สลักไว้บนต้นไผ่
หลายวันก่อนหน้านี้ ใจเดินทางจากบ้านไปผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ดอยผาหม่น แบบที่ไม่ได้ไปยืนอยู่หน้าผาแล้วรอให้พระอาทิตย์ขึ้น แต่เป็นการขับรถขึ้นไปรับอากาศเย็น ชมวิวข้างทาง แล้วก็กลับบ้าน
ตลอดการเดินทาง ใจทอดสายตามองต้นไม้ที่อยู่ข้างทาง ดอกไม้ ใบไม้ที่อยู่ระหว่างรอยต่อของฤดูหนาวกับฤดูร้อน ก็แฝงเอาไว้ด้วยความสวยในตัวมันไม่น้อย แม้แต่ต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ไม่หลงเหลือใบ ยังคงไว้แต่ลำต้นที่รากยังหยั่งอยู่ใต้ผืนดินผืนนั้น ก็ช่างมีมนต์เสน่ห์เสียนี่กระไร

นี่มาจากสมุทรสาคร…มาสลักชื่อไว้บนต้นไผ่ที่เชียงราย
พักหลังนี้ใจมักจะทำแบบนี้ เหมือนอย่างที่บอกกับแอน เพื่อนของใจว่า “หลังๆ ชั้นว่าชั้นแปลก มักจะอดไม่ได้ที่จะมองรูปร่างของต้นไม้ในแต่ละที่ว่ามันแปลกตายังไง โดยเฉพาะต้นไม้ที่มันไม่มีใบ เวลาแหงนมอง สีมันตัดกับท้องฟ้า แปลกตาดี” เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลย ที่ใจจะมีรูปของต้นไม้อยู่ในคลังรูปของใจเยอะมาก และดูเหมือนจำนวนก็จะเริ่มทวีคูณขึ้นไปทุกที

นี่มันกันเป็นหมู่คณะ
แต่แม้จะชอบรูปร่างของต้นไม้ไร้ใบมากเพียงใด ใจก็ยังคงทำได้เพียงแค่การเก็บเอาภาพสวยๆ มานั่งดูย้อนหลังเท่านั้น ต่างกันกับอีกหลายคนที่มักจะเลือกสร้างบันทึกอะไรสักอย่างให้กับคนที่มาทีหลังได้เห็นว่า “ตัวของเขาได้มาเห็นภาพเดียวกันมาแล้ว”

ชื่ออัธ
การสลักชื่อลงบนต้นไม้ เป็นหนทางหนึ่งที่จะตอบสนองคนที่ต้องการแสดงให้คนอื่นเห็นว่า “เขาได้มาแล้ว” ทั้งๆ ที่ใจมักพบเห็นเหตุการณ์นี้บ่อยครั้งในหนังเกาหลี ที่พระเอก นางเอก พระรอง หรือนางรอง มักจะลอบสลักชื่อตัวเองไว้ใต้ร่มแห่งรัก ข้างหนึ่งเป็นคนที่แอบรัก อีกข้างหนึ่งเป็นตัวเองเด่นหรา แต่เอาเข้าจริงๆ พอได้เห็นของจริง บนโลกแห่งความจริง ก็อดสูกับภาพที่เห็นไม่ได้

น้อยกับดาวเอาไปคนละปล้อง
ต้นไผ่ลำปล้องอวบอิ่มสีเขียวสดขึ้นอยู่หน้าห้องน้ำของวัดที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ถูกสลักชื่อของผู้คนมากมายเอาไว้บนลำปล้อง ชื่อแบบเดี่ยว หมู่ คณะ และสัญลักษณ์ต่างๆ ถูกสลักทับบนปล้องเขียวนั้น แทนที่จะให้มันเป็นอย่างที่ควรจะเป็น เห็นแล้วทั้งแปลกใจ และขัดตาปนกัน

เพียบ…
ใจเคยเห็นเด็กพ่นลวดลายลงบนกำแพง บนตึกร้าง และซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างในกรุงเทพฯ มามาก แต่ใจก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า มันเป็นเหมือนงานศิลปะที่กลับงดงามในตัวของมันเอง ตราบใดที่เด็กพ่นสี กราฟิตี้นั้นไม่ไปพ่นบนกำแพงรั้วบ้านใครให้เสียหาย

เณรก็เอากับเขาด้วย
แต่พอเห็นว่ามีคนสลักชื่อบนต้นไผ่ จากมือสู่มือ คนแรก คนที่สอง คนแล้วคนเล่า ต่อๆ กันไป กลับทำให้ใจคิดในมุมกลับกัน นอกจากไม่งามแล้วยังรกตา และสงสารต้นไผ่เสียมิได้ มันคงจะเจ็บปวดที่มีใครเอาคัตเตอร์ หรือไม้แหลมมาทิ่มแทงลงไปให้เป็นลวดลายและตัวอักษร และตราบใดที่มันยังยืนต้น มีคนรดน้ำให้อาหาร เมื่อนั้น มันก็จะเติบโตขึ้นไปแบบที่มีลวดลายและชื่อใครต่อใครติดตัวไปด้วย

บันเทิงมั้ย?
ฮ่วย…บ่นมาตั้งนานแค่จะบอกว่า อย่าไปสลักเลยชื่อบนต้นไผ่เนี่ย
Random Posts
|
ใช่ ๆ พวกเมิงจะสลักชื่อไปทำไมกัน