ถ้าหลายปีมานี้ คนไทยรู้จัก “ชลาชล” ในฐานะของร้านตัดผมชื่อก้องประเทศ ที่อำเภอเล็กๆ ติดชายแดนลาวอย่างอำเภอของใจ คงจะมี “มยุรา” ร้านตัดผมหน้าโรงพยาบาลประจำอำเภอ เป็นตัวแทนของการเป็นร้านตัดผมฝีมือดี ที่ใครๆ ก็แวะเวียนไปใช้บริการ
แต่…แม้จะอย่างนั้น เจ้าเอ๋ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องของใจก็เตือนใจว่า ถ้ามีเวลาให้ไปเสียเงินตัดผมทรงที่ต้องการในกรุงเทพฯ จะดีกว่าการตัดสินใจเข้า “มยุรา”
แต่…อีกเช่นกัน… เป็นเพราะอากาศร้อนมาก ผมที่เริ่มยาวประคอ ทำให้ใจอดรนทนไม่ไหว ปล่อยให้ผมเร่งให้ตัวเองร้อนกว่าที่ควรจะเป็น ใจเลยรบเร้าให้เอ๋พาเข้าร้านมยุรา แม้จะผ่านเลยไปถึง 3 วัน กว่าเอ๋จะพาไปร้านนี้ แต่ใจก็ยังไม่ลดละความพยายาม
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ทั้งการที่ใจไม่ใช่แฟน “โค้ก” (Coke) ไม่ได้รอบรู้ ไม่ได้ดูทีวีหนักๆ เหมือนพักก่อน ไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง และไม่ได้เป็นนักข่าวสายการตลาดแบบจัดจ้าน ทำให้ใจตกข่าวอย่างจัง จนกระทั่งวันนี้….
ใจเพิ่งทราบว่าโค้กเปิดตัวโค้กกระป๋องเล็ก ขนาด 240 ม.ล. และวางขายในราคากระป๋องละ 10 บาท แถมยังติดคำโฆษณาประจำกระป๋องว่า “สดชื่นแน่…แค่ 10 บาท” อีกต่างหาก
ใจซื้อโค้กไซต์เล็กจำนวน 3 กระป๋องติดมือกลับบ้าน ฝากแม่กับพี่สาว และถามแม่ว่า แม่เคยเห็นโค้กไซต์นี้ไหม คำตอบที่ได้คือ “ไม่” แถมแม่ยังวิเคราะห์ความเป็นไปของโค้กยิ่งเสียกว่านักการตลาดเสียอีก
ไม่บ่อยครั้งนัก จะมีโอกาสได้ยืนจ้องมองเข้าไปในตู้กระจก แล้วเห็นแมงกะพรุนอยู่ที่นั่น
ดังนั้นถ้าใจได้พบปะโอกาสนั้นเมื่อใด ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่ยกกล้องมาเก็บภาพเอาไว้ เมื่อกลับมาถึงบ้าน เปิดดูครั้งใด กี่วันผ่านเลย ก็ไม่เคยเลยที่จะอดประทับใจกับเจ้าแมงกะพรุนในตู้น้ำนั้น
National Geographic เล่มล่าสุด เคยพูดถึงเรื่องการถ่ายภาพใต้น้ำของช่างภาพประจำหนังสือเอาไว้ แมงกะพรุนกำลังดำผุดดำว่ายขึ้นมาเกือบเหนือน้ำ ช่างภาพใช้แสงไฟส่องสะท้อนลำตัวของแมงกะพรุนเรืองรองน่ามองมาก ขณะที่เหนือคุ้งน้ำนั้น มีชาวประมงกำลังพายเรืออยู่… เห็นภาพไหม เบื้องล่างเป็นแสงสีงามจากแมงที่ไม่ใช่แมงอย่างกะพรุน ส่วนเบื้องบนเป็นคนกำลังพายเรือ .. ภาพบาดตาไม่หยอก
เผลอแป๊บเดียว กล้อง G9 ก็อยู่กับใจมานานข้ามปี ภาพในเครื่องคอมพิวเตอร์ก็อาจจะมากเกิน 1 หมื่นภาพ ลบบ้างเก็บบ้างตามประสา ใจเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะถ่ายรูปด้วยคอมแพ็คแบบสนอง need ส่วนตัวไปได้นานอีกสักเท่าไร เพราะไม่ได้เป็นช่างภาพมืออาชีพ ไม่ได้เกิดมามีพรสวรรค์ วัดแสงไม่เป็น โหมด M ไม่เคยจะเลือกใช้ หากไม่จำเป็นจริงๆ ทุกวันนี้ยังเลือกโหมด P และโหมด Auto อยู่เสมอ แม้กล้องที่มีอยู่ทำอะไรได้มากกว่าคอมแพ็คทั่วไปก็จริง แต่ใจก็ยังยกกล้อง มองจากจอแอลซีดีแล้วกดชัตเตอร์ไปตามความรู้สึกของตัวเอง…
ใจเก็บภาพแทบทุกที่ที่ตัวเองไป ถ่ายแทบทุกกิจกรรมของชีวิต (หากติดกล้องไปด้วย) ทุกวันนี้อยู่บ้านนอก ก็ยังพกกล้องไปโน่นมานี่เสมอ
