คำเตือนของ Warren Buffet
วันที่ 9 เดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว ใจเคยหยิบยกเรื่อง ” An interview on CNBC with Warren Buffet” มาเขียนถึงในหน้า blog ของตนเอง เนื้อหาใจความเป็นไปในทำนองที่ว่ามีเพื่อนชายร่วมคอร์สภาษาอังกฤษสั้น ๆที่ ศศินทร์ คนหนึ่งที่ขยันส่งอีเมล์ดีๆ มาให้ใจเสมอ
พอๆ กับพี่ร่วมชั้นอีกหลายๆ คนที่ก็มักมีอีเมล์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลเพิ่มรอยหยักของสมองส่งมาให้ด้วยเช่นกัน และคนๆ นี้เองส่งอีเมล์ที่มีมันมีหัวข้อว่า “An interview on CNBC with Warren Buffet”
ใจนั่งอ่านข้อความและใช้เวลาเล็กน้อยในการแปลบทสัมภาษณ์ของ Warren Buffet ที่มีต่อสถานีโทรทัศน์ CNBC แม้จะเป็นการสัมภาษณ์เพียงหนึ่งชั่วโมง ของเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับสองของโลกรองจาก Bill Gates ที่ยินดีบริจาคเงินให้การกุศลเป็นเงินกว่า 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ..แต่ก็ให้ข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการ
เขาคนนี้เริ่มชีวิตการเล่นหุ้นครั้งแรกเพียงแค่อายุ 11 ปี ตัดสินใจซื้อฟาร์มเล็กๆ เป็นของตัวเองด้วยวัย 14 ปี จากเงินน้ำพักน้ำแรงในการส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้าน
ทุกวันนี้เขายังอาศัยในบ้านขนาด 3 ห้องนอนที่ตั้งอยู่ใจกลาง Omaha ซึ่งเขาตัดสินใจซื้อมาเป็นของตัวเอง หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
เขาบอกว่ามันมีทุกอย่างที่เขาต้องการแล้วและที่สำคัญคือบ้านของเขาไม่มีทั้งกำแพงหรือรั้ว….ทุกวันนี้เขายังขับรถด้วยตนเอง ไม่มีแม้กระทั่งคนขับรถส่วนตัว พนักงานรปภ. หรือการ์ดคอยคุ้มกัน
เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบิน jet ส่วนตัว แม้เขาจะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบิน jet ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็เหอะ
เขาเป็นเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งมีบริษัทในอาณัติอีกกว่า 63 บริษัท แต่ทุกวันนี้เขาเขียนจดหมายเพียงฉบับเดียวร่อนหา CEO โดยในเนื้อหาจะระบุว่าเป้าหมายในแต่ละปีคืออะไร เขาไม่เคยจัดประชุมเรียกนัด CEO ให้เป็นงานพื้นฐานอย่างที่หลายคนเป็น
เขาตั้งกฎให้กับ CEO ของเขาเอาไว้เพียง 2 ข้อ
ข้อ 1 อย่าได้ทำเงินของผู้ถือหุ้นหล่นหาย
ข้อ 2 อย่าได้ลืมกฎข้อที่ 1
เขาไม่ชอบงานสังคมหรูหรา สิ่งที่เขาทำเมื่อว่างคืออยู่กับบ้านหาป๊อบคอร์นทานและนั่งดูรายการทีวี
Bill Gates เพิ่งเจอเขาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และมีกำหนดที่จะเจอกันเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแถมยังเชื่อว่าไม่มีเหตุจะต้องเจอเขา….แต่เมื่อได้เจอกัน
เวลาที่กำหนดไว้ครึ่งชั่วโมงก็กลายเป็น 10 ชั่วโมงเสียอย่างนั้น
Warren Buffet ไม่พกแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ และมีคอมพิวเตอร์อยู่บนโต๊ะทำงานข้อสุดท้ายของการสัมภาษณ์เขาแนะนำเด็กๆ รุ่นใหม่ว่า”อยู่ห่างจากเครดิตการ์ดเข้าไว้ และใช้ชีวิตให้คุ้ม”
