตอนทดลองงาน 2-3 วันแรก บางทีก็ให้ส่วนหนึ่งถือว่าทำงานไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มาแค่ช่วยและก็อยู่ในช่วงฝึกงาน
ใจยกหูแบบนี้ราว 4-5 ร้าน รวมถึงร้านที่เดินจากบ้านไม่ถึง 10 นาที ติดกับสถานีรถไฟที่ต้องใช้บริการทุกวัน เมื่อพูดคุยสนทนากับเจ้าของร้านเป็นที่เรียบร้อย ใจก็ตัดสินใจเดินจากบ้านไปให้เขาเห็นหน้า ก่อนที่พี่เจ้าของร้านใจดี รับเข้าไปฝึกงานในทันที เพียงแต่ไม่ใช่ร้านสาขานี้ แต่เป็นสาขาที่อยู่ห่างจากบ้านไปอีกราว 4 สถานี
แม้จะดีใจกับงานที่ได้ แต่ก็แอบหวั่นๆ จะทำได้ไหม กลัวพลาด และก็กลัวงานจะหนักแทบตายกันไปข้างหนึ่ง ทำให้ใจรู้สึกกระอักกระอ่วนพอสมควร แม้จะทำใจมาพักหนึ่งแล้วว่าจะต้องทำงานแบบนี้บ้างที่นี่ และงานแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกว่า back to basic ดีไม่น้อย แถมทำให้ได้ประสบการณ์ในอีกด้านหนึ่งของชีวิต … แต่สุดท้ายแล้วก็แอบเซ็งเสียไม่ได้…จากนักข่าวมาเป็นนักเสิร์ฟ ดูไม่จืดกันเลยทีเดียว….
ขอพักยก ภาคแรกเอาไว้แค่นี้ก่อน… ไปกินยำหมูยอกับผัดถั่วงอกก่อน…
Related Post
|
ถ้ามองอีกมุม ก็ถือว่าเราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เติมสีสันให้กับชีวิตดีนะ สู้ๆ นะจ๊ะ