กว่าจะมีโอกาสได้ไปพักที่ “บ้านอ้ายหล้า” ก็ปาเข้าไปเป็นปีที่สอง ทั้งๆ ที่ช่วงก่อนสิ้นปีที่ผ่านมานับสิบวันใจก็อยากจะจองห้องพักที่นี่ไว้พักพิงเมื่อมีโอกาสได้ไปแวะที่เชียงใหม่ แต่ห้องพักกลับเต็มแน่น เลยต้องระเห็จไปพักที่อื่น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ไม่ใช่เมื่อคืนก่อนหน้า ที่แขกเข้าพักไม่เต็ม และก็มีห้องให้ใจได้เข้าไปนอน ชื่นชมบรรยากาศเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ หลังโรงเรียนโสตศึกษา หรือย่านสันติธรรม ที่บอกรถสองแถวสีแดง หรือตุ๊กๆ คนไหน ใครๆ ก็พามาส่งถูกที่ไม่ยากเย็นนัก
อันที่จริงใจแอบดูเว็บไซต์ของบ้านอ้ายหล้ามาตั้งนาน เพราะเพื่อนฝูงอย่าง “ชโร” แนะนำมาอีกต่อหนึ่ง อีกทั้งเจ้าของที่นี่ยังเป็นเพื่อนของ “บี” เพื่อนซี้ของชโรอีกด้วย แต่เสียดายที่ใจยังไม่มีโอกาสไปพักแบบเสียเงินด้วยตนเองจนกระทั่งเมื่อคืนก่อนอย่างที่ว่า
ความยากลำบากอย่างหนึ่งของการเขียน blog ก็คือ การลงมือเขียนอะไรสักอย่าง แม้จะอยากจะเขียน แต่หากไม่ลงมือก็ไม่มีตัวอักษรใดเกิดขึ้น เช่นเดียวกัน ความขยันเขียน ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีเรื่องเล่าเพิ่มมากขึ้นในหน้า blog เราคงไม่ได้อยากพบว่ามีเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวแปะเอาไว้ด้านหน้า กลับเข้ามาเมื่อใดก็ไร้ซึ่งเรื่องราวใหม่ๆ หรือต่อให้เป็นเรื่องเก่าก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายๆ คน ..อย่างที่รุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่งพูดเอาไว้ว่า “keep blogging”
ใจเองเริ่มต้นเขียน blog ด้วยเพราะ “อกหัก” แต่ละวันมันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งพบว่า ตัวอักษรช่วยระบายความในใจและความรู้สึกนึกคิดได้ดี ครั้นจะให้พูดกับตัวเองคนเดียวก็กระไรอยู่ เลยอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์
“นับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ” ฝ่ายแดงเป็นผู้ชนะไปแล้วครับ
สิ้นเสียงคนพากย์มวยในงานวัดข้างบ้าน ใจกับพี่สาวก็หันมามองหน้ากันอย่างสงสัย นั่นเป็นเพราะเสี้ยววินาทีก่อนฝ่ายน้ำเงินจะล้มลงบนพื้น นักพากย์จะประกาศนับสิบและยกให้ฝ่ายน้ำเงินชนะเลิศ เราต่างก็เห็นเหมือนกันว่าทั้งนักมวยฝ่ายน้ำเงินและแดงล้มลงไปกองด้วยกันทั้งคู่ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าผู้คนข้างที่ยืนบังเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะระยะประชิดกับเวทีสีขาว มีเชือกคาดไปมาทิ้งช่องว่างกว้างพอให้คนลอดตัวเข้าไปได้นั่น ทำให้เรามองไม่เห็นว่า ทั้งสองล้มลงในท่าทางแบบไหน ถึงกับต้องส่งผลให้กรรมการต้องนับสิบทำให้ฝ่ายแดงชนะฝ่ายน้ำเงินไปในท้ายที่สุด
วันที่ 9 เดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว ใจเคยหยิบยกเรื่อง ” An interview on CNBC with Warren Buffet” มาเขียนถึงในหน้า blog ของตนเอง เนื้อหาใจความเป็นไปในทำนองที่ว่ามีเพื่อนชายร่วมคอร์สภาษาอังกฤษสั้น ๆที่ ศศินทร์ คนหนึ่งที่ขยันส่งอีเมล์ดีๆ มาให้ใจเสมอ
พอๆ กับพี่ร่วมชั้นอีกหลายๆ คนที่ก็มักมีอีเมล์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลเพิ่มรอยหยักของสมองส่งมาให้ด้วยเช่นกัน และคนๆ นี้เองส่งอีเมล์ที่มีมันมีหัวข้อว่า “An interview on CNBC with Warren Buffet”