ทำไมใจถึงไปนั่งค้นหาข้อความเก่าๆ กลับมาเอามาใส่ในหน้า blog ของตนเองอีกครั้งหนึ่ง นั่นเป็นเพราะว่า ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านพ้น แม้ใจจะจดจำข้อคิดเตือนใจของชายที่ชื่อ Warren Buffet ได้อย่างแม่นยำ แต่ใจกลับไม่ได้เอามันมาใช้ ราวกับว่า “ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา” และเข้าตำรา “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” ก็ปานนั้น
วันนี้ใจเพิ่งหอบเงินเกือบแสนไปจ่ายค่าบัตรเครดิต ผลจากการใช้เงินอย่างผิดปกติในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้จะรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อก้มลงมองวิญญาณของเงินที่เพิ่งหลุดออกไปจากสมุดเงินฝากออมทรัพย์ของใจ ก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องสักเท่าไร
ย้อนกลับกลับไปช่วงทำงานได้ราว 2 ปี ใจเพิ่งจะมีบัตรเครดิตใบแรก ด้วยเหตุผลต้องเดินทางไปต่างประเทศ เราจะไม่รู้สึกว่าบัตรเครดิตจำเป็นอยู่บ้างก็ต่อเมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศเพียงลำพัง หากใครเคยชินกับการเดินทางแบบนี้ก็จะรู้ว่า โรงแรมบางแห่งจะให้เราการันตีการเข้าพักด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิตเอาไว้ก่อน ดังนั้น หากไม่มีเงินสดมากพอเราก็ต้องอาศัยบัตรเครดิตที่มีอยู่ในกระเป๋าให้เขารูดป้องกันเราเบี้ยวจ่าย
ใจเพิ่งจะบอกพี่โอ๊ะ รุ่นพี่ที่เนชั่นฯ ว่าใจเพิ่งหอบเงินมากมายไปจ่ายค่าบัครเครดิตที่รูดปึ้ดๆ อย่างเมามันในช่วงไม่กี่อึดใจที่ผ่านมา พี่โอ๊ะตอบกลับมาว่า “ติดศูนย์ดีกว่าติดลบ” ก็คงจะจริงแบบนั้น ใจเองก็เห็นด้วยกับเขา
ระหว่างที่นับแบงค์หนึ่งพันบาทจำนวน 77 ใบเพื่อยื่นให้กับพนักงานธนาคาร เธอก็ชวนคุยไปพลาง
“พี่ใช้บัตรเครดิตอะไรอยู่คะ สีเงินไหม ตอนนี้มันมีบัตรแบบใหม่สำหรับเลดี้โดยเฉพาะเลยนะคะ สนใจจะรับไปไว้อีกสักใบไหมคะ”
ใจนั่งนิ่งไปสักพัก ก่อนหัวเราะและตอบกลับไปว่า
“ไม่ดีกว่าค่ะน้อง วันนี้มาเพื่อปิดบัญชีกับบัตรเครดิตค่ะ ในกระเป๋าพี่ก็มีสองใบแล้วล่ะ พี่ว่าพี่อยู่ห่างมันมากกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะดี”
พนักงานยิ้มกลับมา เราต่างไม่พูดอะไรกันอีกเลย จนกระทั่งธุรกรรมทางการเงินของใจเสร็จสิ้น ตอนนี้ใจรู้สึกว่า
“ตัวเบากว่าชั่วโมงก่อนหน้าไปมากเลย”
“อยู่ห่างจากเครดิตการ์ดเข้าไว้ และใช้ชีวิตให้คุ้ม” Warren Buffet บอกไว้ ใจก็ว่าใจใช้ชีวิตคุ้มมาพอสมควร เดินทางมาก็มากอยู่ เจอเหตุการณ์ที่คนเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนก็เอาเรื่องอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ต้องอยู่ห่างบัตรเครดิตบ้างก็เท่านั้นเอง….
Random Posts
|
ไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ
แต่สักวัน แกจะคิดถึงมัน
เจ้าบัตรเครดิต เพื่อนยามยาก…
พก credit card ต้องพกแต่น้อย
และก็ต้องเก็บให้มันหยิบยากๆครับ
ไม่งั้น มานก็จาเหมือนเงินสด ที่มีเยอะมากจนเราอยากใช้
ตัวผมเองเมื่อก่อนก็คือ จาพกเมื่อจำเป็นจรืงๆเท่านั้น
ไม่งั้น ก็สดตลอด ไม่งั้นมานก็เหมือน มานขอให้ได้รูดอะ มานถึงสบายใจ
มีบัตรเครดิตเหมือนมีปืน พกไว้ไม่ได้ใช้ เดี๋ยวกระสุนมันด้านซะหมดน่ะ
อยากอยู่ห่างๆ แต่ยังมีห่วง
“รูดปื้ด รูดปื้ด หนี้บานค่ะ”
มีหลาย ๆ ใบก็ดีนะ จะวางแผนการเงินได้ดียิ่งขึ้น ห่างบัตรเครดิตในความหมายของบัฟเฟตก็น่าจะหมายถึงการห่างการใช้บัตรเครดิตแบบไร้สติมากกว่านะ
มันก็จริงอะนะ