ใจนั่งอ่านข้อความและใช้เวลาเล็กน้อยในการแปลบทสัมภาษณ์ของ Warren Buffet ที่มีต่อสถานีโทรทัศน์ CNBC แม้จะเป็นการสัมภาษณ์เพียงหนึ่งชั่วโมง ของเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับสองของโลกรองจาก Bill Gates ที่ยินดีบริจาคเงินให้การกุศลเป็นเงินกว่า 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ..แต่ก็ให้ข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการ
มีกิจกรรมไม่กี่อย่างที่ทำให้ใจสบายใจในยามว่าง หนึ่งคือ นั่งฟังเพลง สองอัพ blog หาเรื่องเขียนไปเรื่อยๆ เมื่อยก็หยุดพักแล้วกลับมาอัพใหม่ สามออกไปนอกบ้านเพื่อหาของกิน กินพออิ่มแล้วก็เลิกกิน สี่ได้ออกเดินทางไกล ไร้ผู้คนที่เห็นพบหน้าค่าตามาก่อน แบบนั้นมันสบายใจ เพราะเราเหมือนได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และห้าไปหาที่ช็อปปิ้ง ใช้เงินจนหมดกระเป๋าแล้วค่อยมานั่งเศร้าทีหลัง
เช้านี้…ใจก็อยากจะหาความสบายใจใส่ตัวเองเหมือนกัน เลยตัดสินใจเดินออกไปนอกโรงแรม เพื่อหาของกินรองท้อง และเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อช็อปปิ้งแก้อาการเบื่อห้องสี่เหลี่ยม ใจอยากจะซื้อขนมปังกลับไปฝากพ่อ แม่ และพี่สาวที่บ้านนอกในวันพรุ่งที่จะมาถึง
ก่อนที่ใจจะกลับบ้านไม่กี่วัน ใจหนีไปนอนบ้านเพื่อนซี้ที่ราชบุรีมา ใจใช้เวลาอยู่ที่นั่นสั้นๆ โดยวันหนึ่งของการพักที่นั่น ใจกับเพื่อนขับรถพากันไปไหว้พระไกลถึงกาญจนบุรี มันเป็นวัดที่เราต้องออกแรงเดินขึ้นบันไดสูง ทั้งๆ ที่เพื่อนใจเองก็กลัวความสูง แต่ก็ยังอุตส่าห์ไม่ขึ้นรถรางเลื่อนแต่เลือกที่จะเดินขึ้นบันไดสูงนั้นไปพร้อมกับใจ
อาจจะเพราะเป็นวันทำงานของใครหลายคน พื้นที่วัดจึงไร้เงาของผู้คนล้นหลามอย่างที่เพื่อนบอกว่า “วัดนี้มีชื่อเสียง” ดังนั้นเราจึงได้ชื่นชมความงามของวัด โดยเฉพาะวิวเบื้องล่างวัดเมื่อเรายืนอยู่ในมุมที่สูงกว่า
หลายวันก่อนหน้านี้ ใจเดินทางจากบ้านไปผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ดอยผาหม่น แบบที่ไม่ได้ไปยืนอยู่หน้าผาแล้วรอให้พระอาทิตย์ขึ้น แต่เป็นการขับรถขึ้นไปรับอากาศเย็น ชมวิวข้างทาง แล้วก็กลับบ้าน
ตลอดการเดินทาง ใจทอดสายตามองต้นไม้ที่อยู่ข้างทาง ดอกไม้ ใบไม้ที่อยู่ระหว่างรอยต่อของฤดูหนาวกับฤดูร้อน ก็แฝงเอาไว้ด้วยความสวยในตัวมันไม่น้อย แม้แต่ต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ไม่หลงเหลือใบ ยังคงไว้แต่ลำต้นที่รากยังหยั่งอยู่ใต้ผืนดินผืนนั้น ก็ช่างมีมนต์เสน่ห์เสียนี่กระไร
หลายวันก่อนใจข้ามไปฝั่งห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของประเทศลาว เพื่อพาเพื่อนสาวได้คำว่า “โอกาส” ในการเหยียบแผ่นดินเพื่อนบ้านของเรากลับติดมือกลับบ้านที่กรุงเทพฯ
การเดินทางห้วยทรายหนนี้ เป็นหนที่ 3 ในราว 2 ปีนี้ แถมทริปทั้ง 3 ยังเป็นทริปในแบบที่แทบจะไม่แตกกันมากนัก เรียกได้ว่าเป็น “format” ไปเสียแล้ว
เริ่มจากนั่งเรือหางยาวของคนไทยไปเหยียบแผ่นดินของลาว ผ่านพิธีการของด่านตรวจคนเข้าเมือง ก่อนที่จะต่อด้วยการเหมาตุ๊กๆ ของคนลาวในราคาที่แพงกว่าหนที่แล้ว ไปทัวร์ตลาดจีน ตลาดลาว และลานข้าวปุ้น
Recent Comments